xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

มหกรรมเลือกตั้ง 54 ม้ามืดแจ้งเกิด และตระกูลดังสูญพันธุ์!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

พัชรินทร์ มั่นปาน
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ มหกรรมการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 54 ที่ผลปรากฏว่า “พรรคเพื่อไทย” ชนะ “พรรคประชาธิปัตย์” อย่างถล่มทลายคะแนนขาดลอยอย่างเหนือความคาดหมายของเซียนการเมืองหลายคนและหลายสำนัก

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องของสองพรรคใหญ่แล้ว ปรากฏการณ์ดาวเด่น-ดาวดับ, ช้างล้ม-ล้มช้าง และ “ม้ามืด” เข้าวิน ก็สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคนในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะหลายสนามมีการ “พลิกล็อก” เหนือความคาดหมาย จนหลายฝ่ายต้องนำไปขบคิดและวิเคราะห์หลังเสร็จศึกเลือกตั้ง นี่ยังไม่นับ “ผลโพล” ที่ “เพี้ยน” !

เริ่มจากสนาม “สุพรรณบุรี” ที่ “หลงจู๊เติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา และนายจองชัย เที่ยงธรรม 2 แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ต้องเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง เมื่อถูกเด็กใหม่ลูบคมปักธง “เพื่อไทย” ใน “บรรหารบุรี” เนื่องจาก จ.สุพรรณบุรี เขต 5 นางมุกดา เที่ยงธรรม ต้องมาพ่ายแพ้ให้แก่ นายสหรัฐ กุลศรี ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคเพื่อไทย ไปอย่างไม่น่าเชื่อ

ขณะที่ “ฉะเชิงเทรา” ก็มีการพลิกล็อกทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง เนื่องจากแชมป์เก่าสอบตกทั้งหมด โดยเขต 1 นางฐิติมา ฉายแสง จากพรรคเพื่อไทย แพ้ให้กับ “โหรส.ว.” นายบุญเลิศ ไพรินทร์ จากพรรคประชาธิปัตย์, เขต 2 นายสมชัย อัศวชัยโสภณ จากพรรคเพื่อไทย สามารถล้ม นายณัชพล ตันเจริญ จากพรรคภูมิใจไทยลงได้ ส่วนเขต 3 นายรส มะลิผล จากพรรคเพื่อไทย เอาชนะ นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ จากพรรคภูมิใจไทยลงได้อย่างราบคาบ และเขต 4 พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ จากพรรคประชาธิปัตย์ สามารถล้ม นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง จากพรรคเพื่อไทย ชนิดขาดลอย ถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “ดับฝัน” 2 ตระกูลดัง “ฉายแสง-ตันเจริญ” อย่างราบคาบจนทั้งตระกูล “ฉายแสง” และ “ตันเจริญ” ต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด

และที่ “ล้มดัง” อีกรายก็คือ “พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร” อดีต ผบ.ทบ. ญาติผู้พี่ของทักษิณ ที่อาสาขอปักธงที่ จ.ราชบุรี เขต 1 แต่ต้องมาแพ้ทางเจ้าถิ่นอย่าง “นายมานิต นพอมรบดี” อดีต รมช.สาธารณสุข ที่บวกคะแนนเพิ่มให้พรรคภูมิใจไทยได้อีกที่นั่ง ขณะที่ “นครพนม” เขต 1 นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือ “ครูแก้ว” ดีกรี รมช.เกษตรฯ จากพรรคภูมิใจไทย ที่โครงการขึ้นทะเบียนกล้ายางพารานับแสนไร่ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี แต่งานนี้ก็ไม่อาจฝ่ากระแส “แดงแรงฤทธิ์” ที่แผ่ซ่านไปทั่วภาคอีสานได้ โดยพ่ายให้แก่ นายยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ จากพรรคเพื่อไทย สร้างความประหลาดใจให้หลายคนเป็นอย่างยิ่ง

มาที่ “นครราชสีมา” เมืองย่าโม เขต 3 นางลินดา เชิดชัย อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ต้องมาแพ้ให้แก่ผู้สมัครจากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน แต่อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยก็ยังได้กำไร เพราะคว้าชัยในเขต 4-5-6-7-8-11-13-14 มาทั้งหมด

ส่วน “บุรีรัมย์” เมืองหลวงของตระกูล “ชิดชอบ” ที่ต้องมาเสียหน้าในพื้นที่เลือกตั้งเขต 7 ของ “ประกิจ พลเดช” จากพรรคภูมิใจไทย ที่ถูก “หนูแดง วรรณกางซ้าย” จากพรรคเพื่อไทย “เจาะยาง” กลางใจของพรรคภูมิใจไทยในเขตนี้ได้สำเร็จ

ส่วน “นครนายก” “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีบทบาทในสภาและในกรรมาธิการโดดเด่น ต้องพ่ายให้แก่ “วุฒิชัย กิตติธเนศวร” จากพรรคภูมิใจไทย ที่ถือว่าชื่อชั้นไม่ธรรมดาเช่นกัน

นอกจากผู้สมัคร ส.ส.เขตแล้ว ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ “บิ๊กเนม” หลายคนก็ตกขบวนรถไฟ ส.ส. เที่ยวนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น นายสุวิทย์ คุณกิตติ ประธานพรรคกิจสังคม และนพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ จากพรรคแทนคุณแผ่นดิน เป็นต้น

นอกจากนี้ การเลือกตั้งที่ผ่านมา ยังเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดมากมาย แต่ที่สร้างความฉงนฉงายให้หลายคนก็คือ “ม้ามืดการเมือง” ว่าที่ ส.ส. หน้าใหม่ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ ส.ส. นอกกระแส” ที่บางรายไม่เคยเผยโฉมหน้าผ่านสื่อ บางรายยังงงอยู่ว่ามาจากไหน บางรายแทบไม่อยู่ในสายตา ไม่เคยเห็นแม้แต่ป้ายโฆษณาหาเสียง แต่บางรายนี่สิ มาแรงแซงพรรคใหญ่แบบไม่น่าเชื่อ

เริ่มกันที่ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ที่มาแรงตั้งแต่ตอนหาเสียง โดยประกาศว่าจะเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาล หาเสียงแบบสนุกสนาน แปลกใหม เริ่มตั้งแต่การคุยกับสัตว์ ฯลฯ แต่ผลการเลือกตั้งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ชูวิทย์คือชูวิทย์” ที่สามารถโกยคะแนนเสียงเป็นอันดับ4 ในการเลือกตั้งครั้งนี้โดย “พรรครักประเทศไทย” ของเขากวาดที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไปถึง 4 ที่นั่ง !

ตามมาด้วย “อภิรัต ศิรินาวิน” หัวหน้าพรรคมหาชน พรรรคนี้แม้ชื่อจะไม่ค่อยคุ้นหูใคร แต่ต่อไปคุ้นแน่! ทั้งนี้ พรรคมหาชน เป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งโดย พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 โดยพรรคดังกล่าวเป็นพรรคทางเลือกที่สาม นอกเหนือจากพรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตาม พรรคมหาชน ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงนั้น เพราะคาดว่า พรรคมหาชนจะมาแย่งฐานเสียงของพรรคไทยรักไทย ในภาคเหนือ และจะร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลกับ พรรคประชาธิปัตย์ ในภายหลัง

โดยเริ่มแรก พลตรีสนั่น ได้ชักชวน นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่นายศุภชัยได้ปฏิเสธ พลตรีสนั่นจึงยกให้ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรคแทน และเมื่อการเลือกตั้งในปี 2548 มาถึง ทางพรรคได้ใช้นโยบายชื่อ "สองนคราประชาธิปไตย" พร้อมประกาศตัวเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อทางพรรคได้รับเลือกเพียงแค่ 2 ที่นั่งเท่านั้น เลยทำให้ ดร.เอนก และ พลตรีสนั่น ไม่ได้เป็น ส.ส.

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเลือกตั้งในปี 2548 ทาง ดร.เอนก ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคมหาชน เพราะมีปัญหากับกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ ทางคณะกรรมการจึงมีมติเห็นชอบให้ พลตรีสนั่น รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อ ก่อนที่พลตรีสนั่นจะถอนตัว และชักชวนให้ นายอภิรัต ศิรินาวิน มารับดำรงตำแหน่งแทนจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคมหาชนได้ส่งผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ จำนวน 5 คน โดย นายอภิรัต ศิรินาวิน ได้รับคะแนนเสียงถึง 180,000 คะแนนด้วยกัน และได้เป็น ส.ส. ทางพรรคเพื่อไทยจึงได้ชักชวนให้มาร่วมรัฐบาลโดยอ้างเหตุผลว่า พรรคมหาชน เป็นเสียงที่ 299 พอดิบพอดี ซึ่งถือเป็นเลขมงคล

แต่ม้ามืดอย่างแรงคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “พรรคประชาธิปไตยใหม่” ที่ได้ที่นั่งส.ส.บัญชีรายชื่อไป1ที่นั่งคือ “นางพัชรินทร์ มั่นปาน” อดีตครูโรงเรียนบดินทรเดชา 4 ทั้งนี้ นางพัชรินทร์เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 กลายเป็นว่าที่ ส.ส. แทน นายสุรทิน พิจารณ์ ผู้สมัครส.ส. แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ซึ่งถูกตัดสิทธิ์ห้ามลงเลือกตั้ง เนื่องจากมีสถานะ “ล้มละลาย” พรรคประชาธิปไตยใหม่ ได้คะแนนรับเลือกตั้ง ทั้งหมด 170,000 คะแนน

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่า เป็นการแข่งขันกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ ที่พรรคขนาดกลางหรือพรรคขนาดเล็กจะไม่มีที่ยืนในสภา แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนต้องประหลาดใจก็คือ การได้รับเลือกตั้งเข้ามาของพรรคขนาดเล็กหรือพรรคไม้ประดับถึง 2 พรรค ทำให้พรรคการเมืองเก่าแก่และมีฐานเสียงหนาแน่น อาจต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การหาเสียงกันใหม่ โดยให้ดู “พรรคไม้ประดับ” เหล่านี้เป็นตัวอย่าง !!!
ศุภชัย โพธิ์สุ
อภิรัต ศิรินาวิน
สุวิทย์ คุณกิตติ
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร