ในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1798 Count Rumford ได้ออกเดินทางจาก Munich ในเยอรมนีไป London ในอังกฤษพร้อมบุตรสาวและคนใช้หนึ่งคน ท่าน Count เป็นคนที่ชาวอังกฤษทุกคนรู้จักดี เพราะเคยพำนักอยู่ในอังกฤษมาก่อน และสาเหตุที่เดินทางมาในครั้งนั้น เพราะท่านผู้สำเร็จราชการแห่งแคว้น Bavaria ในเยอรมนีได้ส่งตัวมาในฐานะทูตของเยอรมนี แต่ท่าน Count ได้พบว่ารัฐบาลอังกฤษ ณ เวลานั้นไม่ยินดีต้อนรับ ด้วยเหตุผลว่า ท่าน Count มีเชื้อชาติเป็นชาวอังกฤษ เพราะบรรพบุรุษของท่านตั้งรกรากอยู่ที่รัฐ Massachusetts ในอเมริกา ซึ่งกำลังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ดังนั้น คนเชื้อชาติอังกฤษจะมาเป็นทูตของต่างชาติประจำประเทศอังกฤษจึงเป็นเรื่องไม่สมควร
ในความเป็นจริงท่าน Count ผู้มีนามเดิมว่า Benjamin Thomson เป็นคนอเมริกัน แต่เมื่อชาวอเมริกันประกาศประเทศเป็นอิสระจากการปกครองของอังกฤษ Thomson ไม่เห็นด้วยกับความคิดเช่นนั้น เขาจึงประกาศว่าตนยังจงรักภักดีต่อพระเจ้า George ที่ 3 แห่งอังกฤษต่อไป ครั้นเมื่อเมือง Boston ถูกกองทัพอเมริกันเข้ายึดครอง Thomson จึงอพยพหลบหนีไปอังกฤษ และได้ไปทำงานในตำแหน่งเลขานุการ ของ Lord George Germain ผู้เป็นรองปลัดกระทรวงอาณานิคมของอังกฤษ Thomson จึงสามารถให้ข้อมูลของกองทัพอเมริกันที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพอังกฤษได้ดีมาก มีผลทำให้ Thomson มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เพราะได้ช่วยรัฐบาลอังกฤษกำราบกบฏอเมริกัน โดยการเป็นสายลับให้ฝ่ายอังกฤษ
แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็สนใจทำงานวิทยาศาสตร์ด้วย เมื่อได้รู้จักกับ Sir Joseph Banks ผู้ดำรงตำแหน่งนายกของสมาคม Royal Society Thomson จึงถ่ายทอดความรู้เรื่องการผลิตดินปืนที่สามารถนำไปทำระเบิดได้ผลดีให้ Banks ทราบ การมีผลงานวิทยาศาสตร์อื่นๆ อีกมากมายทำให้ Thomson ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ Royal Society (F.R.S.)
ครั้นเมื่อสงครามประกาศเอกราชของอเมริกายุติ Thomson ได้รับโปรดเกล้าให้เป็น Sir Benjamin Thomson
ในปี 1784 Thomson ได้เดินทางไปเยือนยุโรป และได้สมัครรับราชการเป็นนายทหารแห่งแคว้น Bavaria ซึ่งอยู่ในความปกครองของท่านผู้ว่าราชการแคว้น ชื่อ Karl Theodor เพราะเป็นคนเก่ง ที่มีความซื่อสัตย์ต่อผู้บังคับบัญชา Thomson จึงใช้ชีวิตอยู่ใน Bavaria อย่างสุขสบาย และได้ทำงานอีกสองด้านที่ใจรัก คือ ด้านวิทยาศาสตร์และด้านมานุษยศาสตร์ ซึ่งต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานทหารที่เป็นงานประจำ
ในด้านวิทยาศาสตร์นั้น Thomson สนใจศึกษาเรื่องธรรมชาติและสมบัติของความร้อน อันได้สมบัติการนำ การพา และการแผ่รังสี โดยได้ออกแบบอุปกรณ์ทดลองวัดสมบัติต่างๆ เหล่านี้ และได้พบว่า เวลาคนงานใช้สว่านเจาะเหล็ก การเสียดสีระหว่างสว่านกับเหล็กที่เจาะทำให้เกิดความร้อน ซึ่งจะเกิดขึ้นมากพอสำหรับใช้ต้มน้ำจนเดือดได้ การสาธิตการต้มน้ำโดยไม่ใช้ไฟเลย แต่ใช้ความเสียดทานในการสร้างความร้อนเพียงอย่างเดียวนี้ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นแตกตื่นกันมาก ยิ่งเมื่อได้พบว่า ความร้อนที่เกิดขึ้นไม่มีวันหมด ตราบใดที่สว่านยังไม่หยุดเจาะ
ส่วนด้านความรักเพื่อนมนุษย์นั้น Thomson ได้แสดงออกด้วยความพยายามกำจัดความยากไร้ในสังคม เพราะเมื่อสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับปรัสเซียยุติ ที่เมือง Munich มีคนยากจน และคนจรจัดจำนวนมาก Thomson จึงจัดการให้ทหารจับคนเหล่านี้มารวมกันเป็นกลุ่ม แล้วแบ่งคนออกเป็นประเภทตามความสามารถ สำหรับคนที่ไม่มีความสามารถเลย และมีปัญหาด้านจิตใจ Thomson อนุญาตให้บริโภคอาหารฟรีและให้รัฐเลี้ยงดู ส่วนคนที่มีความสามารถบ้าง ก็มีการจัดห้องพักให้อยู่ รวมทั้งให้อาหาร และให้งานทำด้วย เพราะในสมัยนั้นนักสังคมวิทยามีความเชื่อว่า ถ้าจะให้คนที่ถูกสังคมทอดทิ้ง และที่เป็นคนเลวมีความสุข สังคมต้องทำให้เขาเป็นคนดีก่อน แต่ Thomson มีความคิดสวนทางว่า คนเราจะต้องมีความสุขก่อน จึงจะเป็นคนดีได้
ส่วนผลงานด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่นของ Thomson ได้แก่ การออกแบบเตาเผาที่สามารถเผาถ่านหิน และฟืนอย่างมีประสิทธิภาพ และเตาหุงต้มอาหาร หม้อต้มกาแฟชนิดบด เครื่องทำความร้อน และออกแบบปล่องไฟที่มีประสิทธิภาพสูง สำหรับการสร้างทฤษฎีความร้อนนั้น Thomson ไม่คิดว่าความร้อนเป็นสสาร แต่เป็นพลังงาน และการสูญเสียพลังงานกลที่เกิดจากการเสียดทานจะทำให้เกิดความร้อน แต่การวัดค่าสมดุลกล (mechanical equivalence) ของความร้อนนั้น Thomson มิได้ดำเนินการใดๆ โดยได้ทิ้งให้ James Prescott Joule เป็นคนวัดค่าในเวลาต่อมา
Benjamin Thomson เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ.1753 (ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ) ที่เมือง Woburn รัฐ Massachusetts บิดาเป็นชาวนาฐานะยากจนที่ได้เสียชีวิตตั้งแต่ Thomson ยังเป็นเด็ก มารดาจึงแต่งงานใหม่ แต่พ่อเลี้ยงของ Thomson ก็ยังยากจนเหมือนเดิม Thomson ซึ่งเป็นเด็กรักเรียนที่ทะเยอทะยานจึงต้องเรียนหนังสือในโรงเรียนชนบท และพบว่าชอบวิชาวาดเขียนมาก เมื่อเติบใหญ่ได้ใฝ่ฝันจะเป็นทหาร จึงแสวงหาเพื่อนที่เป็นทหารและข้าราชการผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันก็เริ่มทำงานหาเงินโดยการเป็นพนักงานในร้านขายของในเมือง Salem แล้วย้ายไปหางานทำที่ Boston ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่กว่า และใช้โอกาสว่างอ่านหนังสือและเรียนภาษาต่างประเทศ เมื่ออายุ 13 ปี ได้พบวิธีทำพลุ แต่เมื่อนายจ้างพบว่า Thomson แอบใช้เวลาว่างอ่านหนังสือมากไป จึงถูกไล่ออกจากงาน
เมื่ออายุ 17 ปี Thomson ได้เริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสด้วยตนเอง อีก 2 ปีต่อมาได้ไปสมัครเรียนกับสาธุคุณ Samuel Williams แห่งมหาวิทยาลัย Harvard เพื่อจะได้เป็นครูสอนที่โรงเรียนมัธยมในเมือง Concord รัฐ New Hampshire หลังจากที่ทำงานได้ 4 เดือน Thomson ได้เข้าพิธีสมรสกับ Sarah Walken Rolfe หญิงม่ายที่มีอายุมากกว่า Thomson ถึง 14 ปี เธอมีฐานะดีมาก เพราะร่ำรวยที่สุดในเมือง เมื่อมีคู่ครองที่มีหน้ามีตาและมีฐานะ Thomson จึงได้เข้าสังคมมากขึ้น จากนั้นคนทั้งสองได้เดินทางกลับไปใช้ชีวิตร่วมกันที่ Boston และ Thomson ได้เพื่อนเป็นผู้ว่าแห่งรัฐ New Hamsphire ซึ่งสนใจวิทยาศาสตร์เหมือนๆ กัน
ณ เวลานั้นอเมริกายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อคนอเมริกันส่วนใหญ่ต้องการเอกราช George Washington จึงประกาศประเทศเป็นอิสระแต่ Thomson ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้น เขาเป็นคนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า George ที่ 3 ทำให้ต้องทิ้งครอบครัว (ภรรยาและลูกสาว) ไปลอนดอน (และไม่ได้หวนกลับไปหาอีกเลยจนอีก 30 ปีต่อมา) เพราะที่นั่นมีคนอเมริกันที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อังกฤษอยู่ รวมกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่
แม้จะมีงานในฐานะนักการเมือง แต่ Thomson ก็ยังมีเวลาทำงานวิทยาศาสตร์ เช่น สนใจกลศาสตร์ โดยได้ออกแบบการทดลองหาความเร็วของกระสุนปืน ด้วยการยิงกระสุนเข้าฝังในเป้าที่ห้อยอยู่แล้ววัดระยะทางที่เป้าแกว่งขึ้น การรู้มวลของเป้าและกระสุนกับระยะทางดังกล่าว ทำให้ Thomson สามารถรู้ความเร็วของกระสุนได้ นอกจากนี้ Thomson ก็ยังมีผลงานการศึกษาปรากฏการณ์การพาของอนุภาคในของเหลว เมื่อได้รับความร้อน การสร้างพลังงานความร้อนจากพลังงานกล การออกแบบสร้างอุปกรณ์วัดกำลังส่องสว่าง (ผลงานนี้ทำให้ Thomson คิดบัญญัติคำว่า กำลังเทียน เป็นครั้งแรก) และยังได้พบอีกว่า น้ำบริสุทธิ์ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นน้ำที่มีความหนาแน่นมากที่สุด และเมื่อน้ำที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสมีความหนาแน่นน้อยกว่า ดังนั้นน้ำแข็งที่อุณหภูมิ 0 องศาจึงลอยอยู่เหนือน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 4 องศา ปลาที่อยู่ใต้น้ำแข็งในฤดูหนาวจึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
ขณะอยู่ที่ลอนดอน Thomson ได้ตั้งอุดมการณ์ว่าจะทำงานรับใช้สังคมอังกฤษด้วยการทำให้ชาวอังกฤษมีความรู้วิทยาศาสตร์ และรู้จักนำเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน Thomson กับ William Wilberforce และ Sir Joseph Banks จึงได้จัดตั้ง Royal Institution of Great Britain ขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ.1799
ในระยะแรกๆ Thomson ได้อุทิศตัวทำงานเพื่อองค์กรนี้มาก เขาจัดร่างกฎบัตร จัดหาผู้บริหารจนได้นายกขององค์กรคนแรกชื่อ Earl of Winchilsea อีกทั้งได้จัดซื้ออาคารที่ทำงานขององค์กรที่ถนน Albemarle ซึ่งมีห้องบรรยาย ห้องปฏิบัติการ และห้องครัวพร้อม สำหรับจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน สมาคมมีคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยศาสตราจารย์และอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนเป็นคนถ่ายทอดความรู้ต่างๆ สมาคมยังมีการนำเสนอ สิ่งพิมพ์ และวารสารขององค์กรด้วย
แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่นาน สถาบัน Royal Institution ก็เริ่มประสบปัญหาขาดเงิน เพราะโครงการต่างๆ มีขนาดใหญ่มากจึงต้องการเงินสนับสนุนมาก ความขัดแย้งระหว่าง Thomson กับ Humphrey Davy ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ประจำที่องค์กรก็มีมากขึ้น โดยฝ่าย Davy อ้างว่า Thomson บริหารงานแบบเผด็จการ และบังคับทุกคนมากเกินไป
ในปี 1801 หลังจากที่ Thomson ได้เดินทางไปเยือนฝรั่งเศส เขาเริ่มสนใจในวัฒนธรรม และอารยธรรมของฝรั่งเศสมากขึ้น จึงถอนตัวและถอยห่างจาก Royal Institution โดยไม่หวนกลับไปอังกฤษอีกเลย ครั้นเมื่อได้รู้จักกับ Prince Maximilian เจ้าชายรู้สึกประทับใจในความสามารถทางวิชาการของ Thomson มาก จึงเสนอให้เดินทางไปเยอรมนี เพื่อพบลูกพี่ลูกน้องชื่อ Duke of Bavaria และท่านดยุคก็รู้สึกประทับใจใน Thomson เพราะ Thomson ได้เสนอแนะวิธีปลูกมันฝรั่ง วิธีปฏิรูปกองทัพบก จัดตั้งโรงเรียนทหาร และสนับสนุนให้ชาวเยอรมันได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ฯลฯ ทำให้คนเยอรมันตื่นเต้นในความสามารถของอัจฉริยะต่างแดนคนนี้มาก ท่านดยุคจึงแต่งตั้งให้ Thomson เป็นท่าน Count von Rumford ตามชื่อเมือง Rumford ใน New Hampshire ที่ Thomson เคยอยู่ (ปัจจุบันเมืองนี้คือเมือง Concord)
ถึงเดือนพฤษภาคม 1802 Thomson ในตำแหน่ง Count Rumford แห่ง Bavaria ได้เดินทางไปฝรั่งเศส และได้รู้จัก Madame Lavosier ซึ่งเป็นภรรยาม่ายของ Antoine Laurent Lavosier ขณะนั้นเธอมีวัย 43 ปี และได้อ้างว้างคู่ครองมานาน 9 ปี ส่วน Rumford อายุ 50 ปี และทิ้งภรรยามานาน 11 ปี คนทั้งสองรักกัน และได้เข้าพิธีสมรสหลังจากที่รู้จักกันสามปี งานแต่งงานของกิ่งทองกับใบหยกคู่นี้ เป็นเรื่องที่สังคมในสมัยนั้นคาดหวังว่า จะยืนยงและมีความสุขสุดๆ แต่ปรากฏตรงกันข้าม เพราะคนทั้งสองมีบุคลิกภาพและนิสัยที่แตกต่างกันมาก เธอชอบบริโภคอาหารแพง และเหล้าองุ่นรสเลิศ เขาชอบอาหารถูกๆ และปรุงด่วน เขาชอบฟังดนตรี แต่เธอไม่ชอบ เขาชอบจัดบ้านบ่อย ส่วนเธอไม่ชอบรื้อย้ายอะไรเลย เธอชอบจัดงานสังสรรค์ทุกค่ำวันจันทร์ เขาไม่ชอบเสียงอึกทึก เธอชอบให้ทุกคนเรียกเธอว่า Countess Lavosier Rumford (ชีวิตของมาดามจึงนับว่าตื่นเต้นยิ่งกว่าดราม่าในละคร เพราะเธอเป็นภรรยาของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกถึง 2 คน โดยสามีคนหนึ่งตายจากไป เพราะถูกประหารชีวิต และอีกคนหนึ่งจะจากไปโดยการหย่า) คนทั้งสองทะเลาะกันบ่อย ในที่สุดหลังจากที่ได้ใช้ชีวิตรสมรสอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ร่วมกันนาน 4 ปี ทั้งสองได้ตกลงแยกทางกันเดิน Count Rumford ได้สมบัติครึ่งหนึ่งของภรรยามา แล้วปลีกตัวไปใช้ชีวิตเงียบๆ ที่ Auteuil ในฝรั่งเศส โดยทำงานวิทยาศาสตร์เรื่องแสงและความร้อนต่อ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น Rumford ได้เขียนจดหมายติดต่อกับ Sir Joseph Banks บ่อย เพราะรู้สึกเหงาที่ไม่มีใครเข้าใจตน และคนฝรั่งเศสเห็นท่าน Count ว่า เป็นคนค่อนข้าง “เพี้ยน” เช่น จะไม่นั่งรถม้าทั่วไป แต่ต้องนั่งรถม้าที่ตนออกแบบเอง ในหน้าหนาวจะใส่เสื้อผ้าสีขาว เพราะเชื่อว่า เก็บความร้อนได้ดีกว่าเสื้อผ้าสีทึบหรือสีดำ เป็นต้น
Rumford ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างโดดเดี่ยว เพราะไม่มีเพื่อน นิสัยที่ชอบดูแคลนคนอื่น ทำให้มีศัตรูจำนวนเพิ่มมากขึ้นๆ ตลอดเวลา นอกจากจะไม่มีอารมณ์ขันแล้ว เขายังเป็นคนที่เห็นแก่ได้ด้วย
ดังนั้นเมื่อเขาเสียชีวิตในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ.1810 ในพิธีศพจึงมีคนมาร่วมอาลัยครั้งสุดท้ายเพียงไม่กี่คน Count Rumford จากโลกไปในสภาพคนที่ผิดหวัง และขมขื่นในชีวิต
เมื่อ Count Rumford ตายไปแล้ว เขาได้มอบเถ้าอังคารของเขาแก่มหาวิทยาลัย Harvard และได้มอบเงินแก่มหาวิทยาลัยในการจัดตั้งตำแหน่งศาสตราจารย์ Rumford รวมถึงได้มอบเงิน 1,000 ปอนด์ให้แก่ Royal Society ให้จัดทำเหรียญ Rumford สำหรับนักฟิสิกส์ผู้มีพลังงานด้านความร้อนและแสงโดดเด่นที่สุด และที่ Munich มีอนุเสาวรีย์ของ Count Rumford ในชุดอัศวิน ถือไม้เท้าเด่นยืนในสวนสาธารณะของเมือง
อ่านเพิ่มเติมจากหนังสือ Count Rumford: The Extraordinary Life of a Scientific Genius โดย G.I. Brown ที่จัดพิมพ์โดย Sutton ในปี 1999
เกี่ยวกับผู้เขียน
สุทัศน์ ยกส้าน
ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์
ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
อ่านบทความ สุทัศน์ ยกส้าน ได้ทุกวันศุกร์


