xs
xsm
sm
md
lg

MUSASHI-มิยาโมโตะ มุซาชิ ภาค 3 ไฟ สัญญาของนักดาบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นวนิยายอิงประวัติศาสตร์
ตำนานนักดาบผู้ก่อกำเนิดสำนักนิเท็นอิจิริว และ คัมภีร์ห้าห่วง
บทประพันธ์ของ โยชิกาวะ เออิจิ (1892-1962)
-แปลและเรียบเรียงโดย ฉวีวงศ์ อัศวเสนา

1
“พ่อเฒ่าสิ้นใจเสียแล้ว”
พอสิ้นเสียงหนุ่มชาวประมงแม่เฒ่าโอซูงิก็หยุดร้องไห้ทันควัน หันไปจ้องหน้าคนพูดเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วตวาดเจ้าหนุ่มที่พยายามช่วยชีวิตอากงคนนั้นเสียงเกรี้ยว
“ว่ายังไงนะ สิ้นใจแล้วงั้นรึ แล้วทำไมแม่สาวคนนั้นถึงได้รอด พวกเจ้าคิดยังไงถึงได้ปล่อยให้ญาติข้าตายคนเดียว”
ยิ่งพูดก็ดูเหมือนจะยิ่งบันดาลโทสะ นางผลักเจ้าหนุ่มสองสามคนที่เข้ามาช่วยด้วยความหวังดีกระเด็นไปคนละทางสองทาง
“ไปเลย ไปกันให้หมด อีแก่คนนี้แหละจะช่วยอากงให้ฟื้นขึ้นมาเอง”
ว่าแล้วก็ลงมือใช้วิธีช่วยชีวิตเท่าที่เคยเรียนรู้มาพลิกร่างของอากงไปมา ปลุกปล้ำอยู่กับศพด้วยความพยายามที่จะปลุกให้ญาติสนิทมิตรคู่ใจฟื้นคืนมาจนได้ ชาวบ้านที่ผ่านไปมาหยุดยืนดูอยู่กับกลุ่มหนุ่มชาวประมง อดสะเทือนใจไม่ได้บางคนถึงกับน้ำตาซึม บางคนก็ยื่นมือเข้าไปช่วยด้วยความเวทนาสงสาร แต่ไม่นานก็เห็นฤทธิ์แม่เฒ่าและผละกระเจิงไปตาม ๆ กัน
ก็จะไม่ให้เคืองได้ยังไงในเมื่อนางชี้นิ้วสั่งและด่ากราดอย่างไม่เกรงใจราวกับทุกคนเป็นบริวารช่วงใช้
กดตรงนี้สิ...ทำอย่างนั้นมันจะได้เรื่องยังไง เอ็งนี่ใช้ไม่ได้เลยจริง ๆ ...แล้วนั่นเอ็งเฉยอยู่ทำไม ก่อไฟเข้าสิ ไม่เห็นหรือว่าตาเฒ่าตัวเย็นเฉียบแล้ว...เอ็งนั่นแหละไปเอายามา ไม่ได้ยินรึไง ข้าบอกให้ไปเร็ว ๆ
“บ้าหรือเปล่าเนี่ย”
“ข้าก็ว่ายังงั้น แกดูไม่ออกรึว่าคนสลบกับคนตายต่างกันยังไง คิดว่าปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ก็ทำไปคนเดียวเถอะ ไท่มีใครเขาบ้าด้วยหรอก”
ชาวบ้านพยักหน้าเห็นพ้องต้องกันและแยกย้ายกันกลับไปคนละทางสองทาง
เย็นมากแล้ว ชายหาดว่างเปล่าไร้ผู้คน แสงสีหมากสุกลำสุดท้ายของวันสะท้อนหมู่เมฆที่ลอยตัวอยู่จาง ๆ ที่แนวขอบฟ้า
แต่แม่เฒ่าโอซูงิก็ยังไม่ละทิ้งความหวัง แกก่อไฟขึ้นตรงนั้น ดึงร่างของอากงเข้ามากอดไว้และผิงไออุ่นด้วยกัน พลางเรียกไม่หยุดปาก ด้วยน้ำเสียงเหมือนปลุกคนที่กำลังหลับสนิทให้ตื่นขึ้นมาพูดคุยกัน
อากงเอ๊ย อากง
คลื่นดำเลื่อมซัดสาดฝั่งเป็นจังหวะราวกับขานรับคำเรียก
แม่เฒ่าโอซูงิกอดอากงผิงไฟอยู่นานแต่ตัวพ่อเฒ่าก็ไม่อุ่นขึ้น แต่นายแม่บ้านใหญ่หญิงแกร่งแห่งตระกูลฮนอิเด็นก็ยังสู้ ด้วยความเชื่อมั่นอย่างปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ว่าอากงญาติผู้ใหญ่แห่งตระกูลจะตื่นขึ้นมาพูดคุยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่เฒ่าหยิบยาในตลับพกพาขึ้นมาเคี้ยวและป้อนเข้าปากก็แล้ว จับเขย่าตัวแรง ๆ ก็แล้ว แต่อากงก็ยังนิ่งสนิท
“องกง ลืมตาเดี๋ยวนี้เลย พูดอะไรออกมาสักคำหนึ่งสินิ่งอยู่ทำไม เจ้าจะทิ้งข้าไว้คนเดียวไม่ได้นะ อากง...เรายังไม่ได้ล้างแค้นเจ้ามูซาชิ ยังไงได้จัดการกับโอซือนางหญิงทรยศให้สาสม แล้วเจ้าจะทิ้งข้าไปได้ยังไง”


2
ค่ำแล้ว เสียงลมพัดผ่านยอดสนประสานกับเสียงคลื่นซัดสาดฝั่งแว่วมาไกล ๆ
อาเกมินอนหลับไม่ได้สติอยู่ในห้องของโรงเตี๊ยม เซอิจูโรนั่งเฝ้าอยู่ข้างหมอนหน้าซีดขาวกว่าคนเจ็บเสียอีก พอเอื้อมมือไปขยับหมอนเผื่อว่าจะได้นอนสบายขึ้น จึงรู้ว่าตัวร้อนจี๋และสัมผัสนั้นทำให้อาเกมิรู้สึกตัวครางออกมาคล้ายละเมอ
“... ... ...”
เซอิจูโรนั่งคอตก เห็นชัดว่ากำลังทุกข์ทรมานอยู่กับการถูกสำนึกผิดชอบชั่วดีประนามความโหดร้ายลุแก่พลังอำนาจของตนเองอยู่อย่างดุเดือด
หนุ่มฉกรรจ์กลัดมันราวสัตว์ป่าใช้กำลังหักโหมย่ำยีพรหมจรรย์ของสาวน้อยจนหนำใจเมื่อครู่ก่อน คือคนเดียวกันกับที่นั่งพยาบาลอยู่ข้างหมอนเหยื่อความหื่นกระหายของตนที่สิ้นแล้วซึ่งพลังกายและพลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ สัตว์ป่าดุร้ายและชายใจอารีอยู่ในร่างคนเดียวกัน...เซอิจูโร อาจารย์น้อยแห่งสำนักดาบโยชิโอกะ
การใช้ชีวิตสองภาคที่ต่างกันสุดขั้วภายในหนึ่งวันอันแสนสั้นผลาญพลังในกายตัวของเซอิจูโรไปแทบหมดสิ้น แต่ก็ยังต้องพยายามสงวนท่าทีของเจ้าสำนักดาบไว้ด้วยการวางท่าให้ขึงขัง และปั้นหน้าเคร่งขรึมให้ดูน่าเกรงขาม
“ทำใจดี ๆ ไว้ อย่างคิดมากไปเลยอาเกมิ วันหนึ่งเจ้าจะเข้าใจเองว่าผู้ชายไม่ว่าใครก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้นไม่เฉพาะแต่ข้าคนเดียว วันนี้ที่ข้าเผลอตัวทำกับเจ้าเกินไปก็เพราะรักเจ้าล้นเหลือจนไม่อาจหักห้าม อย่าตื่นตระหนกไปเลยนะ ข้าขอโทษ”
คำที่เซอิจูโรพร่ำกระซิบที่ข้างหมอนนั้นฟังแล้วไม่รู้ว่าจะเป็นคำปลอบโยนสาวน้อยอาเกมิหรือว่าปลอบใจตนเองกันแน่
ห้องมืดมิดไม่มีใครใส่ใจที่จะจุดตะเกียงให้มีแสงสว่าง นาน ๆ ทีอากามิจะขยับตัวทำให้มือขาว ๆ ยื่นออกมาจากผ้านวม และทุกครั้งเซอิจูโรก็จะจับให้ซุกเข้าไปตามเดิมอย่างทนุถนอม
“ว...วันนี้วันที่เท่าไร”
อยู่ ๆ อาเกมิก็ถามขึ้นลอย ๆ คล้ายละเมอ
“ว่าไงนะ...”
“อีกกี่วันจึงจะถึงวันปีใหม่”
“อีกเจ็ดวันเท่านั้น เจ้าต้องหายก่อนปีใหม่แน่ แล้วเรากลับไปฉลองปีใหม่กันที่เกียวโตนะ”
เซอิจูโรก้มลงไปบอกจนใบหน้าแทบจะแนบกัน
“อย่านะ”
อาเกมิกรีดร้องเสียงแหลมพร้อมกับตบหน้าที่ก้มลงมาสุดแรง
“ไปให้พ้น”
พอรู้สึกตัวขึ้นมาได้ สาวน้อยก็ก่นด่าไม่หยุดพลางร้องไห้เหมือนบ้าคลั่งจนเซอิจูโรต้องผงะออกมา
“บ้า ไอ้ผู้ชายบ้ากาม”
“... ... ...”
“แกมันสัตว์ป่าชัด ๆ”
“... ... ...”
“ข้าเกลียดแก ชังน้ำหน้า ไป ไปให้พ้น”
“อาเกมิ ฟังข้าก่อน ยกโทษให้ข้านะ”
“ไม่ ไม่ ไม่ต้องมาพูด”
อาเกมิกรีดเสียงโหนหวนขึ้นไปอีก มือขาวบอบบางตะกุยตะกายหมายทำร้ายอีกฝ่ายอยู่ในความมืด เซอิจูโรจนปัญญาทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองนางอาละวาดอยู่อย่างนั้นจนสงบไปเอง และถามขึ้นอีกว่า
“วันนี้วันที่เท่าไร”
“... ... ...”
“ยังไม่ปีไหมอีกเหรอ”
“... ... ...”
“ท่านมูซาชิบอกว่าจะมาอยู่ที่สะพานโกโจทุกเช้าตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่จนถึงวันที่ 7 ข้าอยากให้ถึงวันขึ้นปีใหม่เร็ว ๆ จังเลย อยากรีบกลับเกียวโต และถ้าไปที่สะพานโกโจก็จะพบท่านมูซาชิยืนอยู่ตรงนั้น”
“อะไรนะ มูซาชิรึ”
“... ... ...”
“มูซาชิ...เจ้าหมายถึงมิยาโมโตะ มูซาชิคนนั้นน่ะรึ”
เซอิจูโรก้มหน้าลงไปถามด้วยความประหลาดใจ แต่อาเกมิไม่ตอบและหลับไปอีกครั้ง
ใบสนแห้ง ๆ ปลิวตามลมมากระทบประตูบุกกระดาษสา แว่วเสียงฝีเท้าม้าดังใกล้เข้ามาและไม่นานก็เห็นแสงจากคบเพลิงวอมแวมอยู่นอกประตู สาวใช้ของโรงเตี๊ยมเดินนำใครคนหนึ่งเข้ามาพร้อมกับบอกว่า
“อาจารย์น้อยอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ”
3
“ใครมารึ ถ้ามาหาเซอิจูโรละก็ ข้าอยู่นี่”
เซอิจูโรรีบเข้าไปในห้องข้าง ๆ ปิดประตูห้องที่อาเกมินอนอยู่ แล้วทำหน้าให้ดูเป็นปกติ
“อูเอดะ เรียวเฮ ขอรับ”
ผู้มาเยือนในชุดเดินทางขะมุกขะมอมตอบก่อนเลื่อนประตูเปิดออกและนั่งลงตรงปากประตูนั่นเอง
“อ้อ อูเอดะเองรึ”
พอเห็นหน้าศิษย์เอกเซอิจูโรก็รู้สึกสังหรณ์ขึ้นมาทันทีว่าคงจะเกิดอะไรขึ้นสำนักในเกียวโต อูเอดะ เรียวเฮเป็นหนึ่งในบรรดาศิษย์เอกของสำนักดาบโยชิโอะ อันมีกิอองโทจิ นัมโป-โยอิจิเบ มิอิเกะ-จูโรเอมอน โคบาชิ-คูรันโดะ และอีกสองสามคนซึ่งเป็นกลุ่มที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าจอมวิทยายุทธ์ทั้งสิบ
การมาโอซากาครั้งนี้เป็นการเดินทางระยะใกล้ จึงไม่ได้ชวนลูกศิษย์ลูกหาให้ตามมามากนัก เรียวเฮอยู่ในพวกที่ถูกทิ้งให้เฝ้าโรงฝึกวิชาดาบที่ชิโจ แต่ดูจากเครื่องแต่งกายและการที่ขี่ม้ามาทำให้มองว่าน่าจะมีเรื่องด่วน ความจริงระหว่างอยู่ที่นี่เซอิจูโรก็มีอะไรที่เป็นห่วงอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีอะไรด่วนถึงขนาดที่เรียวเฮต้องควบม้าเร็วมาขนาดนี้ จะว่ามาหารือเรื่องที่ต้องหมุนเงินชำระหนี้ให้ทันก่อนสิ้นปีก็ไม่น่าใช่
“มาทำไม ระหว่างที่ข้าไม่อยู่เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นรึ”
“ขอรับ ข้าจะบอกเดี๋ยวนี้ และต้องขอให้อาจารย์น้อยกลับสำนักเดี๋ยวนี้เลย”
“อะไรรึ”
“คืออย่างนี้ขอรับ”
ขณะที่กำลังล้วงมือทั้งสองเข้าไปที่อกเสื้อค้นหาของที่ต้องการนั้นเอง เรียวเฮก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องดังออกมาจากห้องด้านใน
“อย่านะ ไอ้บ้า ไปให้พ้น
เซอิจูโรรู้ว่าอาเกมิคงฝันร้ายและละเมอกรีดร้องออกมา แต่เรียวเฮไม่รู้เรื่องมาก่อนจึงตกใจเพราะคิดว่ามีผู้หญิงถูกคุกคามอยู่จริงในห้องด้านในนั้น
“ใครเป็นอะไร”
“ไม่มีอะไรหรอก อาเกมิไม่สบายตั้งแต่มาถึงที่นี่ คงจะละเมอเพราะผิดไข้น่ะ”
“อาเกมิหรือขอรับ”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ว่าแต่ธุระด่วนของเจ้าน่ะมันอะไร บอกเร็ว ๆ หน่อยได้ไหม”
“นี่ขอรับ”
เรียวเฮล้วงจดหมายจากอกเสื้อออกมาส่งให้ ก่อนเลื่อนตะเกียงที่หญิงรับใช้เอามาวางไว้ให้เข้ามาชิดตัวอาจารย์น้อย
เซอิจูโรปรายตาไปมอง
“อ้อ ส่งมาจากมูซาชิ”
“ใช่ขอรับ”
เรียวเฮตอบด้วยเสียงหนักแน่น
“เปิดออกอ่านหรือยัง”
“อ่านแล้วขอรับ เราเห็นว่าน่าจะเป็นเรื่องด่วน เลยปรึกษากันและเห็นพ้องให้เปิดออกอ่าน”
“เขียนมาว่ายังไง”
เซอิจูโรถามแทนที่จะยื่นมือไปรับจดหมายมาอ่านเองในทันที
ที่ผ่านมาแม้ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงคน ๆ นี้ให้ได้ยิน แต่เซอิจูโรก็ต้องยอมรับว่าชื่อของมิยาโมโตะ มูซาชิติดอยู่ในใจของตนอยู่ตลอดเวลา แม้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่พาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอีก และไม่คิดว่าจะมีการติดต่อกันทางจดหมายด้วย
การได้รับจดหมายจากมูซาชิในไม่กี่อึดใจหลังจากที่อาเกมิพูดถึง ทำเอานักดาบเจ้าสำนักถึงกับเย็นวาบขึ้นมาตามแนวสันหลังเหมือนถูกน้ำแข็ง ขนลุกเกรียวขึ้นมาทั้งตัว
เซอิจูโรรับจดหมายของมูซาชิมาวาง มองดูเฉย ๆ โดยไม่เปิดออกอ่าน
เรียวเฮกัดริมฝีปาก แล้วเค้นเสียงออกมาด้วยความขัดเคือง
“มูซาชิมาตามที่พูดไว้จริง ๆ ตอนที่ได้ยินหมอนี่พูดโวเอาไว้เมื่อฤดูใบไม้ผลิก่อนกลับไป ข้านึกว่าจะไม่มีวันกลับเหยียบเกียวโตอีกเป็นแน่ แต่อาจารย์น้อยดูความอหังการของมันเสียบ้าง จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายท้าทายจ่าหน้าถึงโยชิโอกะ เซอิจูโรและทุกคนในสำนักดาบโยชิโอกะ ลงชื่อชินเม็น มิยาโมโตะ มูซาชิ คนเดียว เป็นการบังอาจมากที่คิดสู้แบบบุกเดี่ยว”
4
จดหมายของมิยาโมโตะ มูซาชิไม่ได้ระบุว่าส่งมาจากไหน และข้อความในจดหมายก็ไม่มีนัยยะที่จะพอให้คิดได้ว่านักดาบหนุ่มผู้นี้อยู่ที่ไหน
แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม จดหมายฉบับนี้บ่งชัดแล้วว่ามูซาชิไม่ได้ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับศิษย์สำนักโยชิโอกะ และหลังจากอ่านจดหมายแล้วทุกคนจะต้องตระหนักว่า บัดนี้มิยาโมโตะ มูซาชิกับตระกูลโยชิโอกะอยู่ในภาวะสงครามซึ่งมีอยู่แค่สองฝ่ายคือผู้ฟันและผู้ถูกฟัน
การประลองยุทธคือการต่อสู้จนถึงที่สุด และผลของต่อสู้จนถึงที่สุดคือมีชีวิตอยู่หรือถูกคร่าชีวิต ความสำคัญสูงสุดอยู่เกียรติศักดิ์ของนักรบซามูไรและฝีมือดาบ ทุกขั้นตอนเดิมพันกันด้วยชีวิตไม่มีการพูดจาวางโตโอหังหรือแสดงกลเม็ดเด็ดพรายให้ดูกันเล่น ๆ
การที่โยชิโอกะ เซอิจูโรก็ยังไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้นั้นนับว่าเป็นอันตรายยิ่งนัก อาจารณ์น้อยยังไม่รู้ตัวเลยว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะอยู่อย่างสำเริงสำราญสนุกสนานไปวัน ๆ อีกแล้ว
บรรดาศิษย์เอกที่เคร่งครัดกับขนบประเพณีของนักดาบระอาใจกับการใช้ชีวิตอย่างหนุ่มเจ้าสำราญของเซอิจูโรกันอยู่แล้ว ยิ่งได้อ่านจดหมายท้าทายของมูซาชิฉบับนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งเดือดดาล บ้างก็บ่นว่า เวลาเกิดเรื่องเดือดร้อนที่สำนักทีไร เจ้าสำนักก็ไม่อยู่ทุกที บ้างก็คิดถึงบารมีของอาจารย์เค็มโปผู้ก่อตั้งสำนักที่ล่วงลับ นี่ถ้าท่านอาจารย์เค็มโปอยู่คงไม่เป็นอย่างนี้ รำพันพลางน้ำตาแทบจะหยด บ้างก็กัดฟันกรอดที่นักดาบฝึกหัดบังอาจหยามน้ำหน้าเอาได้
หลังจากเห็นพ้องกันแล้วว่าควรให้เซอิจูโรรู้เรื่องและกลับเกียวโตโดยเร็ว อูเอดะ เรียวเฮก็กระโจนขึ้นม้าควบตะบึงเข้า โอซากาทันที แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเพราะพอมาถึงและยื่นจดหมายให้ เซอิจูโรกลับรับเอาไปวางตรงหน้าแล้วมองเฉยอยู่โดยไม่เปิดออกอ่าน
“อาจารย์น้อยเปิดออกอ่านสิขอรับ”
เรียวเฮอดรนทนไม่ได้จึงเตือนขึ้น
“หือ...นี่น่ะรึ”
และแล้วเซอิจูโรก็หยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่าน
ขณะอ่านปลายนิ้วของเซอิจูโรที่จับกระดาษอยู่เริ่มสั่นนิด ๆ อย่างที่เจ้าตัวไม่อาจปกปิดไว้ได้ ไม่ใช่เพราะมูซาชิใช้ตัวอักษรหรือถ้อยคำที่แสดงความก้าวร้าวคุกคาม แต่เป็นเพราะสภาพจิตใจของตนที่กำลังอ่อนแออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เสียงละเมอของอาเกมิที่ดังแว่วผ่านประตูบานเลื่อนมาจากห้องด้านใน ทำให้จิตใจของนักรบซามูไรที่เข้มแข็งและทระนงในศักดิ์ศรีสั่นคลอน ถ้าให้เปรียบก็เหมือนเรือที่โคลงเคลงอยู่ในหนองน้ำและล่มลงจมปลักโคลน
ข้อความในจดหมายของมูซาชิเรียบง่ายและตรงจุด
หวังว่าท่านคงสบายดี
ที่เขียนมาวันนี้ก็เพื่อถามถึงเรื่องที่สัญญากันไว้
ว่าเราควรพบวันไหน เวลาใด และที่ไหนดี
ข้าไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พร้อมที่จะไป
ตามสัญญาในวัน เวลา และสถานที่ที่ท่านกำหนด
กรุณาปักป้ายเขียนคำตอบไว้ที่สะพานโกโจ
ก่อนวันที่ 7 ของปีใหม่
เชื่อว่าท่านคงฝึกฝนฝีดาบกันอย่างเฉียบคมเช่นเคย
ส่วนฝีดาบของข้านั้นคิดว่าน่าจะดีขึ้นเล็กน้อย
จาก ชินเม็น มิยาโมโตะ มูซาชิ
“กลับเกียวโตเดี๋ยวนี้เลย”
เซอิจูโรพับจดหมายใส่อกเสื้อแล้วผลุดลุกขึ้นยืน ความรู้สึกสับสนจนไม่อาจนิ่งอยู่ต่อไปได้ คิดอยู่อย่างเดียวคือต้องพาตัวออกไปจากที่นี่โดยเร็วเท่าที่จะทำได้
สิ่งแรกที่ทำคือเรียกเจ้าของโรงเตี๊ยมมา ให้เงินและออกปากฝากอาเกมิไว้ให้ช่วยดูแล เจ้าของโรงเตี๊ยมทำหน้าไม่ค่อยเต็มใจนักแต่ก็ต้องจำยอม
เซอิจูโรอยากหนีไปให้พ้นโรงเตี๊ยม พ้นไปจากห้องนี้ อยากลืมเหตุการณ์อันแสนอัปยศในคืนนั้นให้หมดสิ้น
“ขอยืมม้าด้วยนะ”
เซอิจูโรเตรียมตัวเดินทางอย่างฉุกละหุกเต็มที และไม่นานก็ขึ้นไปอยู่บนหลังม้าควบตะบึงไม่เหลียวหลังเหมือนหนีออกไปจากโรงเตี๊ยม โดยมีอูเอดะ เรียวเฮควบม้าตาม หายเข้าไปในหมู่ไม้อันมืดมิดของซูมิโยชิ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...