ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เละตุ้มเป๊ะมานาน จนต้องใช้บริการกาวใจยี่ห้อ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” กับแผนการดัน “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐคนใหม่ ที่ “ลิ่วล้อ” โรมรันกันเองในพรรคจนเกือบพัง
อีกด้านก็ให้ทีมงานปั้นภาพการทำงาน “ลุงป้อม” ว่ายังฟิตปั๋ง โหมโรงเลี้ยงกระแสกันมาดีๆ ดันมา “เสียฤกษ์” หลังเกิดดรามาต้อนรับ “ลุงป้อม” ขึ้นเถลิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หลังจากที่ “ฌอน บูรณะหิรัญ” ไลฟ์โค้ชชื่อดังในโลกออนไลน์ ที่พักหลังมักมีดรามา “เชิงลบ” ออกมาอยู่เรื่อย โพสต์คลิปการไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าปลูกต้นไม้ร่วมลดปัญหาโลกร้อนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่
โดย “เสี่ยฌอน” พูดในคลิปตอนหนึ่งว่า ภาพของพล.อ.ประวิตรที่ปรากฏในสื่ออาจโดนเอามาทำ MEME หรือทำภาพล้อ และมีภาพออกร้ายๆ แต่พอได้เห็นตัวจริงและพบตัวจริง พบว่าเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารัก ทำให้คิดว่าได้ว่า บางครั้งสื่อบางสื่อก็มีเจตนาที่จะชี้นำให้ผู้รับสารเชื่อในสิ่งที่สื่อพยายามสร้างภาพออกไป
เท่านั้นแหละ “ทัวร์ลง” เพจ “เสี่ยฌอน” ทันทีถล่มทั้งเจ้าของเพจสาดเสียเทเสีย แล้วยังลามไปถึงตัว “ลุงป้อม” ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ในฐานะที่เป็น “ตำบลกระสุนตก” ของรัฐบาลอยู่แล้ว
จนมีการวิเคราะห์ไปว่า งานนี้น่าจะมี “ทีมงาน” จัดให้ “ลุงป้อม” ในเชิงกลยุทธ์ เป็นแคมเปญโปรโมท “ท่านว่าที่หัวหน้าพรรค” เหมือนการโปรโมทสินค้ายุคนี้ที่มักใช้ “ผู้ทรงอิทธิพล” (Influencer : อินฟลูเอนเซอร์) เพื่อทำให้แบรนด์ดูน่าสนใจ และดูน่าเชื่อถือ
งานนี้ใคร “หวังดี” วางงานให้ “เสี่ยฌอน” พูดอวย “ลุงป้อม” คงไม่กล้าไปเคลมผลงาน เพราะผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้าม
แล้วยังตอกย้ำให้ว่า คนรัก คนชัง “ลุงป้อม” ฝ่ายไหนมากกว่า
ตัดกลับไปที่ศึกในพรรคพลังประชารัฐ หลังฉากคล้องแขน แสดงความกลมเกลียวของ 12 แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ภายหลังยกเกี้ยวไปเชิญ “ บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค
เป็นจังหวะก้าวครั้งสำคัญของ “ลุงป้อม” เพราะถือเป็นการสวมหมวก “นักการเมือง” อย่างเต็มตัว ที่ไม่เพียงเพื่อ “หย่าศึก” ความขัดแย้งภายในพรรคเท่านั้น แต่มีเหตุผลเหนือว่านั้นในการประคองอำนาจ “พี่น้อง 3 ป.” ให้ไปตลอดรอดฝั่ง และต่อเนื่องไปถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป
เรียกว่า วางกันเป็น Step by Step โดยมี “ก้าวแรก” และ “ก้าวที่ 2” ที่ต้องจับตา
ยึดพรรคเสร็จ - แจกบำเหน็จต่อ
สำหรับก้าวแรกในการเข้า “ยึดพรรค” นั้น ถือว่าไม่มีปัญหา และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกกลุ่ม
กระทั่งความเป็น “สุภาพบุรุษ” ของผู้บริหารพรรคเก่า หรือ “กลุ่มสี่กุมาร” ทั้ง อุตตม สาวนายน อดีตหัวหน้าพรรค หรือ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตเลขาธิการพรรค
นอกเหนือจาก “กลุ่มสี่กุมาร” ภายใต้ร่มเงาของ “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นขั้วอำนาจที่เพิ่งถูกโค่น และไร้เงาในวันเทียบเชิญ “ลุงป้อม” แล้ว กลุ่มอื่นๆ ที่เหลือ ซึ่งดูได้จากรายชื่อ “12 แกนนำพรรค” ที่ไปเรียงหน้าสลอนแห่เกี้ยวไปเทียบเชิญ “หัวหน้าป้อม” ก็กำลังลูบปาก หวังว่าจะได้รับ “บำเหน็จ” กันถ้วนหน้า ฐานป่วนจนพรรคเกือบพัง เพียงเพื่อจะเชิญ “นายป้อม” มาเป็นหัวหน้าพรรค
เริ่มตั้งแต่ “กลุ่มสามมิตร” ที่กลายเป็น “สองมิตร” ทั้ง 3 คีย์แมน ได้แก่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม, สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และ “เสี่ยแฮ้งค์” อนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท
ในกลุ่มนี้นอกจากปฏิบัติการสู้เพื่อเก้าอี้ “รมว.พลังงาน” ของ “เดอะซัน-สุริยะ” แล้ว ยังเดินเกมผลักดัน “เสี่ยแฮ้งค์” ขึ้นแท่นเสนาบดีให้จงได้ หลังจากอกหักมาในรอบแรก และเพื่อเป็นการเพิ่มสัดส่วนรัฐมนตรีของสมาชิกในกลุ่ม
สำหรับตำแหน่ง รมว.พลังงานนั้น แม้จะมีข่าวว่า เจ้าของเก่า “สนธิรัตน์” มั่นใจว่าจะยื้อเก้าอี้ได้ จากผลงานเรื่องราคาน้ำมันปาล์มที่โดดเด่น บวกแรงหนุนจากกลุ่ม “ผู้กอง” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ รวมกับ ส.ส.บางส่วนในความดูแลของ “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว
ยังได้เปรียบเรื่องที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็สนับสนุนในฐานะมีภาพ “คนกลาง” รวมทั้งไม่วางใจ “นักการเมือง” ให้มาคุม “กระทรวงขุมทรัพย์” อีกด้วย
แต่ถึงตรงนี้ข่าวว่า “สุริยะ” เองก็ยังไม่ถอดใจ เพราะเชื่อในพลังของ “บิ๊กป้อม” มั่นใจขนาดว่าคนใกล้ชิดถึงขั้นบอกกับ ส.ส.ในพรรคว่า เตรียมจะเอาป้ายชื่อไปแปะไว้ที่หน้าห้องทำงานใหม่แถว ถ.วิภาวดีรังสิต แล้ว ขณะที่คนในกระทรวงพลังงานก็ร่ำลือกันไปในทำนองนั้นเช่นกัน
ขณะที่ “หัวหมู่ทะลวงฟัน” ของ “สามมิตร” อย่าง สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. ก็พกประสบการณ์ ส.ส. 1 สมัย ขึ้นชั้นประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ไปได้หน้าตาเฉย
ถัดมาถึงขุนพลจากฟากฝั่ง กทม. หรืออดีต กปปส.เก่า ที่นำโดย “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และ “เสี่ยบี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันไม่ค่อยจะดีนัก
หลังเจอ “มาดามเดียร์” ดึง ส.ส.กทม.ไปอยู่ใน “กลุ่มดาวฤกษ์” ก๊กใหม่ เพื่อเอาไปเป็นเสียงสนับสนุน “สนธิรัตน์”
ในส่วนของ “เสี่ยบอสตั้น-ณัฏฐพล” เองค่อนข้างมั่นคง เพราะขึ้นชื่อว่าเป็น “ลูกรัก” ของ “บิ๊กตู่” คงไม่มีปัญหา แต่ในราย “เสี่ยบี” คงต้องหวั่นๆ อาจถูกโยกออกจากกระทรวงดีอีเอส หรืออาจถูกลดชั้นเหลือแค่รัฐมนตรีช่วยว่าการ เพราะโควตา “ว่าการ” ที่มี 20 กระทรวงเต็มเอี๊ยด
ลิ่วล้อมีทั้งสมหวัง-ผิดหวัง
ขณะที่อีกกลุ่มคือ “2 ส. 1 ว.” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกันของ “เฮียยักษ์” วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล และ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี กับ “เฮียสันติ” สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง แกนนำกลุ่มเพชรบูรณ์
สถานการณ์ของ “วิรัช” ขณะนี้ไม่สู้ดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะเรื่องคดีทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอล จ.นครราชสีมา ที่คณะทำงานร่วมอัยการกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุด
คดีนี้ต่อให้อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง แต่ ป.ป.ช.แสดงออกชัดเจนแล้วว่า พร้อมส่งฟ้องเองแน่นอน เพราะจะตอบสังคมไม่ได้ หากชี้มูลแบบเอกฉันท์ 9-0 เสียงมากับมือ แต่กลับปล่อยให้ลอยนวล ซึ่งไม่เคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์ และคงต้องปิด “สำนักปราบโกง” ไปเสียดีกว่า
และหาก “วิรัช” โดน จะไม่ได้โดนคนเดียว แต่ไปเป็นรถพ่วง เพราะทั้ง ทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา ผู้เป็นภรรยา และ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา ผู้เป็นน้องเมีย ต่างก็โดน ป.ป.ช.ชี้มูลในคดีเดียวกันมาทั้งคู่
มีอย่างเดียวที่หมดห่วงได้คือ วันนี้ “วิรัช” สามารถส่งลูกชายไปถึงฝั่งฝันแล้ว คือ “เสี่ยแบงค์” อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ได้เป็น รมช.คมนาคม ตั้งแต่อายุยังน้อย
ส่วนในราย “เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ” แสดงออกชัดเจนว่า ต้องการจะนั่ง รมว.แรงงาน ซึ่งเป็นโควตาของ “ค่ายลุงกำนัน” พรรครวมพลังประชาชาติไทย ช่วงที่ผ่านมามีข่าวว่า ผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐคนหนึ่งถึงกับเอ่ยปากขอกับ “ลุงเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า ให้เอา รมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม แทน แต่ยังไร้ปฏิกิริยาตอบกลับ
ขณะที่ “เสี่ยสันติ” ปัจจุบันล้มเลิกแผนจะนั่งตำแหน่ง รมว.คลังแล้ว เพราะรู้ว่า ฝ่าด่าน “บิ๊กตู่” ยาก เพราะเก้าอี้นี้ต้องเป็นคนที่นายกฯ เลือกเท่านั้น จึงขอนั่งอยู่ที่เดิม เพียงแต่ขอดูกรมกองเพิ่ม หลังที่ผ่านมา “อุตตม” ไม่ค่อยให้ดูงานสำคัญๆ เลย
“วิรัช - สุชาติ” ที่วันนี้มาจับมือกับนายสันติได้ ก็เพราะต้องการเสริมพลังให้แก่กันละกัน “สันติ” เองก็มี ส.ส.เพชรบูรณ์ยกจังหวัด ประกอบกับงูเห่าที่ไปเอามาจากพรรคเพื่อไทย แต่ยังไม่เพียงพอเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ เลยต้องควบรวมเพื่อให้เป็นกลุ่มที่ทรงพลังขึ้น
“ผู้กอง”ลุ้นผงาด-อาจมีอกหักซ้ำสอง
อีกกลุ่มคือ กลุ่มของ “ผู้กองมนัส” ที่นับวันเริ่มใหญ่โตขึ้นในพรรค ทำผลงานภาคการเมืองได้เข้าตา “เจ้านาย” โดยเฉพาะศึกเลือกตั้งซ่อม 2 ครั้งล่าสุด ทั้งที่ จ.ขอนแก่น และ จ.ลำปาง พื้นที่ที่ใครๆ ก็ดูถูกปรามาสว่า “ผู้กองมนัส” ไม่สามารถจะเจาะได้ แต่สุดท้ายชนะทั้งสองเขต
อีกทั้งยังเป็น “เด็กดี” ว่านอนสอนง่ายของ “นาย” ไม่ค่อยสร้างปัญหาภายในพรรคเหมือนกับกลุ่มก๊กอื่นๆ ทั้งที่โดยหน้าตักและเนื้องานสามารถเรียกร้องได้สบาย
วันนี้ “ร.อ.ธรรมนัส” แทบจะเป็นแกนนำคนเดียวที่เป็น “รัฐมนตรีช่วย” ในขณะที่แกนนำก๊กอื่นๆ เป็นรัฐมนตรีว่าการกันหมด ทั้ง “สุริยะ-สมศักดิ์-ณัฏฐพล-พุทธิพงษ์” ทั้งที่ศักดิ์และสิทธิ์ไม่ได้ด้อยกว่ากัน กระทั่ง ส.ส.ในความดูแลของ “ผู้กอง” ก็ไม่น้อยหน้าใคร
รอบนี้ต้องจับตาให้ดี นอกจากจะไม่หลุดจากคณะรัฐมนตรีตามกระแสข่าวแล้ว เจ้าตัวอาจเลื่อนชั้นเป็น “รัฐมนตรีว่าการ” อีกด้วย
ส่วนในราย “เสี่ยโอ๋” ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ที่ปรากฏตัวในวันนั้นด้วย หากแยกเป็นสายให้ชัด คือ อยู่ในกลุ่มของ “ณัฏฐพล” เพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ เคยร่วมชายคาพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกัน
แต่ก็สนิทกับ “วิรัช” เพราะเป็นเลขานุการวิปรัฐบาล เป็นตัวหลักในงานสภาฯ เจ้าตัวถือว่า อยู่ในจุดที่พอใจ ยังไม่คิดไปต่อแถวเบียดเสียดแย่งเป็นรัฐมนตรี
ด้าน ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือว่า มีบทบาทเยอะในยุคนี้ ถึงขั้นให้เป็นรองหัวหน้าพรรค หน้าที่หลักคือ ช่วยดูเรื่องกฎหมายต่างๆ ให้พรรค ถึงจุดนี้ที่มาแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่มีตำแหน่งแห่งหนในพรรค ถือว่า น่าพอใจแล้ว
รายสุดท้ายคือ “มาดามแหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่มีกลุ่มเป็นตัวเป็นตน แต่อาศัยความใกล้ชิดผู้มีอำนาจเป็นหลัก เพื่อหวังก้าวขึ้นเป็นเสนาบดีสมใจ
แรกเริ่มเดิมที “นฤมล” มากับกลุ่ม “สมคิด” แต่หลังจากพลาดหวังเก้าอี้รัฐมนตรีในรอบแรก ก็หันไปอยู่กับ “ร.อ.ธรรมนัส” แทน โดย “ร.อ.ธรรมนัส” แนะนำให้ลาออกจาก ส.ส. มาเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ เพื่อให้อยู่ในสายตาผู้มีอำนาจ จะได้แสดงฝีมือได้เต็มที่
แต่ต่อมาตีตัวออกห่าง “ร.อ.ธรรมนัส” แล้ววิ่งหา “บิ๊กป้อม” เอง ไม่ว่า “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ไปไหนลงพื้นที่ หรือเข้าทำเนียบฯ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ตาม “เสนอหน้า” เป็นเงาตามตัว ถึงขนาดเคยมีคนประชดว่า ตกลงเป็นโฆษกรัฐบาล หรือเลขานุการส่วนตัวของ “บิ๊กป้อม”
ล่าสุดไปสนิทสนมกับ “สันติ” โดยมีข่าวว่า อาคารที่ประชุมพรรคแห่งใหม่ ตรงข้ามศาลอาญารัชดา ซึ่งเป็นของ “เสี่ยสันติ” นั้น “นฤมล” เป็นคนไปจัดแจงเองกับมือ
อย่างไรก็ดี มีการจับตาว่า “อนุชา-สุชาติ” และ “นฤมล” ที่ระยะหลังใกล้ชิดกับ “บิ๊กป้อม” จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเสนาบดีทุกคน แต่อีกกระแสหนึ่งก็มีรายงานว่า อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะสมหวัง เพราะมันมีโควตากลางของ “บิ๊กตู่” ด้วย ทำให้เก้าอี้ไม่พอ
ถึงขั้นว่ากันว่า “ผู้มากบารมี” คิดหนัก เพราะไม่รู้จะจับใครลงตรงไหน อาจมีรายการตีกันอีกรอบ ระหว่างพวกที่ต้องการจะขึ้นเป็นเสนาบดี
อย่างไรก็ดีก็ถือว่า “ปิดจ๊อบ” สำหรับ Step เข้ามายึดพรรค ก็ต้องมองถึง Step ต่อไปของ “ลุงป้อม” ที่มีภารกิจสำคัญมากกว่าการเป็นหัวหน้าพรรคสยบศึกภายในพรรค
ก้าวต่อไป “ลุงป้อม” คุม สตช.-มท.
หากบอกว่า เพียงแค่ “ลุงป้อม” อวยยศขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพียงอย่างเดียวก็ดูจะกระไรอยู่ เพราะในฐานะหัวหน้าพรรค ก็จำเป็น “เครื่องมือเครื่องไม้” เพื่อเสริม “บารมี” มากกว่าเดิม
ต้องไม่ลืมว่าการที่ “บิ๊กป้อม” เหลือตำแหน่งแค่รองนายกฯในรัฐบาลชุดนี้เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ถือว่า “ขาลอย” พอสมควร งานที่กำกับดูแลส่วนใหญ่เป็นเรื่องแก้น้ำท่วม น้ำแล้ง และในส่วนของกระทรวงดีอีเอส หรือ กสทช.อีกเล็กน้อย ต่างจากสมัย 5 ปีก่อนที่เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม และยังกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ทำให้บารมี “ท่านป้อม” เบ่งบานมาจวบจนทุกวันนี้
ในช่วงของชิงไหวชิงพริบยึดพรรคกันอยู่ ก็มีการต่อรองคู่ขนานไปด้วยว่า หากเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว จำเป็นต้องคิดไปถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อให้การทำงานบูรณาการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน “พี่ป้อม” ก็เอ่ยขอดึง สตช.กลับมากำกับดูแลเหมือนเดิม ซึ่งยังไร้สัญญาณตอบนับจาก “น้องตู่” ส่วนเจ้าตัว ณ เวลานี้ก็ได้แต่ “ส่ายหน้า” เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ และยืนยัน ณ เวลานี้ว่า “ไม่จริง”
สุดท้ายแล้วจะจริงหรือไม่จริง ก็ต้องติดตาม เพราะเหตุการณ์อาจจบลงคล้ายกับเรื่อง “หัวหน้าพรรค” ก็เป็นได้
อีกส่วนสำคัญ ที่มีการจุดพลุขึ้นมาคือ การขอเข้าไปดูแล “กระทรวงมหาดไทย” เพื่อวางเกมการเลือกตั้งตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ไปจนถึงการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า
จึงมีการเสนอขอ “ยื่นหมูยื่นแมว” โดยโยก “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พี่รองบูรพาพยัคฆ์ ออกจาก รมว.มหาดไทย ที่อยู่โยงเงียบๆมากว่า 6 ปีเต็ม และสไลด์ไปเป็น รมว.กลาโหม ที่ถือว่าศักดิ์ศรีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
โดยที่ “บิ๊กป้อม” จะเข้าไปเสียบเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.มหาดไทย
หรือหากตกลงไม่ได้ ก็ต้องส่ง “มืองาน” ที่ว่ากันว่าเป็น “เสี่ยเฮ้ง-เสี่ยแฮ้งค์” ให้เข้าไปเป็น รมช.มหาดไทย แต่ต้องให้กำกับดูแลหน่วยงานสำคัญ อาทิ กรมการปกครอง และกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจวางเกมเพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า ประคองอำนาจ 3 ป.ต่อไปให้ยาวนานที่สุด
เชื่อแน่ว่า “บิ๊กป๊อก” ย่อมไม่ถูกใจสิ่งนี้ เพราะคุ้นเคยและผูกพันกับกระทรวงคลองหลอด ยังอยากอยู่ทำงานเงียบๆ คนเดียวต่อไป
น่ากลัวไปอีกว่า หาก “บิ๊กป้อม” ดึงกระทรวงมหาดไทย และ สตช.มาไว้กับตัวเองไม่ได้ ก็ย่อมสร้างบารมีไม่ได้ตามแผนที่วางไว้ สิ่งที่ตามมาคือศึกในพรรคระลอกใหม่
ตามหลัก “ความต้องการ” มากกว่าเก้าอี้ เมื่อแบ่งเค้กไม่ลงตัว ก็ย่อมมีคนงอแง
หันไปดูภาพ 12 ขุนพลที่อยู่รอบกาย “บิ๊กป้อม” ในวันเทียบเชิญที่เหมือนดูสมัครสมานสามัคคี หรือวันที่พร้อมใจกันลงชื่อลาออกจากกรรมการบริหารพรรคเพื่อจะโค่น “ทีมสมคิด” ลงจากหอคอยนั้น เป็นเพียงแค่ทฤษฎี “ร่วมกันสู้ แต่มาฆ่ากันตอนแย่งสมบัติ”
หลังจากโค่นกลุ่มนายสมคิดได้แล้ว จากนี้ก็มาห้ำหั่นกันเองเพื่อจะแย่งกันขึ้นเป็นรัฐมนตรี ซึ่งจับตาดูได้เลยว่า จะมีรายการวัดพลังกันระหว่าง 12 ขุนพลในวันนั้นอีกแน่
ไม่เท่านั้น ยังมีเสียงทักว่าภาพ 12 ขุนพลที่อยู่รอบกาย “บิ๊กป้อม” องค์ประกอบจำนวนคน คล้ายกับภาพจิตรกรรมฝาผนัง The Last Supper หรือ “อาหารมื้อสุดท้าย” ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ศิลปินเอกของโลก ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์อาหารค่ำมื้อสุดท้าย ที่ “พระเยซูคริสต์” ได้ร่วมโต๊ะกับสาวกทั้ง 12 คนก่อนที่จะถูกตรึงไม้กางเขน
ที่มีตำนานของ ชายชื่อว่า จูดาส อิสคาริโอท หนึ่งใน 12 สาวกของพระเยซู ที่ชี้เป้าให้ทหารรู้ว่าผู้ใดคือพระเยซู จนคำว่า “จูดาส” กลายเป็นคำแสลงเปรียบ “คนที่ทรยศผู้อื่น” กระทั่งในวงการฟุตบอล
ติดภาพจับมือกลมเกลียวไว้ข้างฝา เผื่อวันหนึ่งอะไรๆไม่เป็นอย่างที่คิด จนอาจต้องกลับมาดูว่าใครเป็น “จูดาส” หรือเปล่า.


