xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ลอกคราบ 3 ก๊ก วัวสันหลังหวะ ต้นตอปมพิพาทไทย-เขมร

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

วีระ สมความคิด
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์

“พวกเขายัดข้อหาผม”
         
เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ใครที่ได้ยินข้อความนี้จากปากของ “นายวีระ สมความคิด” 1 ใน 7 คนไทยที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุมก็คงอดรู้สึกหดหู่ใจในชะตากรรมของพี่น้องร่วมชาติไม่ได้ ยิ่งเมื่อรู้ว่าข้อหาที่นายวีระถูกยัดคือข้อหา “พยายามประมวลข่าวสารซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศ ตามมาตรา 27 และมาตรา 446 ของกฎหมายกัมพูชา” หรือข้อหา “จารกรรม” ด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่เข้าใจว่า ทำไม 2 คนไทยคือนายวีระและนางราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งถูกทหารกัมพูชาจับที่บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน ต.หนองหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ถึงได้เจอข้อหาที่หนักหน่วงและมีโทษสูงสุดคือจำคุกถึง 10 ปี
         
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่ที่คนไทยทั้ง 7 คนถูกจับคือดินแดนของประเทศไทย หรือแม้กระทั่งเลวร้ายที่สุดคือ เป็นเส้นเขตแดนที่ยังตกลงกันไม่ได้ ก็ไม่สมควรที่จะได้รับข้อหานี้ เพราะไม่ว่าจะมองด้วยมุมไหนก็ไม่เห็นว่า นายวีระจะพยายามประมวลข่าวสารซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศกัมพูชาประการใด
         
ดังนั้น จึงโปรดอย่าแปลกใจที่นายวีระตะโกนคำว่า “พวกเขายัดข้อหาผม” ออกมา
         
ยิ่งในขณะที่นายวีระและนางราตรีโดนข้อหาหนัก แต่ “นายพนิช วิกิตเศรษฐ” และ “นางนฤมล จิตรวะรัตนา” เลขานุการของนายพนิช คนของพรรคประชาธิปัตย์ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะบัญชาการให้ไปปฏิบัติการลับครั้งนี้กลับได้รับการประกันตัว ก็ยิ่งไม่สามารถตอบคำถามแก่สาธารณชนได้
         
ดังนั้น จึงอย่าแปลกใจว่า ทำไมรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ จึงปล่อยให้คนไทยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
         
ดังนั้น จึงอย่าแปลกใจว่า ทำไมนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ ที่พร่ำตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่า คนไทยรุกดินแดนกัมพูชาถึงได้ปล่อยให้คนไทยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
         
ดังนั้น จึงอย่าแปลกใจว่า ทำไมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ผู้ที่ย้ำหนักย้ำหนาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชายังคงเป็นไปด้วยดี จึงปล่อยให้คนไทยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
         
และจงอย่าแปลกใจว่า ทำไม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ที่คลุกคลีตีโมงอยู่กับกองกำลังบูรพามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารทั้งมวล จึงปล่อยให้คนไทยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
         
ไม่ว่าพวกเขาเหล่านี้ รวมกระทั่งถึง “นายฮุนเซน” คือ “พวกเขาที่ยัดข้อหาให้กับนายวีระ” หรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า พวกเขาเหล่านี้คือบรรดา “วัวสันหลังหวะ” ที่ทำให้ปมพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาดำรงอยู่ต่อไป กระทั่งส่งผลทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือคณะ 7 คนไทยให้กลับคืนแผ่นดินแม่ได้
         
ก๊ก”อภิสิทธิ์-ปชป.”
ดื้อตาใส ทำ 7 คนไทยติดคุก
         
กล่าวสำหรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแล้ว กรณีทหารกัมพูชาจับ 7 คนไทยคืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึง “ความดื้อตาใส” ของเขาที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับเกียรติภูมิของประเทศไทยได้ชัดเจนอีกครั้ง ยิ่งปล่อยเวลาให้ทอดยาวไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า เขาไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย
         
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
         
เหตุที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ารกเข้าพงด้วยการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด เนื่องจากตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่เสียศักดิ์ศรียิ่ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการพิสูจน์ว่า 7 คนไทยรุกแผ่นดินกัมพูชาจริงหรือไม่ด้วยการยอมรับกระบวนการพิจารณาของศาลกัมพูชา และด้วยการยอมรับว่า 7 คนไทยล้ำเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาจริงๆ

ทั้งๆ ที่ถ้าจะว่าไปแล้วนายอภิสิทธิ์ได้ออกมาประกาศด้วยความแข็งกร้าวในวันแรกๆ ว่า ในกรณีนี้ไม่ว่า 7 คนไทยจะถูกจับที่ใด พวกเขาควรได้รับการปล่อยตัวทันที เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ยังมีปัญหาเขตแดน

แต่หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้มีมาตรการใดๆ เพื่อกดดันรัฐบาลนายฮุนเซน พร้อมทั้งปล่อยให้นายกษิต ภิรมย์ นายสุเทพและพล.อ.ประวิตรแก้ปัญหากันเอง และยุทธศาสตร์อันโง่เขลาเบาปัญญาก็เกิดขึ้นเมื่อรัฐมนตรีเหล่านั้นต่างพากันออกมายอมรับกันอย่างหน้าชื่นตาบานว่า คนไทยทั้ง 7 คนรุกเข้าไปในดินแดนของกัมพูชา ด้วยมั่นใจว่า การเดินเกมในลักษณะดังกล่าวจะสามารถช่วยเหลือ 7 คนไทยให้ได้รับการปล่อยตัวได้

และด้วยเชื่อมั่นในคุณอันวิเศษของ “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา พ.ศ.2543” หรือ “เอ็มโอยู 43” ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้

หรือก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่า นายอภิสิทธิ์ตลอดรวมถึงขุนพลข้างกายแห่งพรรคประชาธิปัตย์อาจจะต้องให้กรณีการจับกุมคณะ 7 คนไทยเป็นประจักษ์พยานให้เห็นถึงคุณอันวิเศษของเอ็มโอยู 43

ขณะที่ตัวนายอภิสิทธิ์เองเดินทางไปพักผ่อนกลับครอบครัวอย่างสบายอารมณ์ที่จังหวัดตาก

ทว่า การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนายฮุนเซนไม่เดินตามเกมที่วางเอาไว้ และสบช่องในการใช้คณะ 7 คนไทยเป็นเหยื่อในการฮุบอธิปไตยเหนือดินแดนไทย ทั้งบนบกและในทะเล จากนั้นนายฮุนเซนก็ช่วงชิงความได้เปรียบและเปิดเกมรุกโต้กลับออกมาเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการปล่อยข่าวความโหดร้ายของทหารไทยที่ยิงคนกัมพูชาที่ลักลอบเข้ามาตัดไม้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่นายฮุนเซนออกมาถางถางให้ได้อายด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องว่า นายกษิต ภิรมย์พยายามโทรศัพท์หาเขาไม่น้อยกว่า 10 ครั้ง การเดินเกมเรื่องการยื่นข้อเสนอให้มีการปล่อยตัวแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา 60 คนที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ไทยเพื่อแลกกับเสรีภาพของ 7 คนไทย

ขณะที่หนังสือพิมพ์แคมโบเดีย เดลี่ ซึ่งถูกควบคุมโดยรัฐบาลของนายฮุนเซนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็ออกมาช่วงชิงยุทธศาสตร์ในการข่าวด้วยการเปิดเผยข้อมูลการไต่สวน 7 คนไทยว่า ผู้พิพากษาระบุว่าคนไทยทั้ง 7 คนยอมรับว่า ได้เข้าไปในดินแดนของกัมพูชาจริง พร้อมทั้งรายงานด้วยว่าทนายความของนายพนิชเปิดเผยข้อมูลในระหว่างที่นายพนิชขึ้นให้การต่อศาลในชั้นไต่สวนว่า ได้รุกล้ำดินแดนกัมพูชาจริง แต่ไม่ตั้งใจ

นี่คือเกมที่ต้องถือว่าเข้าขั้น “เทพ” ซึ่งนั่นส่งผลทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมปากเพราะรัฐมนตรีของเขาเองดันไปยอมรับว่า คนไทยทั้ง 7 คนรุกดินแดนกัมพูชา กลายเป็นว่า 7 คนไทยต้องติดคุกยาว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว พวกเขาควรจะได้รับการปล่อยตัวทันที

นอกจากนี้ ในขณะที่บรรดาผู้นำของไทย ไล่เรื่อยตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ พล.อ.ประวิตร นายกษิต รวมทั้งตัวเล็กตัวน้อยอย่างนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขาฯ ของนายกษิต และนายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ พร่ำบ่นจนน่ารำคาญถึง “ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับกัมพูชา” ว่ายังคงรักกันปานจะกลืนกินนั้น รัฐบาลกัมพูชาของนายฮุนเซนกลับไม่ได้เคยแยแสหรือกลัวว่าการกระทำของตนเองจะกระทบกระเทือนกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเลยแม้แต่น้อย

“ตอนนี้มีข่าวลือว่าจะมีคนมาช่วย 7 คนไทย ขอยืนยันว่าไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และพรรคเพื่อไทย ก็ไม่สามารถที่จะมาช่วยได้ หรือแม้แต่สหประชาชาติ ก็ไม่สามารถเข้าแทรกแซงช่วยเหลือได้เช่นกัน”

คำประกาศของนายฮุนเซ็นคือประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่สุดที่ตอกหน้าบรรดามหามิตรของกัมพูชาจนหน้างายทีเดียว

เพราะถ้ากัมพูชามีจิตใจอันเป็น “กุศล” ต่อประเทศไทยจริง ฉับพลันทันทีที่ทหารกัมพูชาจับคณะ 7 คนไทยได้จะต้องติดต่อประสานงานกับทั้งเจ้าหน้าที่ในระดับท้องที่และระดับรัฐบาลเพื่อส่งตัวกลับคืนมาโดยเร็ว

เพราะถ้ากัมพูชายังคงเห็นประเทศไทยเป็นมหามิตรจริงอย่างที่บรรดา พะนะหัวเจ้าท่านชาวไทยรับประกัน เราคงไม่ได้เห็นการยัดข้อหา “จารกรรม” ให้กับนายวีระ สมความคิดและนางราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งถือเป็นข้อหาหนักหนาสาหัสยิ่งอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี ภายหลังจากกระสากลิ่นว่า รัฐบาลของนายฮุนเซนจะตั้งข้อหาจารกรรมข้อมูลทางทหาร สิ่งที่ประชาชนคนไทยได้เห็นก็คือ การที่นายอภิสิทธิ์มีคำสั่งเรียกนายสุเทพ นายกษิตและ พล.อ.ประวิตรเข้าหารือลับที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเคร่งเครียดเป็นครั้งที่ 2 (ครั้งแรก 30 ธ.ค.53) ก่อนที่ในการประชุมครม.ในวันถัดว่า จะมีมติให้หน่วยงานอื่น “หุบปาก” และ “ปัดสวะ” ให้กระทรวงการต่างประเทศของนายกษิตเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงหน่วยงานเดียว

ประหนึ่งว่า ไม่ต้องการให้หน่วยงานอื่นที่มีข้อมูลไม่ตรงกับกระทรวงต่างประเทศออกมาพูด เพื่อให้ทิศทางการช่วยเหลือคนไทยทั้ง 7 เป็นไปในแนวเดียวกันคือยอมรับว่า ล้ำแดนกัมพูชา รอคำสั่งศาลกัมพูชาให้มีคำพิพากษาก่อนที่กระทรวงการต่างประเทศจะทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์กัมพูชา

ประหนึ่งว่า นายอภิสิทธิ์ไม่รู้จะชี้แจงหรือหาข้อแก้ตัวใดๆ มากล่าวอ้างได้

และที่รับไม่ได้อย่างยิ่งก็คือ คณะของนายพนิช วิกิตเศรษฐและนายวีระ ถูกทหารกัมพูชาจับกุมตัวไปตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. แต่คณะรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์กลับเพิ่งหารือถึงการตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือ 7 คนไทยเพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนปาเข้าไปตั้งวันที่ 11 ธ.ค.54

เช่นเดียวกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ไม่เห็นจะได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการออกมาพูดครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ตอนนี้คดีความอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล พวกเราควรจะพูดน้อยๆ ถ้าวิพากษ์วิจารณ์กันมากจะกระทบกระเทือนได้ ต้องให้ความเคารพในกระบวนการพิจารณาของศาล ไม่ควรไปแสดงอะไรที่เป็นการกดดันศาล”

พระเจ้าช่วยกล้วยทอด นี่มันรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของไทยหรือของกัมพูชากันแน่

นี่ไม่นับรวมถึง “วอลเปเปอร์” คู่ใจ อย่างนายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ด้วยการใช้เฟซบุกบิดเบือนข้อมูลว่า บริเวณบ้านหนองจาน จุดที่คนไทยถูกจับนั้นอยู่ระหว่างปักปันเขตแดน ไม่ใช่บ้านหนองจานที่ UNHCR ขอให้พื้นที่จากไทยเพื่อเป็นศูนย์อพยพชาวกัมพูชาตามที่มีฝ่ายพันธมิตรฯ และกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติเข้าใจ

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น ดังจะเห็นได้จากการที่ประชาชนในพื้นที่ คือ นายธิติพัทธ์ เสมาทอง นายก อบต.บ้านใหม่หนองไทร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และ นางสาวนีรนุช เกตุธาตุ ลูกสาว นายบุญจันทร์ เกตุธาตุ เจ้าของที่ดินที่ถูกเขมรยึดจนต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น ได้ยืนยันผ่านรายการ “สภาท่าพระอาทิตย์สัญจร” ที่อาคารสาธารณะ อบต.บ้านใหม่หนองไทร เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า บริเวณที่คนไทยถูกจับอยู่บนที่นาของเขา และศูนย์อพยพกัมพูชาก็อยู่บนที่ดินของเขาอย่างแน่นอน
         
ก๊ก”กษิต-กระทรวงบัวแก้ว”
ข้าราชการไทยหัวใจเขมร??


นอกจากนายอภิสิทธ์แล้ว บุคคลที่น่าตำหนิมากที่สุดเป็นอันดับสอง และถ้าจะว่าไปแล้วน่าจะถูกตำหนิมากกว่านายอภิสิทธิ์เสียด้วยซ้ำไปก็คือ “นายกษิต ภิรมย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการตัวจริงที่ออกมาจ้อและเสนอหน้าให้ข้อมูลประหนึ่งเป็นรัฐมนตรีเสียเองอย่าง “นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต” เลขาฯของนายกษิต รวมกระทั่งถึงข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศบางคนที่ทำตัวประหนึ่ง “ขุนพลอยพยัก” ที่นั่งกระดิกนิ้วอยู่บน “หอคอยงาช้าง” โดยที่มิได้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนที่จะผายลมข้อความอันส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 7 คนไทยออกมา

เหตุที่ต้องตำหนินายกษิตก็เพราะเขามิใช่เด็กอมมือที่มิรู้เดียงสา หากแต่เคยเป็นถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งรู้จักและสัมผัสกับเล่ห์เหลี่ยมของนายฮุนเซนเป็นอย่างดี

แต่ก็อีกเช่นกัน ด้วยความที่นายกษิตคืออดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่มีทัศนคติเห็นดีเห็นงามกับคุณอันวิเศษของเอ็มโอยู 43 ทำให้เขาติดกับดักความผิดพลาดที่กระทรวงแห่งนี้กระทำมาตั้งแต่ในอดีต และต้องการทำให้สังคมเข้าใจถึงคุณอันวิเศษของเอ็มโอยู 43 เช่นเดียวกับพวกเขา ซึ่งในที่สุดกรณี 7 คนไทยถูกจับ นายกษิตและกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ประจักษ์ด้วยตนเองแล้วว่า เอ็มโอยู 43 ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างทั้งสองประเทศเลยแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกันกรณี 7 คนไทยก็ทำให้สังคมเข้าใจเช่นกันว่า รัฐบาลของนายฮุนเซนยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 โดยที่มิได้สนใจหลักสันปันน้ำอย่างที่นายกษิตและกระทรวงการต่างประเทศประกาศ รวมทั้งเหิมเกริมรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยมากขึ้น ซึ่งผู้ที่รับรองการใช้แผนที่ 1:200,000 ก็มิใช่ใครอื่นหากแต่เป็นกระทรวงการต่างประเทศเอง

ทั้งๆ ที่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ไม่ควรไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกังเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาอีก เนื่องจากบรรพบุรุษสยามกับฝรั่งเศสได้ตกลงสำรวจและปักปันไปเมื่อ 103 ปีที่แล้วว่า ให้ใช้สันปันน้ำและหน้าผา ซึ่งชัดเจนมากเป็นเขตแดนตามธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องสำรวจเพื่อทำหลักเขตแดนใดๆ ทั้งสิ้นจากช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษไปทางทิศตะวันออกจนถึงช่องบก จ.อุบลราชธานี ความยาว 195 กิโลเมตร แต่สิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศควรทำคือไปหา/ซ่อมแซมหลักเขตแดนทางบกเก่าจำนวน 73 หลักจากหลักเขตที่ 1 คือบริเวณช่องสะงำไปจนถึงหลักเขตที่ 73 ที่บ้านหาดเล็ก จ.ตราด

หากยังจำกันได้ ทั้งนายกษิต นายชวนนท์ นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ ฯลฯ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงวันนี้ว่า 7 คนไทยรุกดินแดนกัมพูชา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกษิตด้วยแล้ว ยิ่งไม่สามารถแก้ตัวได้เลยเพราะมีประจักษ์พยานชี้ชัดว่า เขาเบาปัญญาในการช่วยเหลือคนไทยมาตั้งแต่เริ่มแรก ด้วยการยอมรับว่า คนไทยรุกดินแดนกัมพูชาโดยที่มิได้เปิดตาดูข้อเท็จจริงแต่ประการใด แถมยังมั่วนิ่มข้อมูลเรื่องการล้ำดินแดนชนิดที่เปลี่ยนแปลงตัวเลขรายวันอีกต่างหาก

กล่าวคือหากยังจำกันได้ ในครั้งแรกๆ นายกษิตระบุว่า “มีข้อมูลยืนยันระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะพิกัดของทั้ง 7 คน ฝ่ายไทยทราบข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงที่มีเจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญาและกรมแผนที่ทหารเข้าไปสำรวจใกล้กับจุดเกิดเหตุพบว่า มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตกัมพูชาประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ โดยรุกล้ำเข้าไปในหมู่บ้าน”

แต่เมื่อภาคประชาชนมีการตั้งข้อสังเกตด้วยการยืนยันเอกสารสิทธิรวมทั้งข้อมูลหลักฐานอื่นๆ กระทรวงการต่างประเทศก็ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด พร้อมประมาณการตัวเลขอยู่บนหอคอยงาช้างเช่นเดิม แต่คราวนี้ลดลงจาก 1,200 เมตรเป็น 55 เมตร

จากนั้นนายกษิตก็ปรับตัวเลขการล้ำแดนใหม่อีกครั้งเป็นคนไทยล้ำแดนกัมพูชาถ้าหากวัดจากสันปันน้ำ 8 เมตร!!!

และเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อนายกษิตให้สัมภาษณ์รายการ “หมุนตามวัน” ทางเอฟเอ็ม 92.5 เมกะเฮิร์ตซว่า “ยืนยันว่าดินแดนที่คนไทยทั้ง 7 คน ถูกจับไปอยู่บนนถนนเค5 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทหารฝ่ายกัมพูชาใช้ปฏิบัติการ และคู่ขนานไปกับถนนศรีเพ็ญที่อยู่ฝั่งไทย ทั้ง 7 คน เดินเข้าไปในพื้นที่ซึ่งยังใช้กฎอัยการศึก โดยไม่แจ้งให้ทหารทราบล่วงหน้า แถมยังขับรถเลยตู้ยาม ตชด.ไปอีก 300 เมตรก่อนเดินเข้าไปในถนนเค 5 ถ้าดูตามแผนที่ L7018 จะเห็นได้ว่าคนของเราล้ำไป 50 กว่าเมตร”

ช่างเป็นตัวเลขการล้ำแดนที่หาความแน่นอนอะไรมิได้

ซ้ำร้ายในวันเดียวกันนั้นเอง ความเปลี่ยนแปลงก็ได้เกิดขึ้น เมื่อมีรายงานข่าวยืนยันว่านายกษิตได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่กองเขตแดนและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงที่มีหน้าที่ให้ข่าวกับสื่อมวลชนใช้คำเรียกจุดที่ทหารกัมพูชาจับ 7 คนไทยใหม่ว่า “7 คนไทยเดินล้ำแนวหลักเขตที่กัมพูชาดูแลอยู่”

แต่จะอย่างไรก็ตาม ความพิสดารของเรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้สังคมสับสนยิ่งเข้าไปอีก เมื่อมีรายงานข่าวแจ้งข้อมูลที่นายกษิตรายงานต่อครม.ว่า “บริเวณที่มีการจับกุมตัวมีเอกสารสิทธิอายุกว่า 30 ปี ชัดเจนว่าอยู่ในฝั่งไทยทั้งหมด ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งนายอัษฎา ชัยนาม ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(JBC) ไปตรวจดูพื้นที่แล้ว”

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกันแน่

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่มีข่าวปรากฏออกมาสู่สาธารณะให้เห็นว่า กระทรวงการต่างประเทศเรียกตัวทูตกัมพูชาเข้าพบเพื่อสอบถามหรือยื่นข้อเรียกร้อง ไม่มีข่าวว่านายกษิตประท้วงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการต่อกระทำเยี่ยงโจรที่เข้ามาลักพาตัวคนไทยในเขตแดนประเทศไทย ไม่มีข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศยื่นคำขาดให้รัฐบาลกัมพูชาปล่อยตัวคนไทยอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข่าวว่านายกษิตประณามรัฐบาลฮุนเซนในการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ไม่มีข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศเสนอให้ปิดชายแดนเพื่อกดดันรัฐบาลฮุนเซนให้ปล่อยตัวคนไทย และไม่มีอีกหลายข่าวที่บ่งบอกให้เห็นถึงความเข้มแข็งของกระทรวงการต่างประเทศในการช่วยเหลือคนไทย
         
ก๊ก ”บิ๊ก ป.”
กลุ่มเงาปีศาจแห่งบูรพาพยัคฆ์

สำหรับก๊กสุดท้ายที่ทำให้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังคงราคาซังอย่างมิเห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์ก็คือ “ก๊กทหาร” โดยเฉพาะก๊กทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณชายแดนบูรพา

อย่างไรก็ตามในที่นี้ไม่ได้เหมารวมถึงทหารทุกคนที่ชายแดนบูรพา เพราะแท้ที่จริงแล้วผู้ที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งหลายทั้งปวงก็คือ “บิ๊กป.” ผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนตลอดแนวชายแดนไทยกัมพูชา ตั้งแต่การลับลอบตัดไม้ การนำเข้าวัวเถื่อน สินค้าเถื่อนหนีภาษี ฯลฯ และกำลังหมายมั่นปั้นมือที่จะเถลิงอำนาจขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไป

เพราะเป็นที่รับรู้กันว่า สายสัมพันธ์ระหว่างบิ๊ก ป.กับบิ๊กทหารกัมพูชาที่ทำมาหากินตามบริเวณแนวชายแดนนั้นแน่นแฟ้นเพียงใด

ยิ่งเมื่อบิ๊ก ป.ไปสุมหัวรวมกลุ่มกับ “คนชื่อพม่า หน้าลาว เว้าเขมร” และผองเพื่อนนักธุรกิจปลอดภาษี รวมถึงผู้กว้างขวางแห่งเมืองหอยใหญ่ด้วยแล้ว ก็ทำให้เห็นภาพของปัญหาที่ชัดเจนขึ้น

“พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” แห่งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวถึงความสัมพันธ์อันน่าสะพรึงกลัวอันเป็นเหตุให้การช่วยเหลือคนไทยทั้ง 7 คนเป็นไปแบบขอไปทีเอาไว้ว่า “มีความเป็นไปได้ว่า มีการสมคบคิดกันระหว่างกลุ่มเงาปีศาจ กลุ่มผู้ก่อการร้ายไร้แผ่นดินและกลุ่มเผด็จการฮุนเซน กลุ่มนี้มีแบบแผนความคิดร่วมกันที่สำคัญคือ การแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งบนบกและในทะเลอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยก๊าซและน้ำมัน”(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน “ความอ่อนแอ หุ่นกระบอกและอำนาจแฝงเร้น” หน้า 49)

หากยังจำกันได้ เมื่อครั้งที่ “บิ๊ก ป.” และพะนะท่านผู้กว้างขวางแห่งเมืองหอยใหญ่เดินทางไปเยือนกัมพูชาและเข้าพบนานยฮุน เซน คณะของบิ๊ก ป.ได้หยิบยกกรณีของข้อพิพาทในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 26,400 ตารางกิโลเมตรขึ้นมาหารือกัน ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญมูลค่ากว่า 3.5 ล้านล้านบาท และน้ำมันอีก 1.5 ล้านล้านบาท หรือสรุปง่ายๆ คือต้องการ “สวมตอ” สิ่งที่นักโทษชายหนีคดีได้ริเริ่มเอาไว้

และเมื่อเดินทางกลับมา พวกเขาก็ได้ขอให้กระทรวงการต่างประเทศประชุมคณะอนุกรรมการเขตแดนทางทะเลโดยเร็วเพื่อให้การดำเนินการหาข้อยุติเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอันจะนำนำไปสู่การนำทรัพยากรทางทะเลขึ้นมาใช้ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจกับสองประเทศ

และนี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขาไม่สนใจใยดีปัญหาข้อพิพาทเรื่องประสาทพระวิหาร และไม่สนใจคนไทย 7 คนที่ถูกจับกุมตัวไป พร้อมทั้งปล่อยให้นายฮุนเซนย่ำยีศักดิ์ศรีของคนไทยเยี่ยงนี้

นอกจากนั้นยังมีรายงานเพิ่มเติมจาก “กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ” ด้วยว่า “พื้นที่แถบนี้ในพื้นที่ดินมีแร่พลอยอ่อนจำนวนมากอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดน ยาวไปจนจรดจังหวัดอุบลฯ(บริเวณที่เรียกว่าสามเหลี่ยมมรกต)ซึ่งมีกลุ่มทุนใหญ่มีโครงการจะทำเป็นรีสอรท์ โรงแรม สนามกอล์ฟ โดยพวกทหารไทย ทหารเขมรระดับสูงและนักการเมืองไทย(บางคน)ได้ผลประโยชน์”

ด้วยเหตุนี้ การที่นายวีระและคณะถูกจับไปจึงสมประโยชน์ของ “บิ๊ก ป.” เพราะจะไม่มีหลักฐานว่ามีการทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้บ้างตามแนวชายแดน

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การที่คณะรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์อนุมัติงบลับจำนวน 500ล้าน บาทให้กระทรวงกลาโหมไปเมื่อวันที่ 11 ม.ค.53 เพื่อเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้นบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างไทย-กัมพูชานั้น จะทำให้ “ใครบางคน” มีรอยยิ้มที่มุมปากและบางครั้งเผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากหรือไม่

แถมยังเป็นงบลับที่ทำให้เกิดคำถามตามมาด้วยว่า ไอ้การเตรียมพร้อมที่ว่านั้น หมายรวมถึงอะไรบ้างและสุดท้ายแล้วจะเหลือเงินกลับมาคืนให้กับประชาชนคนไทยผู้เป็นเจ้าของเม็ดเงินจำนวนนั้นหรือไม่

แน่นอน ในท้ายที่สุดแล้ว คำตอบของเรื่องนี้คงอยู่ในสายลมเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะลองได้ชื่อว่าเป็นงบลับแล้ว โอกาสที่จะมีการแจกแจงให้ประชาชนได้เห็นคงไม่เกิดขึ้น

….ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนไทยและภาคประชาชนจะต้อง “ออกมา” เพราะเวลานี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศอีกต่อไป

ขณะเดียวกันพวกเขาก็สมควรอย่างยิ่งที่จะไปเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเสียใหม่ให้สอดคล้องกับประเทศที่พวกเขาคิดว่า ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน หรือไม่ก็ขอพระราชทานชื่อใหม่จากสมเด็จพระบรมนาถนโรดมสีหมุนี กษัตริย์ของกัมพูชาเสียให้รู้แล้วรู้รอด

อภิสิทธิวรมัน....นักองค์ษิต...นโรดมสีหประวิตร…..สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเตโชเทือก

ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
สุเทพ เทือกสุบรรณ
กษิต ภิรมย์
ชวนนท์ อิทรโกมาลย์สุต
ฮุนเซน
กำลังโหลดความคิดเห็น