xs
xsm
sm
md
lg

ตราอัปยศประดับ ‘ทรัมป์’

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา
เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา จะพ้นจากอำนาจและมีตราประทับว่าเป็นประธานาธิบดีที่ถูกกระบวนการถอดถอนให้ออกจากตำแหน่งถึง 2 ครั้ง เป็นความอัปยศที่ผู้นำทำเนียบขาวจะต้องแบกรับไว้ตลอดชีวิตไม่ว่าจะชอบหรือไม่

แม้ว่าแนวโน้มของการถูกถอดถอนครั้งนี้โดยรัฐสภาจะไม่ประสบความสำเร็จสำหรับพรรคเดโมแครตก็ตาม ยังถือว่าเป็นความสะใจทางการเมืองที่ทำให้มหาเศรษฐี จอมอหังการ จอมบูลลี่ และเป็นเจ้าของฉายาอะไรอีกหลายอย่างแทบกระอักเลือด

ทรัมป์อยู่เป็นผู้นำได้สมัยเดียว แถมยังถูกถอดถอน 2 ครั้ง มีพฤติกรรมฉาวทั้งบทสาธารณะและส่วนตัวต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน ซึ่งอาจจะไม่มีใครเทียบเทียมได้ มีชีวิตอยู่ต่อไปแบบคนดีนินทา หมาดูถูกนั่นเลย

แต่ก็ใช่ว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ โดนัลด์ ทรัมป์จะสิ้นฤทธิ์สิ้นท่าก็หาไม่ ทุกวันนี้ยังไม่ยอมรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น ไม่ยอมขอโทษ หรือแสดงความเสียใจในการเสียชีวิตของ 5 คนในวันที่กลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าอาคารรัฐสภาในวันที่ 6 ที่ผ่านมา

เป็นรอยด่างดำในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ แม่แบบประชาธิปไตยอีกฉากหนึ่ง!

แถลงข่าวหลังจากกลับจากรัฐเทกซัส โดนัลด์ ทรัมป์ ยังอ้างว่าสิ่งที่ตัวเองพูดต่อผู้ชุมนุมที่หน้าทำเนียบขาว เป็นการปลุกระดมนั้น เป็นการถูกต้องแล้ว ไม่มีอะไรผิดที่ผู้ประท้วงเดินทางไปอาคารรัฐสภาเพื่อเรียกร้องสิทธิ ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

หลังการบุกโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวประณามการใช้ความรุนแรง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการหาทางออกสำหรับตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกฟ้องร้องหลังจากลงตำแหน่งแล้ว ด้วยข้อหายุยงปลุกปั่นให้คนกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐ ถึงขั้นก่อการกบฏ

สภาคองเกรส ได้ผ่านญัตติถอดถอนโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยคะแนนเสียงเป็นของพรรคเดโมแครต แต่จะต้องผ่านด่านสำคัญคือวุฒิสภาซึ่งยังไม่อยู่ในวาระการประชุม บรรดาวุฒิสมาชิกอยู่ในช่วงพัก แม้จะมีบางเสียงสนับสนุนการถอดถอนแต่ก็คงไม่ง่ายนัก

ถ้ามีเสียงรีพับลิกันอย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่าคนพรรคเดียวกันก็ไม่เห็นด้วย อันที่จริงอาจมีมากกว่านั้น แต่ไม่กล้าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับทรัมป์ เพราะยังหวังผลในอนาคต

นักการเมืองพรรครีพับลิกันยังยำเกรงบารมีของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอ้างคะแนนเสียงสนับสนุนกว่า 70 ล้านคนและจะเป็นกำลังสำคัญในการชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในอีก 4 ปีข้างหน้าถ้าตัวเองไม่โดนคดีอาญาต้องติดคุกหรือมีเหตุอื่นใดเสียก่อน

แต่ทรัมป์ยังกล่าวคำอาฆาตมาดร้ายว่าความพยายามในการถอดถอนตัวเองออกจากตำแหน่งนั้นเป็นการล่าแม่มดอย่างไม่สิ้นสุด รัฐบาลของโจ ไบเดน จะต้องเจอดีแน่

ด้วยคำกล่าวอาฆาตเช่นนี้เองจึงเพิ่มความกังวลของเจ้าหน้าที่รัฐว่ากลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งจะไปประท้วงหน้าอาคารสภาของทุกมลรัฐ 50 แห่งจากวันที่ 16 นี้เป็นต้นไป เป็นกองกำลังติดอาวุธและอาจจะสร้างวิกฤตร้ายแรงถึงขั้นรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในวันที่ 6

นั่นเป็นเพราะครั้งนี้ผู้ประท้วงเตรียมพร้อมกว่าเดิมทั้งกำลังคนและอาวุธ

มาตรการต่างๆ ซึ่งจะสามารถสกัดกั้นได้นั้นต้องมาจากประธานาธิบดีเพื่อการประสานงานทั่วทุกรัฐ แต่ในเมื่อผู้นำทำเนียบขาวละเลยไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้นนอกจากตัวเอง ดังนั้นผู้ว่าการแต่ละรัฐและเจ้าหน้าที่คงต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ไว้เอง

ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้มีการวางกำลังของเจ้าหน้าที่เนชันแนล การ์ด ประมาณ 15,000 นายและอาจถูกระดมมาเพิ่มถ้าดูแล้วอาจจะรับมือลำบาก

และเป็นสถานการณ์พิเศษเมื่อประธานคณะเสนาธิการทหาร ออกคำเตือนถึงหน่วยทหารให้ยึดมั่นต่อหน้าที่ในการรักษาความสงบและหลักการของรัฐธรรมนูญ มีการตรวจสอบประวัติของทหารบางส่วนที่อาจถูกมองว่าสนับสนุนผู้ประท้วง

ในวันที่กลุ่มผู้ประท้วงบุกอาคารรัฐสภามีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายอยู่ฝ่ายเดียวกัน และร่วมถ่ายภาพเซลฟีกับผู้ประท้วง หลายนายถูกมองว่าปล่อยปละละเลยให้คนบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา ทำร้ายเจ้าหน้าที่ สร้างความเสียหายให้อาคารและที่ทำงาน

นี่เป็นครั้งแรกที่ฝ่ายกองทัพได้เข้ามามีส่วนรับรู้สถานการณ์ภายในประเทศ อันเนื่องมาจากการเตรียมพร้อมของผู้ประท้วงใน 50 มลรัฐ ซึ่งเป็นการลุกฮือครั้งใหญ่ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ถ้าควบคุมไม่ได้อาจจะลามไปเป็นสงครามกลางเมืองก็เป็นได้

นอกจากนั้นยังมีภารกิจของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดูแลอารักขาความปลอดภัยในวันส่งมอบตำแหน่ง 20 มกราคม เพราะว่าที่ประธานาธิบดีและรอง รวมทั้งประธานสภาจะต้องไปร่วมงานด้วยและอาจตกเป็นเป้าหมายของการถูกทำร้ายหรือสังหารก็ได้เช่นกัน

เหตุร้ายเช่นนี้เป็นเพราะฝีมือของโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วง 4 ปี และถูกมองว่าเป็นผู้นำซึ่งสร้างวิกฤตให้กับประเทศและลากยาวไปถึงอนาคต ทำให้รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญปัญหามากมายเพราะผู้นำจอมบูลลี่ได้วางยาไว้ทั้งประเด็นในประเทศและต่างประเทศ

หรือจะเป็นเพราะกรรมเริ่มไล่ล่าตามทันสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนในประเทศอื่นๆ ประท้วงขับไล่และล้มรัฐบาลรวมถึงการอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร หนุนให้เผด็จการครองอำนาจอย่างที่เป็นมาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงวิกฤตภายในซึ่งอาจถึงขั้นปะทะกันด้วยอาวุธจะเป็นอีกฉากหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก และได้สร้างปัญหาให้กับหลายประเทศจนถึงขั้นล้มละลายดังเช่นที่เกิดขึ้นกับอิรัก ลิเบีย และอัฟกานิสถาน

ถือว่าเป็นการลุกฮือที่ใช้เวลาน้อย แต่กว้างขวางที่สุดในประเทศขนาดใหญ่


กำลังโหลดความคิดเห็น...