xs
xsm
sm
md
lg

สงครามโลกที่อาจกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท



เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงแทบไม่ต้องเสียเวลาพูดถึงเรื่อง “สงครามโลก-ไม่สงครามโลก”ต่อไปอีกแล้ว!!! เพราะถ้าว่ากันตามมาตรฐานของพระสันตะปาปา“ฟรานซิส” ประมุขจิตวิญญาณแห่งคริสตจักรคาทอลิก “สงครามโลกอย่างไม่เป็นทางการ” ได้อุบัติขึ้นมาเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว นับจากการเริ่มต้น “สงครามยูเครน” เมื่อต้นปีที่แล้ว หรือถ้าว่ากันตามมาตรฐานของฝ่ายรัสเซียเอง เช่นตามทัศนะ มุมมอง ของเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซียและที่ปรึกษาใกล้ชิดของประธานาธิบดี “ปูติน” ผู้นำรัสเซีย “นายนิโคไล พาทรูเชฟ”(Nikolai Patrushev) ซึ่งระบุไว้ในบทสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ “Argumenti I Fakti” ของรัสเซียเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า...“เหตุการณ์ในยูเครนไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างมอสโกและเคียฟ แต่เป็นการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างนาโตที่นำโดยอเมริกาและอังกฤษ”เพื่อหวัง “ฉีกรัสเซียออกเป็นชิ้นๆ”หรือหวัง “ลบประเทศรัสเซียออกจากแผนที่โลกให้จงได้!!!”เช่นเดียวกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ”ที่สรุปไว้สั้นๆ แต่ตรงไป-ตรงมา ว่า “บรรดาโลกตะวันตกที่นำโดยชาตินิวเคลียร์อย่างสหรัฐฯ...กำลังทำสงครามกับเรา!!!”...

ดังนั้น...สิ่งที่ประเทศเล็กๆ และแทบไม่รู้อีโหน่-อีเหน่อะไรด้วยเลย แต่อาจต้องเจอ “ลูกหลง” ไม่ว่าในทางหนึ่ง-ทางใด อย่างเช่นประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา หนีไม่พ้นต้องพยายาม “เจาะ-เกาะติด”ต้องคอย “อัปเดต”สถานการณ์ต่อไปเรื่อยๆ คงหนีไม่พ้นต้องหันไปให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ ต่อเรื่อง “นิวเคลียร์-ไม่นิวเคลียร์” นั่นแหละเป็นสำคัญ!!! เพราะถ้าหากมัน “ไปไกล” ถึงขั้นนั้น โอกาสที่ชาวโลกหรือพลโลก ที่ถึงแม้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย แต่อาจต้องเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง ไม่น้อยไปกว่า 5,000 ล้านคน ด้วยเหตุเพราะ “ฝุ่นนิวเคลียร์”จนแทบไม่เหลืออะไรจะรับประทานอีกต่อไป ไม่ว่าจะในน้ำมีปลา-ในนามีข้าว หรือไม่ว่าจะอุดมสมบูรณ์ขนาดไหน อย่างที่นักวิเคราะห์ นักสังเกตการณ์ เขาได้วาดภาพจำลองเอาไว้ ย่อมมีความเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ...

คือเรื่อง “นิวเคลียร์-ไม่นิวเคลียร์”นั้น...ถ้าหากใครเคยได้ลองอ่านข้อเขียน บทความของ “นายOlga Sukharevskaya”อดีตเจ้าหน้าที่ทูตยูเครน ว่าด้วยเรื่อง“Nuclear Ukraine? Amid concerns over alleged Russian threat, the world overlooks the real danger.” ที่ได้ไล่เรียงประวัติความเป็นมาของอาวุธนิวเคลียร์ในยูเครน ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตรัสเซียช่วงยุคสงครามเย็นที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นต้อง “อึ้ง-ทึ่ง-เสียว” ต้องขนหัวลุก-ขนคอตั้งเอาง่ายๆ เพราะอาจถือเป็นการส่งเสียง ส่งสัญญาณเตือนไว้ล่วงหน้า ว่าระหว่างที่ใครต่อใครกำลังกล่าวหาถึงภัยคุกคามนิวเคลียร์จากรัสเซียนั้น โลกทั้งโลกอาจ “มองข้ามอันตรายที่แท้จริง” นั่นคือ “ขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์” ที่ยังคงตกค้างอยู่ในยูเครน และอยู่ในกำมือในความต้องการบรรลุจุดมุ่งหมายอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ ของพวก “สุดโต่ง” อย่างพวก “นีโอ-นาซี” ในยูเครน หรือของกองทัพ “Azov Battalion”มาโดยตลอดนั่นเอง...

พูดง่ายๆ ว่า...โดยข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เจ้าของบทความรายนี้ ได้หยิบยกมาอ้างอิงถึงท่าทีของพวก “นีโอ-นาซี”อันถือเป็น “กองกำลังหลัก” ของยูเครนในการต่อสู้กับกองทัพรัสเซียในทุกวันนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 มาจนถึง ณ ปัจจุบัน คงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า บรรดากลุ่มคนเหล่านี้มุ่งหมายที่จะอาศัยขีดความสามารถนิวเคลียร์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในยูเครนนั่นเอง เป็น “เครื่องมือ” ในการต่อรอง ไม่ว่าในการเผชิญหน้ากับรัสเซีย หรือกระทั่งการเรียกร้องให้ชาติยุโรปทั้งหลายหันมาช่วยเหลือยูเครนอย่างเป็นเรื่อง-เป็นราว เป็นระบบและกิจการ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงไปเป็นอื่น ไม่ว่าโดยหลักฐาน เอกสารที่ “นายAndriy Biletsky” ผู้วางรากฐานแนวคิดนีโอ-นาซีให้กับกองทัพ “Azov Battalion”ได้ระบุถึงสิ่งเหล่านี้เอาไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 หรือ “นายOleg Tianibok” ผู้นำพรรคสังคมนิยมแห่งชาติ (Neo-Nazi Svoboda Party) ผู้เรียกร้องให้รัฐบาลยูเครนช่วงปี ค.ศ. 2009 เลิกล้มข้อตกลงการขจัดอาวุธนิวเคลียร์ในยูเครน ที่รู้จักกันในนาม “Budapest Memorandum”หรือ “พลตรีPyotr Garashchuk”อดีตตัวแทนกองทัพยูเครนที่ได้รับเชิญไปเยือนนาโต และได้ป่าวประกาศไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 ถึงความเป็นไปได้ที่ยูเครนจะริเริ่มโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไปจนทูตยูเครนประจำเยอรมนี “นายAndrey Melnik”ที่ระบุไว้เมื่อเดือนเมษายนไม่กี่ปีมานี้เอง (ค.ศ.2021) ว่าถ้าหากบรรดาประเทศตะวันตกไม่คิดจะช่วยเหลือยูเครนในการเผชิญหน้ากับรัสเซีย ยูเครนอาจจำเป็นต้องรื้อฟื้นโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ ฯลฯ ฯลฯ...

อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง...ที่ทำให้ “สิ่งตกค้าง” หลังจากการบรรลุข้อตกลงขจัดขีปนาวุธนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซีย-อเมริกาในช่วงยุคสงครามเย็น ที่ต้องขจัดหัวรบนิวเคลียร์จำนวนถึง 1,700 หัวรบในยูเครน จึงกลายเป็นสิ่งที่พวกชาตินิยมสุดโต่ง หรือพวก “นีโอ-นาซี”ในยูเครน พยายามนำมาใช้เป็นเครื่องต่อรองทั้งในแง่การเผชิญหน้ากับรัสเซีย หรือการกดดันให้ชาติตะวันตกต้องให้ความช่วยเหลือยูเครนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงไปเป็นอื่น หรือถือเป็น “นโยบายต่างประเทศยูเครน”หลังการ “ปฏิวัติสี”ปี ค.ศ. 2014 ที่ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาเอาเลยก็ว่าได้ เพราะแม้แต่ “ตัวแทน-ตัวตลก” ของอเมริกา อย่างประธานาธิบดี “Volodymyr Zelensky” ก็เคยงัดเอาเครื่องต่อรองที่ว่านี้ มาย้ำไว้ ณ ที่ประชุมความมั่นคงมิวนิก (The Munich Security Conference) ว่ายูเครนมีสิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง “Budapest Memorandum”ด้วยการหวนกลับไปสู่ความเป็น “ชาตินิวเคลียร์” เมื่อไหร่ก็ย่อมได้...

ด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้การรื้อฟื้นอาวุธนิวเคลียร์ในยูเครน จึงมีความเป็นไปได้สูงเสียยิ่งกว่าประเทศศัตรู-คู่กัดอเมริกาอย่างอิหร่านด้วยซ้ำ เพราะโดยโรงงานผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครนที่มีอยู่ถึง 5 โรงเป็นอย่างน้อย ไม่ว่าที่ Zaporozhye, Rovno, Khmelnitsky หรือที่เคยระเบิดตูมๆ ตามๆ อย่าง Chernobyl ฯลฯ ถือเป็นสมรรถนะพื้นฐานในการแปรรูป แปรร่าง การยกระดับไปสู่การประดิษฐ์คิดสร้างขีปนาวุธนิวเคลียร์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะด้วยการอาศัยพลูโตเนียมแทนยูเรเนียม หรือการใช้ยูเรเนียม-233 แทนยูเรเนียม-235 ที่อาจนำไปสู่การสร้างระเบิดที่มีความร้ายแรงไม่น้อยกว่า “Fat man bomb” ซึ่งอเมริกาเคยใช้ถล่มเมืองนางาซากิในญี่ปุ่นเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 หรืออาจเรียกว่า “ระเบิดสกปรก”(Dirty bomb) ที่กองทัพรัสเซียต้องออกมาโวยวายเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ว่ายูเครนกำลังคิดจะ “จัดฉาก”ด้วยระเบิดชนิดนี้ เพื่อชักลากยุโรปทั้งยุโรป ให้เข้าร่วมการเผชิญหน้าโดยตรงกับกองทัพรัสเซียในวันหนึ่ง-วันใด เอาเลยก็เป็นได้...

อีกทั้งนับตั้งแต่รัสเซียต้องตัดสินใจเปิดฉากบุกยูเครน เพื่อหวังจะ“Demilitarization”หรือ “Denazification”หรือไม่? เพียงใด? ก็แล้วแต่ การกระทำดังกล่าวเลยส่งผลให้การเจรจาตามสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ หรือ “The Strategic Arms Reduction Treaty (START)”ระหว่างรัสเซียและอเมริกานับแต่ปี ค.ศ. 2010 ซึ่งจะหมดอายุในปี ค.ศ. 2026 เลยยังคงค้างเต่อ หาทางออก-ทางไปต่อแทบไม่ได้ หรือกลายเป็นสิ่งที่ผู้สื่อข่าวพิเศษหนังสือพิมพ์ “Kommersant” ของรัสเซีย อย่างคุณ “Elena Chernenko”เธอถึงกับต้องสรุปว่า “US-Russia nuclear arms control has become a hostage to the conflict in Ukraine-here’s why it’s so dangerous” ถึงขั้นนั้น หรือเพราะสนธิสัญญาดังกล่าวถูกจับไว้เป็น “ตัวประกัน” เพื่อกดดันให้รัสเซียต้องเปลี่ยนท่าทีต่อกรณีความขัดแย้งยูเครน ไม่งั้น...ข่าวคราวเรื่องคุณพ่ออเมริกาที่พร้อมจะเห็นการหลั่งเลือดของ “ชาวยูเครนคนสุดท้าย” รวมทั้งสุนัขพูเดิลอย่างอังกฤษ กำลังคิดให้ความช่วยเหลือยูเครนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ หรืออย่างที่อดีตเลขาฯ นาโต “นายAnders Fogh Rasmussen” ผู้เดินทางไปเยือนไต้หวันเมื่อเร็วๆ นี้ เคยออกมายอมรับว่าได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ไปยังยูเครนตามคำขอ เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยในด้านนิวเคลียร์ อาจไม่ใช่แค่ความช่วยเหลือโดยปกติ-ธรรมดาเอาเลยก็เป็นได้??? แต่อาจสอดคล้อง รองรับ กับข่าวล่า-มาเรือ ที่หน่วยข่าวกรองรัสเซีย ระบุไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ว่าสถาบัน “Kiev Institute for Nuclear Research” ในเมือง Zheltye Vody กำลังเข้าสู่ระยะสุดท้ายในการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ที่สามารถผลิต “ระเบิดสกปรก”ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้!!!

อันนี้นี่เอง...ที่ทำให้รัสเซียเขาเลยต้องหันมาเสริมศักยภาพขีปนาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองอย่างเป็นเรื่อง-เป็นราว หรือทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่อาจเรียกว่าระหว่างรัสเซียกับโลกตะวันตกก็ย่อมได้ เลยไม่ใช่แค่ “สงครามโลก-ไม่สงครามโลก” เท่านั้น แต่อาจเตลิดเปิดเปิงไปถึงขั้น “สงครามนิวเคลียร์-ไม่นิวเคลียร์”เอาเลยก็ไม่แน่!!! โดยถ้าหากแนวโน้มมันดันเป็นไปตามนั้นขึ้นมาจริงๆ คงแทบไม่ต้องเสียเวลาไปปวดหัวเวียนเฮด เรื่อง “บิ๊กตู่” ไปต่อ-ไม่ไปต่อ เรื่องพรรคเผาไทย “แลนด์สไลด์-ไม่แลนด์สไลด์” เพราะโอกาสที่ทวยไทยทั้งหลายอาจต้องกลายเป็นหนึ่งในจำนวนพลโลก 5,000 ล้านคน ที่ต้องเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง เพราะ “ฝุ่นนิวเคลียร์” อันแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งโลก ย่อมมีสิทธิเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ!!!




กำลังโหลดความคิดเห็น