xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ปอกเปลือก"3 เกลอ"ยุติธรรม “ทวี-สุชาติ-ดุษฎี” เด็กรับใช้ในบ้าน “เจ้ามูลเมือง”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

  พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ - “"เรื่องระบบราชการที่เสียหายไปที่ต้องมาแก้ไข จากการบริหารงานที่ปล่อยให้มีการย้ายข้ามหัวกัน ซื้อขายตำแหน่งกัน ทำให้ระบบราชการเสียหายไป ต้องเร่งแก้ไข เพราะข้าราชการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล"

นั่นคือคำพูดที่ "ทักษิณ ชินวัตร" ได้พูดไว้ เมื่อวันที่ 3 ก.ค.54 หลังพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้ง

จากคำพูดของนายใหญ่ ผู้ให้กำเนิดรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"ทำให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นภาพการโยกย้ายบรรดาข้าราชการระดับสูง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยบรรดา "คนระบอบทักษิณ" ที่ถูกโยกย้ายในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ต่างกลับมาผงาดคุมตำแหน่งสำคัญๆ

โดยวาระร้อนห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการในกระทรวงยุติธรรม ถือเป็นวาระร้อนในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และถูกจับตามองมากที่สุด ภายใต้คำถามว่า.. "ย้ายเพื่อใคร และทำไม 3 เกลอข้าราชการเสื้อแดง" ซึ่งประกอบด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที และ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ต่างได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า!!!

กล่าวคือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จากรองปลัดกระทรวงยุติธรรม จะได้รับการโยกสลับออกไปรับตำแหน่งในระดับ 11 (เทียบเท่าปลัดกระทรวง) โดยลงตัวที่ตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)มีบทบาทกำกับดูแลงานแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และดูแลงบประมาณระดับหมื่นล้าน โดยที่ตำแหน่งนี้รอเพียง กระทรวงมหาดไทยจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายแค่นั้น

พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย จากผู้ตรวจราชการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)กลับมาผงาดนั่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ สานต่อภารกิจฎีกาอภัยโทษให้ นช.ทักษิณ ชินวัตร

พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

**3 เกลอยุติธรรมบนเส้นทางเดินที่ไม่ธรรมดา

สำหรับการโยกย้าย แม้ผู้มีอำนาจในรัฐบาลปู 1 หรือแม้แต่ เจ้ากระทรวงยุติธรรม จะยกเหตุผลใดมาอ้าง ก็ตามที แต่เมื่อไปตรวจสอบประวัติความเป็นมาของ "3 เกลอยุติธรรม" พบว่าไม่ธรรมดา

เริ่มจาก "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" ครั้งอดีตในยุค "ทักษิณ" เรืองอำนาจเขาถูกมองว่าเป็นคนในระบอบทักษิณ โดยมีหลักฐานการปฏิบัติหน้าที่ทำคดีเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทักษิณ ส่งผลทำให้ชีวิตราชการของเขา มีขึ้น มีลง และครั้งเกิด "มรสุม" ช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองปี 2549 นายจรัญ ภักดีธนากุล โอนจากผู้พิพากษามาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และดึง นายสุนัย มโนมัยอุดม เพื่อนจากศาลอุทธรณ์มาเป็นอธิบดีดีเอสไอ ขณะนั้น พ.ต.อ.ทวี ซึ่งยังเป็นเพียงรองอธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.อ.สุชาติ และ พ.ต.อ.ดุษฎี ยังเป็นเพียงผู้บัญชาการสำนักคดี และเกิดปัญหาความไม่ไว้วางใจเพราะประเมินว่า เป็นกลุ่ม "ระบอบทักษิณ" มีการเด้งทั้งสามออกนอกหน่วย

พ.ต.อ.ทวี ถูกเด้งไปเป็นรองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ พ.ต.อ.สุชาติ ย้ายไปอยู่สำนักกิจการยุติธรรม พ.ต.อ.ดุษฎี เป็นผู้อำนวยการสำนักช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

แต่ภายหลังจาก ผลัดเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นพรรคพลังประชาชน อดีตตำรวจ 3 นายออกจาก "กรุ" กลับมาผงาดเป็นผู้บริหารในดีเอสไอ โดย พ.ต.อ.ทวี นั่งอธิบดี พ.ต.อ.สุชาติ และ พ.ต.อ.ดุษฎี นั่งรองอธิบดี ที่สำคัญในยุคที่เขาคุมบังเหียนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำคดีสนองทักษิณ อย่างชัดเจน ..อีกทั้งเขาก็ไม่เคยปฏิเสธว่า เขาไม่ใช่คนใกล้ชิดของ "ทักษิณ" ที่สำคัญเขาก็ถูกโยกย้ายพ้นเก้าอี้ อธิบดีดีเอสไอ หลังสิ้นยุคทักษิณเช่นกัน!

มาวันนี้ "บิ๊กวี"ชายรูปงาม กลับมาผงาดอีกครั้ง เพื่อใคร?...เชื่อว่าทั้ง พล.ต.อ.ประชา ในฐานะเจ้ากระทรวง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"นายกรัฐมนตรี ย่อมรู้ดี!

ถัดมา"พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย" เขาเคยเป็นอดีตนายเวร ของ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ ครั้งนั่งดีเอสไอ เขามีผลงานเด่นเข้าตา "ทักษิณ" คือทำคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทเอสซี แอสเซท จำกัด (มหาชน) มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ผู้ต้องหา ทำให้อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องตามที่เสนอ และก่อนที่เขาจะย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ กระทรวง ไอซีที เขาทิ้งท้ายงานที่ดีเอสไอ โดยมีความเห็นสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 ในคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ

นอกจากนี้ พ.ต.อ.สุชาติ ยังมีความสนิทสนมกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ และเคยยอมรับในศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความสนิทสนมกันจริง และเคยได้รับเงินช่วยเหลือในงานศพบิดา จาก ร.ต.อ.เฉลิม เป็นเงินประมาณ 3 แสนบาท

วันนี้เขานั่ง กรมราชทัณฑ์ ที่ถือเป็นกรมใหญ่ที่สุด ของกระทรวงยุติธรรม มีงบประมาณและข้าราชการมากกว่าทุกกรม ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงรวมกัน โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายปราบปรามยาเสพติด เรือนจำหลายแห่งต้องปรับปรุงพื้นที่ และติดตั้งอุปกรณ์ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

ดังนั้น การปูนบำเหน็จให้กับ พ.ต.อ.สุชาติ ครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นการตอบแทนที่เกินคุ้มสำคัญ ข้าราชการเสื้อแดงผู้นี้!

ส่วน "พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ"เขาคือเพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่มีความใกล้ชิดกันมากถึงขั้นยอมตายแทนเพื่อน ในยามเพื่อนทุกข์ เขาทุกข์ด้วย และยามเพื่อนได้ดิบ ได้ดี เพื่อนเขาคนนี้ก็ไม่เคยทิ้งเพื่อนเช่นกัน โดยที่ชิวิตเขาเดิมทีอยู่ ป.ป.ส.ลูกน้อง "เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์" พี่ชายคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร(ชินวัตร) จึงไม่แปลกที่เขาได้รับการปูนบำเหน็จ ส่งนั่ง เลขา ป.ป.ท.

**ทำคดีเพื่อประโยชน์"นายแม้ว"**

สำหรับผลงานเด่นของ 3 เกลอ นอกจากสั่งไม่ฟ้องคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทเอสซี แอสเซท จำกัด (มหาชน)แล้ว "พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย"ได้สนองงาน "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง"ในยุคนั่ง รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ด้วยการเข้าคุมคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เห็นได้จากหลักฐาน"บันทึกเอกสารของธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ ครั้งเป็นพยานคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ใจความสรุปว่า..."เมื่อข้าพเจ้าเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ 3 เดือน ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ กลุ่มหนึ่งกลั่นแกล้ง สร้างเรื่อง และสร้างพยานเท็จเกี่ยวกับการเสนอยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และคดีเกี่ยวกับบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) จึงได้ตรวจสอบพบข้อเท็จจริง พบว่า วันที่ 26 พ.ค.2551 ส.ต.อ.ทชภณ พรหมจันทร์ ได้ทำหนังสือร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ในขณะนั้น โดยมีสาระสำคัญ ว่า พรรค ปชป.กระทำทุจริตรับเงินจาก นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บริหารทีพีไอ และขอให้ดำเนินคดีกับพรรค ปชป.ทั้งที่ พ.ต.อ.ทวี ย่อมทราบดีว่า เรื่องที่ร้องเรียนไม่อยู่ในอำนาจการสอบสวนของดีเอสไอ พ.ต.อ.ทวี จะต้องสั่งไม่รับดำเนินการโดยแจ้งให้ผู้ร้องรับทราบ หรืออาจให้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นข้อมูล เพราะเรื่องนี้เป็น ความผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง

“อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ทวี กลับมอบให้ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผบ.สำนักกิจการระหว่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ เป็นหัวหน้าคดีตรวจสอบ ซึ่งคำสั่งการดังกล่าวของ พ.ต.อ.ทวี จึงไม่ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้ไม่เป็นคดีพิเศษตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ และไม่มีการร้องขอให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ จึงรับไว้ดำเนินการไม่ได้ นอกจากนี้ การสั่งการดังกล่าวเป็นพิรุธมาก เพราะมีการสั่งการมายังข้าพเจ้า ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ โดยสั่งให้จ่ายเรื่องให้กับ พ.ต.อ.สุชาติ จึงเป็นการบังคับให้ข้าพเจ้า ต้องจ่ายเรื่องให้ พ.ต.อ.สุชาติ เท่านั้น โดยไม่สามารถใช้ดุลพินิจจ่ายคดีไปให้บุคคลอื่นที่เหมาะสมได้ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับขอบข่ายงานของสำนักกิจการระหว่างประเทศ การสั่งเจาะจงเช่นนี้เพราะต้องการให้ พ.ต.อ.สุชาติ เป็นผู้รับทำเรื่องนี้เท่านั้น

“ต่อมาวันที่ 24 มิ.ย.2551 พ.ต.อ.ทวี มีคำสั่งที่ 217/2551 แต่งตั้ง พ.ต.อ.สุชาติ เป็น

หัวหน้าคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเหตุผลในการออกคำสั่งอ้างว่าเป็นความผิดตามมาตรา 21 วรรค 1 ซึ่งไม่ถูกต้องไม่ตรงกับเรื่องที่ ส.ต.อ.ทชภณ ร้องทุกข์ แต่เป็นการออกคำสั่งเพราะเกรงว่าคำสั่งจะไม่ชอบ การกระทำของ พ.ต.อ.ทวี พ.ต.อ.สุชาติ และ พ.ต.ท.วรชัย จึงเป็นการร่วมกับวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของการเป็นหน่วยงานด้านการสอบสวนถักทอ บิดเบือน และสร้างเรื่องมุ่งหมายดำเนินคดีนี้ ทั้งที่ไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจของดีเอสไอ แต่ตกแต่งเรื่องจน กคพ.เข้าใจผิดหลงมีมติเห็นชอบให้สอบสวน และอาศัยช่องทางจากมติ กคพ.สอบสวนความผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยไม่ทำคดีตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ให้แล้วเสร็จ

“หลังจากข้าพเจ้า(ธาริต)เข้ารับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ระยะหนึ่ง พ.ต.ท.วรชัย กับคณะได้ขอลาออกจากการเป็นพนักงานสอบสวน ข้าพเจ้าจึงแต่งตั้ง พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดี จนสอบสวนแล้วเสร็จ และมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องตามความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ต่อมาข้าพเจ้า ได้ทราบเรื่องว่า พ.ต.อ.สุชาติ มาเบิกความต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยนำเทปบันทึกเสียงมามอบให้ศาล จึงได้ตรวจสอบในสำนวนคดีแต่ไม่พบเทปบันทึกเสียงเก็บรวบรวมไว้ในบันทึกการสอบสวน การกระทำของ พ.ต.อ.สุชาติ จึงไม่ถูกต้องตามหลักปฏิบัติของพนักงานสอบสวนซึ่งจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานไว้ในสำนวนจะนำไปเก็บไว้เป็นการส่วนตัวไม่ได้

“นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังได้รับทราบข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่า พ.ต.อ.ทวี และ พ.ต.อ.สุชาติ ได้เข้าไปแนะนำในด้านการปฏิบัติการ และข้อชี้แนะต่างๆ ในลักษณะวอร์รูมที่ทำการของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และพรรคเพื่อไทย ในช่วงเหตุการณ์ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจาก พ.ต.อ.ทวี และพ.ต.อ.สุชาติ ได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีและรองอธิบดีในสมัยพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล และเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าบุคคลทั้งสองมีความใกล้ชิดกันอย่างมากกับบุคคลที่เป็นแกนนำหลักระดับสูงของพรรคเพื่อไทย มาช้านานจวบจนปัจจุบัน"

ย้ำกันอีกครั้ง นั่นคือหลักฐานจาก"บันทึกเอกสารของธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ เมื่อครั้งเป็นพยานคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

**ลูกพี่"วรวุฒิ"ผู้ต้องหาทีมยิง"สนธิ"**

แม้ในช่วงหลังเกิดคดีลอบยิง "สนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ...กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ถูกมรสุมถาถมเข้าใส่ "บิ๊กดีเอสไอ"อย่างหนัก

โดยที่หลายคนต่างเชื่อว่า ณ ขณะนั้น "บิ๊กดีเอสไอ" อาจจะรอดยาก เมื่อ "ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ" 1 ในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับและอยู่ระหว่างหลบหนีคดีเขาคือ..."คนใกล้ชิด" โดยมีหลักฐานจากสำนวนการสอบสวนที่เชื่อได้ว่า ระดับบิ๊กดีเอสไอ น่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของ "วรวุฒิ" ไม่ว่าก่อนกระทำการ ขณะกระทำการ และหลังกระทำการ ด้วยการช่วยในการหลบหนี และทำลายหลักฐาน เพื่อไม่ให้สาวไปถึงตัวการใหญ่ จนสุดท้ายคดียิงสนธิ หยุดลง! 3 ผู้ต้องหาหลบหนีลอยนวล

กล่าวสำหรับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั้น หลังเกิดเหตุเขาพยายามเก็บตัวเงียบไม่ออกมาพูดถึง ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ เท่าที่ควร และในวันที่ตำรวจออกหมายจับ ส.ต.ท.วรวุฒิ โดยพบประวัติว่าผู้ต้องหาคดียิง "สนธิ ลิ้มทองกุล"สังกัด บช.ปส. มาช่วยราชการที่ดีเอสไอ พ.ต.อ.ทวี กล่าวเพียงว่า ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ ตรวจสอบข้อมูลในส่วนนี้ เพราะได้มอบหมายให้ดูเรื่องบุคลากร โดยเบื้องต้นตนเองทราบเพียงว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ผู้ต้องหาคดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ทำเรื่องขอมาช่วยราชการที่ดีเอสไอ เมื่อปี 2550 แต่เท่าที่ทราบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร เกี่ยวกับการให้มาช่วยราชการที่ดีเอสไอเต็มตัว

ขณะที่ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ ตอบในวันนั้นว่า ได้ตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวแล้ว ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ได้ทำเรื่องขอโอนมาช่วยราชการที่ดีเอสไอ 2 ครั้ง ครั้งแรก ปี 2548 สมัย พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งทางดีเอสไอได้สอบถามไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อปี 2549 ว่าขัดข้องหรือไม่ ซึ่งตอนนั้นทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าไม่ให้ แต่ไม่แจ้งเหตุผล ซึ่งเรื่องก็เงียบไป จากนั้นเมื่อ มี.ค.2550 สมัย นายสุนัย มโนมัยอุดม เป็นอธิบดีดีเอสไอ ส.ต.ท.วรวุฒิ ก็ได้ทำเรื่องขอโอนช่วยราชการอีกครั้ง และทางดีเอสไอได้ทำเรื่องถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2551 ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุไม่ขัดข้อง จากนั้นดีเอสไอก็ได้ทำเรื่องสอบถามไปยัง ก.พ.เพื่อเทียบวุฒิฐานเงินเดือนว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ เทียบเท่ากับระดับซีอะไร ซึ่ง ก.พ.แจ้งว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ เทียบเท่าเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลระดับ 2 ซึ่ง ส.ต.ท.วรวุฒิ ไม่มา แต่ไม่รู้ทาง พ.ต.อ.ดุษฎี ได้พามาช่วยงานหรือไม่

ทั้งนี้ ส.ต.ท.วรวุฒิ เข้ารับราชการสังกัด บช.ปส.ตั้งแต่ 1 มี.ค.2545 ทำหน้าที่ติดต่อหาข้อมูลข่าวตามศูนย์ข่าว รวมถึงการสืบราชการลับ จากนั้นได้ขอโอนไปช่วยราชการที่ดีเอสไอ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2551 โดยหลังเหตุลอบยิง "สนธิ" เมื่อ 17 เม.ย.พบว่า ส.ต.ท.วรวุฒิ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการที่ดีเอสไอ โดยมีหลักฐานในการร่วมทำคดีสำคัญหลายคดี เป็นเครื่องยืนยัน รวมทั้งกรณีชุดสืบสวนคลี่คลายคดียิง "สนธิ" ได้เข้ายึดรถรถเก๋งยี่ห้อเชฟโรเลต ซาฟีร่า สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน ศว 8051กรุงเทพมหานคร ของ ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ที่บ้านแม่ยายแถวลาดปลาเค้า ซึ่งรถคันดังกล่าวมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นรถของกลางในคดียาเสพติดที่ดีเอสไอขยายผลตรวจยึดมา เสร็จแล้ว ส.ต.ท.วรวุฒิ นำมาใช้ก่อนจะถูกออกหมายจับกุม

ส่วนตัวบุคคลที่น่าจะเป็นลูกพี่ของ"วรวุฒิ" แม้บิ๊กดีเอสไอบอกว่า เขาไม่รู้จัก "วรวุฒิ"แต่หลักฐานคำสั่งยืนยันชัดเจน ประกอบกับทางข่าวได้ปรากฏชื่อไปสอดคล้องต้องกันกับ "พ.ต.อ.(ท)" ที่ถูกสื่อนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเบอร์โทรศัพท์ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุได้มีการโทรศัพท์ถึงตัว "พ.ต.อ.(ท)" และติดต่อไปยังบุคคลที่อยู่ต่างประเทศ ในช่วงเกิดเหตุยิง "สนธิ" ภายใต้ความสัมพันธ์ สนิทสนมกับน้องสาวผู้ยิ่งใหญ่

ส่วนจะจริงเท็จอย่างไร และ"พ.ต.อ.(ท)"จะคนเดียวกับ "บิ๊กดีเอสไอ" หรือไม่? เรื่องนี้ สะดุดหยุดลง ไปพร้อมๆ กับคดียิง"สนธิ"

ด้าน "พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ"รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ขณะนั้น) เขาคือบุคคลที่ถูกสื่อโยงว่า เป็นผู้กำหนดชีวิต "วรวุฒิ" เริ่มจากประวัติ "วรวุฒิ" ที่คนในดีเอสไอ เล่าขานกันว่า เดิมทีเขาคือเด็กเดินยาในพื้นที่คลองเตย ที่ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ จับกุมได้บ่อยครั้ง สมัยอยู่ บช.ปส.และเห็นว่า เด็กคนนี้น่าจะเป็นสายให้ตำรวจได้ จึงนำมาเป็นสาย ประกอบกับ "วรวุฒิ" เป็นคนที่มีความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องโทรศัพท์ แต่ทักษะยังไม่เพียงพอในการสืบราชการลับ หรือทำงานใต้ดิน จึงส่งไปฝึกฝนในสำนักงานค่ายโทรศัพท์ของนายใหญ่ ก่อนที่จะลาออกและส่งเข้าเป็นตำรวจ เริ่มจากตำแหน่งพลขับประจำรถ "พล.ต.ท.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์" ผบช.ปส.ในขณะนั้น

จากนั้นหลัง พ.ต.อ.ดุษฎี มาอยู่ดีเอสไอ คุมสำนักคดีเทคโนโลยีฯอีกครั้ง พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ จึงได้ขอตัว "วรวุฒิ" มาช่วยงานดีเอสไอ พร้อมกับได้เสนอเปลี่ยนชื่อ นามสกุล เป็น "นายอรรถพล ปาทาน" หรือ "นายวรวุฒิ มุ่งสันติ" โดยอ้างว่าต้องการให้ง่ายต่อการสืบคดียาเสพติดในภาคใต้

และนับจากวันที่ "วรวุฒิ" ถูกออกหมายจับ ขณะนี้เขายังไม่ถูกจับกุม ที่สำคัญ"เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์" นายที่เขาเคยขับรถให้ในครั้งอดีต วันนี้ นายของเขาคือ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์"รักษาการ ผบ.ตร.และว่าที่ ผบ.ตร.คนต่อไป

ดังนั้น ทำไม?...3 เกลอยุติธรรม จึงกลับมาผงาด ได้ดิบได้ดี ในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย เรื่องราวที่ปลอกเปลือกมาข้างต้น นั่นคือคำตอบ ที่ชัด ยิ่งกว่าชัด!
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง