เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2567 โดยมี รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีกิตติคุณ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี กล่าวรายงานและกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปีติยินดีจากครอบครัว อาจารย์ และผู้ปกครองที่ร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญ แสดงถึงความมุ่งมั่นของ DPU ในการผลิตบัณฑิตคุณภาพสู่สังคม
ทั้งนี้ ในปีการศึกษา 2567 มหาวิทยาลัยมีบัณฑิตสำเร็จการศึกษาใน 9 วิทยาลัย และ 6 คณะ ได้แก่ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี, วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี, วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ, วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน, วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี, วิทยาลัยครุศาสตร์, วิทยาลัยนานาชาติจีน, วิทยาลัยนานาชาติ, วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส, คณะศิลปศาสตร์, คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์, คณะนิเทศศาสตร์, คณะศิลปกรรมศาสตร์, คณะรัฐประศาสนศาสตร์ และ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม โดยมีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น จำนวน 2,504 คน แบ่งออกเป็นระดับปริญญาเอก จำนวน 179 คน ระดับปริญญาโท จำนวน 686 คน ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จำนวน 87 คน และระดับปริญญาตรี จำนวน 1,552 คน
รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีกิตติคุณ ประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวโอวาทแสดงความยินดีแก่บัณฑิตทุกระดับว่า การได้รับปริญญาคือ “หลักชัยสำคัญของชีวิต” และเป็นโอกาสให้ทุกคนได้ทบทวนถึงเส้นทางการศึกษาและความพยายามที่ผ่านมา เพื่อให้ก้าวต่อไปได้อย่างมีคุณค่า โดยย้ำว่าบัณฑิตเป็น 1 ในเพียงร้อยละ 7 ของประชากรโลกกว่า 8,000 ล้านคน ที่เรียนจบระดับปริญญา จึงควรตระหนักถึงความโชคดีและบุญคุณของครอบครัวและแผ่นดินไทยที่มอบโอกาสให้เติบโต พร้อมตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะตอบแทนบุญคุณเหล่านี้อย่างไรในอนาคต
อธิการบดีกิตติคุณยังชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันสังคมกำลังเผชิญแนวคิดและความเชื่อหลายประการที่น่าเป็นห่วง ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตนเองและความสำเร็จในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้แก่ 1. ความเชื่อว่ารวยได้อย่างรวดเร็วหากเจอ “จังหวะชีวิตที่ดี” ทำให้หลายคนมองข้ามงานที่มีอยู่ มองหาความสำเร็จทางลัดจนขาดสมาธิและขาดความตั้งใจเรียนรู้ ทั้งที่ความจริงมีเพียงคนส่วนน้อยมากที่ประสบความสำเร็จแบบรวดเร็ว ดังนั้นการทำงานด้วยความมั่นคง อดทน และต่อเนื่องคือเส้นทางที่แท้จริงของความก้าวหน้า
2. ความปรารถนาที่จะรวยไว แต่ทำงานให้น้อยที่สุด แนวคิดนี้ทำให้คนรุ่นใหม่ดูแคลนงานที่ทำอยู่ ไม่ตั้งใจพัฒนาตนเอง และทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน หวังผลตอบแทนสูงโดยไม่สร้างคุณค่าให้ตัวเอง จนอาจเปิดช่องให้เลือกเส้นทางผิดกฎหมายหรือเส้นทางลัดที่อันตราย เช่น การพนันหรือการหลอกลวง ซึ่งมักจบลงด้วยความพินาศ และ 3. ความต้องการ “สุขสมอย่างทันด่วน” ตามแรงกระตุ้นของเทคโนโลยี การเสพความสะดวกอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้คนตกเป็นเหยื่อกลยุทธ์ทางการตลาดที่เร่งเร้าให้บริโภคเกินจำเป็น ดังนั้น การรู้เท่าทันการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการบังคับใจตนเองในการบริโภคอย่างสมเหตุสมผล โดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบผู้อื่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
จากทั้ง 3 ประเด็นนี้ รศ.ดร.วรากรณ์สรุปว่า ประเด็นของการสะท้อนความคิดที่สำคัญในวาระแห่งความสำเร็จนี้ก็คือ การอยู่บนโลกแห่งความจริงที่ความร่ำรวย และความก้าวหน้าในชีวิตเป็นไปตามขั้นตอนเสมอ และไม่พึงเพ้อฝันแสวงหาความร่ำรวยในเวลาอันรวดเร็วจนทำให้สูญเสียความบากบั่นในการทำงานที่รับผิดชอบ จนเสียโอกาสการเรียนรู้ที่สำคัญในชีวิตไป พร้อมอวยพรดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิตทุกคนให้ประสบแต่สิ่งงดงาม เจริญรุ่งเรืองทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว พร้อมมีพลังใจที่เข้มแข็งเพื่อดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขทั้งกายและใจ
ขณะที่ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้ยกระดับวิสัยทัศน์สู่การเป็นสถาบันขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านของโลกธุรกิจ ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และความต้องการด้านความยั่งยืนของสังคม
โดยมหาวิทยาลัยได้กำหนด “DPU DNA” เป็นกรอบคุณลักษณะบัณฑิตยุคใหม่ ครอบคลุมทักษะผู้ประกอบการ การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา ความเชี่ยวชาญดิจิทัล ความสามารถในการปรับตัว และการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมนำระบบ Outcome-Based Education มาออกแบบหลักสูตรร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อให้สมรรถนะของผู้เรียนตอบโจทย์ตลาดแรงงานและพร้อมทำงานจริง
ส่วนด้านงานวิจัย มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการวิจัยเชิงประยุกต์ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ Wellness, Technology & Innovation และ Future Workforce โดยนำผลงานไปเชื่อมโยงกับบริการวิชาการและการสร้างรายได้ให้ชุมชน ผ่านการจดลิขสิทธิ์และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนหลักคิดของมหาวิทยาลัยที่ว่า “องค์ความรู้ต้องออกจากห้องเรียนสู่สังคม”
นอกจากนี้ยังพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบนิเวศการเรียนรู้ยุคใหม่ได้อย่างเท่าเทียม และได้รับการรับรองคุณภาพระดับ Premier Status จากสถาบันประเมินคุณภาพสากล ASIC ซึ่งตอกย้ำความเป็นมหาวิทยาลัยมาตรฐานนานาชาติในด้านวิชาการ การบริหารจัดการ ความปลอดภัยผู้เรียน และการพัฒนาความเป็นสากล
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยยังยึดหลัก 3 ประการในการดำเนินงาน ได้แก่ คุณภาพทางวิชาการ การสร้างประสบการณ์ผู้เรียนที่มีคุณค่า และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ในทุกมิติ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมแสดงความยินดีกับบัณฑิตทุกท่าน และอวยพรให้ก้าวสู่เส้นทางอาชีพด้วยความสำเร็จ สุขภาพดี และความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน
งานพิธีประสาทปริญญาบัตรในครั้งนี้ยังได้รับเสียงสะท้อนของผู้สำเร็จการศึกษา อย่างน้องออมเล็ต หรือนางสาวสิริยากร ธีรทองดี บัณฑิตป้ายแดงจากหลักสูตรการสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ DPU เล่าว่า การจบการศึกษาภายใน 4 ปี ท่ามกลางงานหลายบทบาท ทั้งการถ่ายซีรีส์ การสร้างคอนเทนต์ในฐานะ TikToker และงานพิธีกร Mono29 Music Station เป็นเรื่องท้าทายแต่เต็มไปด้วยความภูมิใจ แม้จะดีใจที่ถือปริญญาในมือ แต่ก็แอบใจหายเมื่อต้องออกจากห้องเรียน เพื่อน และอาจารย์ที่ผูกพันมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ผ่านความท้าทายต่างๆ ได้จนมีวันที่ดีในวันนี้
"อยากจะบอกว่ารักคณาจารย์นิเทศฯ ที่มีความเข้าใจเด็กมากๆ เหมือนเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่งที่สามารถแนะนำได้ทุกเรื่อง ปรึกษาได้ทุกอย่างจริงๆ หากนักศึกษาหรือน้องๆ กลัวที่จะเข้าหาก็ขอแนะนำให้เข้ามาพูดคุยได้"
หลักสูตรของ DPU เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ค้นหาและต่อยอดศักยภาพได้จริง รายวิชาที่สอนโดยคณาจารย์รุ่นใหม่สร้างบรรยากาศการเรียนที่เป็นกันเองเหมือนพี่น้อง และสามารถนำความรู้ไปใช้พัฒนางานได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคาแรกเตอร์ ปรับคุณภาพคอนเทนต์ หรือทำงานแบบมืออาชีพ อีกทั้งยังมุ่งพัฒนาทักษะ Multi-skill และเสริมสร้างความเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการฝึกปฏิบัติงานจริงกับภาคธุรกิจภายใต้ MOU ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานจริง ทำให้ผลงานมีคุณภาพ ได้รับความเชื่อมั่น และเปิดโอกาสใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ในอีกมุมหนึ่งของเวที ความภาคภูมิใจก็ปรากฏอยู่บนใบหน้าของมหาบัณฑิตท่านหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการเรียนรู้ไม่มีวันสายเกินไป และอายุไม่ใช่ข้อจำกัดของความฝัน นางอรวรรณ อัศนียานนท์ หรือที่เพื่อนๆ เรียกว่า ป้าวรรณ จากหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต ซึ่งสำเร็จการศึกษาในวัย 76 ปี เปิดเผยด้วยความภาคภูมิใจว่า การได้เรียนจบปริญญาโทสาขาบัญชีที่ DPU ถือเป็น "รางวัลที่ดีของชีวิต" การตัดสินใจกลับมาศึกษาต่อครั้งนี้เกิดจากแรงบันดาลใจและคำชักชวนของเพื่อน และเห็นพ้องว่าหลักสูตรของ DPU มีคุณภาพและน่าสนใจ
นางอรวรรณเล่าว่า บรรยากาศการเรียนเต็มไปด้วยความสนุกสนานและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นผู้ใหญ่ ทำให้การเรียนมีชีวิตชีวาและไม่จำกัดอายุ พร้อมชื่นชมคณาจารย์ที่ตั้งใจถ่ายทอดความรู้ สามารถดูแลนักศึกษาจำนวนมากได้อย่างไม่น่าเบื่อ การเรียนในวัยกว่า 70 ปีไม่ใช่อุปสรรค แต่กลับช่วยให้ได้อัปเดตโลกและขยายมุมมองใหม่ๆ เพราะแรงผลักดันสำคัญคือการที่นางอรวรรณ "ไม่อยากเป็นคุณป้าหลังเขา"
“คณาจารย์ได้ช่วยให้มองเห็นแนวทางงานวิทยานิพนธ์และกำหนดหัวข้อที่มีคุณค่า จนผลงานมีความหมายต่อวงการบัญชี” นางอรวรรณสรุปว่า หลักสูตรของ DPU ดีและคณาจารย์ตั้งใจถ่ายทอดเต็มที่ พร้อมฝากข้อคิดถึงผู้ที่สนใจศึกษาต่อว่า "อย่าหยุดที่จะเรียนรู้" และ "ใฝ่รู้" เพราะการเรียนไม่ยากอย่างที่คิด และสิ่งที่เรียนในวันนี้ แม้ยังไม่เห็นผลทันที แต่จะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน


