xs
xsm
sm
md
lg

เผด็จการโดยบรรษัท!!!

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


แจ็ค หม่า มหาเศรษฐีชาวจีน ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา
ปิดฉากสัปดาห์นี้...ด้วยเรื่องที่ไม่ถึงกับหนักหัว ปวดประสาท มากมายสักเท่าไหร่ แต่อาจไปทาง “หนักใจ” อยู่บ้างตามสมควร อันเนื่องมาจากการหาจุดลงตัว จุดพอเหมาะ พอดี ในการรับมือกับความก้าวหน้า ก้าวไกล ของบรรดาอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องไม้ ทางเทคโนโลยีประเภท “ดิจิทัล” ทั้งหลาย ที่นับวันจะมาแรงแซงโค้ง จนอาจก่อให้เกิด “เผด็จการแบบใหม่” หรือ “เผด็จการยุคใหม่” หรือที่ซ่อนรูป ซ่อนร่าง อยู่ภายใต้ความสุดแสนจะอิสระเสรี ของบรรดามวลมนุษย์ทั้งหลาย ที่ถนัดในการจิ้มๆ ทิ่มๆ อะไรต่อมิอะไร ในมือถือ ในอินเทอร์เน็ต จนอวัยวะบางส่วน อย่างนิ้วหัวแม่โป้ง ชักเป็นอะไรที่ “อันตราย”ระดับอาจก่อให้เกิดฉากสถานการณ์แบบที่คนปักษ์ใต้บ้านเรา เรียกว่า “หัวแม่มุยทิ่มรูดุย” หนักยิ่งเข้าไปทุกที...

ซึ่งฉากเหตุการณ์ทำนองนี้...ก็น่าจะอุบัติขึ้นท่ามกลางความ “เละเป็นขี้-เละเป็นโจ๊ก” ของประเทศมหาอำนาจสูงสุดของโลก ในด้านต่างๆ ไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร และการเทคโนโลยี อย่างคุณพ่ออเมริกาเขานั่นแหละ ที่หลังจากเกิดเหตุการณ์ “บุกรัฐสภา” โดยบรรดาผู้สนับสนุน “ทรัมป์บ้า” แค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง บรรดา “สื่อยักษ์ใหญ่ไฮเทค” ทั้งหลาย ไม่ว่า Twitter, Facebook, Instagram, Snapchat, Tik Tok, Google, Amazon,ไปจนถึง Pinterest ฯลฯ โน่นเลย เขาได้รวมหัว รวมตัว ปฏิบัติการ “ปิดปาก-ปิดจมูก” ของประธานาธิบดีอเมริกันและบรรดาผู้สนับสนุน ด้วยการห้ามโพสต์ ห้ามแชร์ ห้ามโน่น ห้ามนี่ชนิดแทบไม่เหลือรูหายใจเอาเลยแม้แต่น้อย อันไม่เพียงแต่ถือเป็นการล่วงละเมิด การทำลายหลักการพื้นฐานของ “เสรีภาพ” ตามแนวทางประชาธิปไตยฉบับอเมริกันชน หรือที่เรียกๆ กันว่า “Free Speech” ทั้งหลาย แต่ยังกลายเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า เอาไปเอามาแล้ว...พลังอำนาจของ “สื่อไฮเทค” ทั้งหลายเหล่านี้ อาจ “ใหญ่” ซะยิ่งกว่าประธานาธิบดีอเมริกันไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า!!!

ชนิดบรรดาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ในสังคมอเมริกันและสังคมโลก หลายต่อหลายราย ต้องออกมาตั้งข้อสังเกต ออกมาให้สมญานามต่อปฏิบัติการดังกล่าว กันเป็นจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าถือเป็นการ “Coup-by-Media” หรือถือเป็นการ “รัฐประหารของสื่อ” เอาเลยถึงขั้นนั้น ไม่ก็สรุปว่าเป็น “The Big Tech Crusade” หรือ “สงครามครูเสดของสื่อยักษ์ใหญ่” ไปจนถึงการเป็น “เผด็จการของบรรษัท” หรือ “Corporate Dictatorship” ฯลฯ เอาเลยก็ยังมี เพราะการสั่งห้ามโน่น ห้ามนี่ ห้ามโพสต์ ห้ามแชร์ อะไรต่อมิอะไรก็ตาม ของบรรดาสื่อดิจิทัลระดับยักษ์ๆ เหล่านี้ มันออกจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของอารมณ์-ความรู้สึก แบบ “ตัวกู-ของกู” หรือ “กูคือความถูกต้อง” นั่นแหละเป็นหลัก หรือเป็น “Unilateral Censorship” เป็นการเซ็นเซอร์ไปตามลัทธิอำเภอใจ ของบรรดาเจ้าของบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ไฮเทคทั้งหลายเป็นหลัก ที่คงไม่ต่างไปจากมาตรฐานแบบ “American Standard” ในเรื่องอื่นๆ หรือหนักไปทาง “โถส้วม” อะไรประมาณนั้น...

และการใช้ “มาตรฐาน” ในลักษณะทำนองนี้...ก็ไม่ได้เพียงแต่เกิดขึ้นในคราวนี้ คราวเดียวเท่านั้น บรรดาผู้ที่เคยจิ้มๆ ทิ่มๆ อยู่ใน Facebook, Twitter ฯลฯ หรืออะไรต่อมิอะไรน่าจะพอรับรู้ รับทราบ ได้เป็นอย่างดี ว่าถ้าอะไรไม่ต้องตาม “รสนิยม” ของผู้ซึ่งมีอำนาจและบทบาทในบรรดาสื่อเหล่านี้ โอกาสที่จะถูกปิดปาก ปิดจมูก ถูกกีดกัน ป้องกัน และเล่นงาน ด้วยกรรมวิธีต่างๆ ย่อมมีความเป็นไปได้มาโดยตลอด ไม่ได้มีอะไรที่ “อิสระ-เสรี” แบบสดชื่นเหมือนยืนอยู่บนเนินเขา หรือแบบ “ได้หมดถ้าสดชื่น” แม้แต่น้อย แถมยังไม่ได้มี “ความเป็นส่วนตัว” หรือ “ความเป็นพื้นที่สาธารณะ” ชนิดสามารถออกฤทธิ์ ออกเดชอะไรก็ย่อมได้ โดยเฉพาะเมื่อบรรดา “การแสดงออก” ใดๆ ก็ตาม ของสาธารณชน หรือปัจเจกบุคคล ในแต่ละราย ต่างถูกนำไปรวบรวมเป็น “ข้อมูล” ในการหาทาง “ควบคุม” และ “บังคับ” สิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามความปรารถนาและต้องการ ของผู้ที่มีอำนาจและบทบาทในสื่อยักษ์ใหญ่เหล่านี้ แบบแยบยล แนบเนียน และหนักหน่วง รุนแรง ยิ่งเข้าไปทุกที...

และอันนี้นี่แหละ...ที่บรรดาพวก “อีลีทโลก” ทั้งหลาย เขาคิดนำมาใช้ในการ “กอบเอาโคลนเหลวๆ” หรือสภาพความเป็นไปในสังคมโลกที่กำลังเละเป็นขี้-เละเป็นโจ๊กด้วยกันทั้งสิ้น มา “ปั้นใหม่” ให้เป็นรูป เป็นร่าง ไปตามที่ตัวเองปรารถนาและต้องการ หรือเพื่อที่จะทำให้ “โลกาภิวัตน์ที่ถูกขับเคลื่อนโดยทุนนิยม” สามารถเดินหน้าต่อไปได้อีกสักพักใหญ่ๆ ตามแบบฉบับที่ถูกเรียกขานกันในนาม “The Great Reset” อะไรทำนองนั้น ซึ่งได้นำมาเล่าสู่กันฟังไปแล้วหลายครั้ง หลายคราด้วยกัน อันอาจถือเป็นความพยายาม “เผด็จการโดยบรรษัท” หรือ “Corporate Dictatorship” แบบที่ใครต่อใครได้ให้สมญานามเอาไว้ก่อนล่วงหน้าและอาจถือเป็นแนวโน้มความเป็นไปของ “สังคมโลก” ในอนาคตเบื้องหน้า ที่บรรดาผู้ซึ่งคิดๆ เอาเองว่าความก้าวหน้า ก้าวไกล ของอุปกรณ์เครื่องไม้ เครื่องมือ ทางเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหลาย ช่างให้ “อิสระ-เสรี” กับตัวเองซะเหลือเกิน จนพร้อมที่จะนำเอาอิสระและเสรีเหล่านี้ ไปด่าใครต่อใคร ไปเหยียดหยาม ประณาม ไปทำลายค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณี เอกลักษณ์อัตลักษณ์ทางสังคมแต่ละสังคม ฯลฯ อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ในแทบจะทั่วทั้งโลก ล้วนแล้วแต่แทบไม่ต่างอะไรไปจาก “ไพร่” เราดีๆ นี่เอง!!!

ด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้บรรดา “รัฐชาติ” ในแต่ละประเทศ เลยต้องหันมาเข้มงวด หันมาเอาจริง-เอาจัง กับบทบาทและอำนาจ ของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ไฮเทคแต่ละราย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ยิ่งขึ้นทุกที ไม่ว่าในแง่ที่มาของรายได้ ไปจนถึงการเสียภาษี และที่สำคัญเอามากๆ ก็คือ “การผูกขาด” ที่สามารถเป็นไปอย่างแนบเนียนและแยบยลยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ที่กำลังขยับเนื้อ ขยับตัว ในเรื่องราวทำนองนี้ อย่างเอาจริง-เอาจังอยู่พอสมควร ก็คงหนีไม่พ้นไปจากพญามังกร อย่างคุณพี่จีนที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่ “เศรษฐกิจดิจิทัล” อย่างเป็นระบบและเป็นกิจการ ที่มีข่าวเมื่อวัน-สองวันมานี้ หรือหลังจาก “ทุนนิยมเผด็จการ” ในเมืองจีน ได้คว้าดาบ คว้ากระบี่ ออกมาฟาดฟันอภิมหาเศรษฐีดิจิทัล อย่าง “แจ็ค หม่า” ชนิดขาดสองท่อนกันเห็นๆ สูญเงินไปไม่น้อยกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย ในการระดมทุนเข้าสู่บริษัท “Ant Group” เพื่อเสริมบทบาทบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “Alibaba” ที่กำลังถูกร้องเรียน กล่าวหา ว่าพยายามควบคุมและบังคับ ไม่ให้ผู้ขายสินค้าในเครือข่ายตีตัวออกห่าง จนอาจนำมาซึ่ง “การผูกขาด” ชนิดที่อาจทำให้ “ทุนนิยมเสรี” ใหญ่กว่า “ทุนนิยมเผด็จการ” วันใด-วันหนึ่งขึ้นมาก็ไม่แน่...

ดังนั้น...เมื่อช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง บรรดาเจ้าหน้าที่ในกระบวนยุติธรรมของจีน รวมทั้งหน่วยงานสาธารณะด้านความมั่นคง จึงได้จัดการประชุมสัมมนา เสวนา กันอย่างเป็นทางการ ได้มีการนำเสนอรายงานไปยัง “Central Politic and Legal Affairs Commission” ถึงแนวโน้มที่การพัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ ทางอินเทอร์เน็ต อาจกลายเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับกฎหมายและความมั่นคงภายในประเทศจีน โดยมีความจำเป็นที่จะต้องหาทางปรับปรุง เปลี่ยนแปลง กฎ ระเบียบต่างๆ ให้เหมาะสม สอดคล้องกับความก้าวหน้า ก้าวไกลของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการหาทาง “ต่อต้านการผูกขาด” ไม่ให้มีโอกาสเกิดขึ้นบนแผ่นดินจีน แบบที่กำลังเกิดขึ้นในอเมริกา ชนิดที่ทำให้บรรดาบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ไฮเทคทั้งหลาย “ใหญ่” กว่าตัวประธานาธิบดีอเมริกาไปแล้วในทุกวันนี้ ส่วนบ้านเรานั้น...คงไม่ถึงกับต้องคิดอะไรมาก!!! หรือคงต้องง่วงเหงาหาวนอนกันต่อไป ด้วยเหตุเพราะความเป็นไปในแบบ “ใครใคร่ด่า-ด่า...ใครใคร่ตึ๊บ-ตึ๊บ” ต่อผู้ที่ตัวเองโกรธ เกลียด เคียดแค้น อาฆาต และริษยา ได้โดยอิสระและเสรี ตามแบบฉบับพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อไม่รู้กี่ร้อย กี่พันปี ที่ผ่านมา นั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...