บรรยากาศการเมืองก่อนศึกเลือกตั้งปี 2569 เริ่มทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการทำงานและยุทธศาสตร์การหาเสียง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งถูกจับตามองอย่างมากในฐานะสมรภูมิสำคัญของหลายพรรคการเมือง
.
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวขอบคุณ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ที่เปิดโอกาสให้พรรคกล้าธรรมได้เข้ามามีพื้นที่และทำงานทางการเมืองในจังหวัด พร้อมยอมรับว่าพรรคมีความคาดหวังในพื้นที่ดังกล่าว และความหวังก็เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเตรียมจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในจังหวัดปทุมธานีในเร็วๆ นี้
.
เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการได้รับแรงสนับสนุนจาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ร.อ.ธรรมนัส ยอมรับว่า การทำงานทางการเมืองจำเป็นต้องเข้าพบและพูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่ และได้มีโอกาสหารือทางการเมืองร่วมกันจริง ขณะที่ความคาดหวังจำนวนที่นั่ง สส. ในจังหวัดปทุมธานี พรรคกล้าธรรมตั้งเป้าไว้ประมาณ 4–5 เขต
.
ส่วนกระแสพรรคการเมืองอื่นที่เคยได้รับความนิยมในพื้นที่ รวมถึงฐานเสียงคนรุ่นใหม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า พรรคกล้าธรรมมียุทธศาสตร์ของตัวเอง พร้อมย้ำถึงประสบการณ์ด้านการรบและการวางแผน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานทางการเมือง พร้อมชี้ว่าจุดแข็งของพรรคในปทุมธานีคือการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงวิกฤตน้ำท่วมและการช่วยเหลือด้านการเกษตร ซึ่งตนเข้าไปเป็นคนแรกๆ มาโดยตลอด
.
ในช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงบรรยากาศการหาเสียงที่เริ่มมีการโจมตีกันทางการเมือง โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ทุกพรรคการเมืองต่างก็มีแผลด้วยกันทั้งสิ้น พร้อมเตือนว่า การกล่าวหาหรือใช้วาทกรรมโจมตีว่าเป็นพรรคสีเทาควรระมัดระวัง เพราะบางพรรคอาจไม่ใช่แค่เทา แต่เข้าขั้นดำสนิท พร้อมระบุว่าตนมีข้อมูลจำนวนมากอยู่ในมือ แต่ยังไม่ต้องการเปิดเผยในเวลานี้ และขออย่าให้มีการใช้วิชามาร หรือการเล่นนอกเกมทางการเมืองมาโจมตีกัน
.
ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวด้วยว่า การหาเสียงควรแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ เคารพการตัดสินใจของประชาชน โดยตนไม่เลือกใช้วิธีโจมตีฝ่ายตรงข้ามบนเวทีปราศรัย แต่หากถูกเล่นนอกเกมหรือโจมตีเกินขอบเขต ก็พร้อมตอบโต้กลับเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงน้ำจิ้มเท่านั้น พร้อมย้ำว่า แม้ในช่วงเลือกตั้งจะมีการปะทะทางการเมือง แต่เมื่อถึงเวลาจัดตั้งรัฐบาล ทุกอย่างยังต้องเดินตามกลไกประชาธิปไตย และอยู่บนพื้นฐานของกติกา
.


