xs
xsm
sm
md
lg

ปตท.แถคืนท่อก๊าซฯ ให้คลังครบถ้วน อ้าง กม.ยึดท่อฯ ในทะเลเป็นของตัวเอง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

“ไพรินทร์” เต้นถูกเอ็นจีโอถล่มหนัก! ยันคืนท่อส่งก๊าซฯ บนบกให้คลังเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ ธ.ค. 51 ความยาว 371 กิโลเมตร ส่วนท่อก๊าซฯ ที่เหลือเป็นของ ปตท. รวมถึงท่อก๊าซฯ ในทะเล ยันถูกต้องตามกฎหมาย เพราะกฎหมายไทยไม่มีอำนาจเกิน 12 ไมล์ทะเล พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพคำสั่งศาล พร้อมกับเดินหน้าแยกท่อก๊าซฯ ออกมาเป็นบริษัทตามมติ กพช.



นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวด่วนเพื่อชี้แจงกรณีกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนนำโดยนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ถึงความไม่โปร่งใสในการคืนท่อก๊าซฯ ของ ปตท.ให้กับกระทรวงการคลังวันนี้ (20 ส.ค.) ว่า ปตท.ยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในการโอนสินทรัพย์ท่อก๊าซฯ ที่เป็นสาธารณสมบัติแผ่นดินที่ได้จากการใช้อำนาจมหาชนทั้งเวนคืนที่และรอนสิทธิ์ในช่วงก่อนการแปรรูป ปตท.คืนให้กระทรวงการคลังเป็นที่เรียบร้อยมาตั้งแต่ ธ.ค. 2551 ซึ่งศาลฯ ก็มีคำสั่งว่า ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2551

ณ วันที่ 30 กันยายน 2544 (ก่อน ปตท.แปรรูปในวันที่ 1 ต.ค. 2544) มีท่อก๊าซฯ บนบกระยะทาง 773 กิโลเมตร ได้แบ่งแยกท่อส่งก๊าซฯ ให้กระทรวงการคลัง 371 กิโลเมตร และเป็นท่อของ ปตท.เอง 402 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นท่อส่งก๊าซฯ ที่ ปตท.ลงทุนเองและไม่ได้ใช้อำนาจมหาชน และไม่ได้รวมท่อก๊าซฯ ในทะเล เนื่องจากท่อส่งก๊าซฯ ในทะเลไม่ได้ใช้อำนาจมหาชนในการรอนสิทธิ์ และไม่มีกฎหมายไทยบังคับใช้ได้เกิน 12 ไมล์ทะเล ดังนั้นท่อส่งก๊าซฯ ในทะเลจึงเป็นของ ปตท. และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาลปกครองกลางไม่รับคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ยื่นคำร้องขอให้ ปตท.คืนท่อก๊าซฯ ในทะเลเมื่อปี 2555

ปัจจุบัน ปตท. มีท่อก๊าซรวมทั้งสิ้น 3.7 พันกิโลเมตร แบ่งเป็นท่อส่งก๊าซฯ ในทะเล 400 กิโลเมตร ซึ่งท่อส่งก๊าซฯ ที่ ปตท.โอนไปให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังนั้น ปตท.มีค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าตอบแทนการใช้ท่อส่งก๊าซฯ ดังกล่าวปีละ 500 ล้านบาท

สำหรับท่อส่งก๊าซฯ เส้นที่ 4 ปตท.ก็เป็นผู้ลงทุนด้านพื้นที่เอง เนื่องจากไม่ได้ใช้อำนาจมหาชนแต่อย่างใดหลังจากแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว เพราะอำนาจได้ถูกโอนไปยังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อกำกับดูแลแทน

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) สั่งการให้ ปตท.ต้องดำเนินการแยกท่อก๊าซฯ ออกจากกิจการของ ปตท. โดยให้ตั้งเป็นบริษัทฯ เบื้องต้น ปตท.ถือหุ้น 100% แล้วให้คลังมาถือหุ้นบริษัทดังกล่าว 20-25% ในระยะต่อไป โดยให้ดำเนินการแยกเป็นบริษัทจำกัดให้เสร็จภายในกลางปี 2558 นั้น ทาง ปตท.จะเร่งดำเนินการต่อไป

“การโอนทรัพย์สินไปยังบริษัทท่อส่งก๊าซใหม่ จะเป็นการโอนทรัพย์สินในส่วนที่ ปตท.เป็นเจ้าของในปัจจุบัน แต่ทรัพย์สินในส่วนที่รัฐเป็นเจ้าของกระทรวงการคลังก็ยังคงสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของเช่นเดิม ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเคารพคำสั่งศาล ไม่ควรก้าวล่วง ซึ่งที่ผ่านมาศาลมีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว หากยังตีความกันเองต่อไปจะไม่มีข้อยุติอะไรเลย ส่วนการออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงของ ปตท.ในครั้งนี้เพราะไม่ต้องการให้สังคมเข้าใจข้อมูลผิดและขยายผลออกไป”

ส่วนนโยบายของ คสช.ด้านพลังงาน คือการปฏิรูปพลังงาน มิใช่การแปรรูป ปตท.ครั้งที่ 2 เพื่อสร้างธุรกิจเสรีอย่างแท้จริง ลดความกังวลเรื่องการผูกขาด ซึ่งการแยกบริษัทท่อฯ ออกมาจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ทุกคนสามารถใช้บริการขนส่งก๊าซทางท่อได้อย่างเท่าเทียมกัน ภายใต้การกำกับดูแลจากองค์กรกำกับกิจการของรัฐ (Regulator) ในอัตราค่าใช้บริการที่เหมาะสมเป็นธรรม และการแปรรูป ปตท.เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเมื่อปี 2544

“การคืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ได้มาจากอำนาจมหาชนให้คลังนั้น ปตท.ไม่เคยปิดบังและรายงานให้ศาลทราบมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา ส่วนที่กังวลว่ามีการโอนทรัพย์สินยังครบหรือไม่ต้องไปหารือศาล ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะผู้สอบบัญชี บมจ.ปตท. ก็ไม่เคยทำหมายเหตุแนบท้ายงบการเงินในประเด็นดังกล่าวเลย ดังนั้นจึงอยากให้เอ็นจีโอไปตรวจสอบเรื่องรางรถไฟ หรือสายส่งไฟฟ้าบ้าง ไม่ใช่พูดแต่เรื่องท่อส่งก๊าซฯ อย่างเดียว”
กำลังโหลดความคิดเห็น