xs
xsm
sm
md
lg

ทรัมป์ปลุกปั่นสงครามกลางเมือง

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร



เพื่อชนะเลือกตั้งเข้ามาเป็นปธน.ให้ได้ในวาระที่สอง นายทรัมป์ได้เลือกยุทธวิธีม็อบ-ชน-ม็อบ ตามเมืองใหญ่ๆ โดยบิดเบือนการออกมาชุมนุมอย่างสงบของประชาชนที่นำโดยคนผิวดำที่ต่อต้านการทำร้ายทารุณจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเป็นพวกก่อการจลาจล เป็นพวกปล้นบ้านปล้นเมือง จุดไฟเผาบ้านเมือง เป็นพวกสวะอันธพาลที่เผาไม่เลือกที่ เป็นพวกทำลายประวัติศาสตร์ของชาติ มุ่งทำลายกฎหมายและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ตั้งแต่นายจอร์จ ฟลอยด์ ถูกฆ่าโดยตำรวจโหดที่เมืองมินนีอาโปลิส (รัฐมินเนโซตา) ด้วยการเอาเข่าไปกดคอหอยของนายจอร์จถึง 8 นาที 46 วินาที จนนายจอร์จขาดใจตายคาเข่า...นั่นเป็นปลายเดือนพฤษภาคมซึ่งประชาชนอเมริกันทั้งผิวขาวและผิวสีที่ได้เห็นภาพสะเทือนใจครั้งนั้น จึงออกมาประท้วงทั่วสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงมิถุนายนและกรกฎาคมนั้น ผลสำรวจความนิยมของทรัมป์ต่ำกว่าของคู่แข่งเป็นเลข 2 หลัก ตั้งแต่ 15-20% เพราะตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้พูดจายุยงให้คนขาวระดับล่าง ให้มองว่าถูกรุกรานจากนโยบายของฝ่ายรัฐบาลเดโมแครตที่ผ่านมา ที่พยายามเข้ามาดูแลให้คนผิวสีมีความเท่าเทียมมากขึ้น

โดยเฉพาะการพูดจาของทรัมป์ผ่านทวิตเตอร์ที่ยุยงให้เกิดความเกลียดชังระหว่างผิวขาวและผิวดำ ซึ่งภาพการฆ่านายฟลอยด์สร้างความสะเทือนใจมาก และมีผลต่อคนอเมริกันผิวขาว (โดยเฉพาะเหล่าผู้หญิงรีพับลิกัน) ที่อยู่ชานเมือง และมีฐานะดี ที่สะท้อนผ่านโพลว่า ไม่พอใจนโยบายของทรัมป์ที่สร้างความแตกแยก

แต่พอมาถึงการประชุมใหญ่เสนอตัวผู้จะเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน นายทรัมป์ได้ปรับนโยบายหาเสียง ด้วยการโจมตีว่า พรรคเดโมแครตเป็นพรรคที่ฝ่ายซ้ายเข้าควบคุมแกนนำ และให้ท้ายต่อการเผาบ้านเผาเมือง ทำร้ายตำรวจ

เป็นการใช้ความกลัวโดยวาดภาพว่า ถ้านายไบเดนได้เข้าทำเนียบขาว ชานเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ ลุกเป็นไฟ อยู่กันไม่มีสันติสุขอีกต่อไป

และเป็นการกลบเกลื่อนการบริหารที่ล้มเหลวสู้กับไวรัส จนคนอเมริกันตายถึงเกือบ 2 แสนคนแล้ว

การยุยงปลุกปั่นของนายทรัมป์ได้ผล ปรากฏว่า มีคนผิวขาวที่สนับสนุนเขาแบบหัวปักหัวปำ ถูกปั่นหัวให้พกอาวุธปืนระดมกันมายิงทำร้ายเหล่าผู้ชุมนุมอย่างสงบ (ปราศจากอาวุธ) ที่มีอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ

เพิ่งเกิดเหตุคล้ายๆ ที่เกิดกับนายฟลอยด์คือที่เมืองเคนโนชา (Kenosha) รัฐวิสคอนซิน เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว กับนายจาค็อบ เบล็ก ชายผิวดำอายุ 29 ปีที่ถูกจ่อยิงข้างหลังถึง 7 นัด ขณะที่เขากำลังเปิดประตูรถของเขา และไม่หยุดให้ตำรวจตรวจ เพราะเขากำลังจะขับรถพาลูกชายเล็กๆ 3 คนที่นั่งรออยู่ในรถเพื่อขับรถออกไป และลูกๆ เขาเห็นพ่อถูกรุมยิงล้มลงต่อหน้าต่อตา

ภาพสะเทือนใจนี้มี Eyewitness ได้ถ่ายเอาไว้ แล้วสร้างความสะเทือนใจมากมาย โดยเฉพาะกับนักกีฬาเก่งๆ (ค่าตัวแพงๆ) ผิวดำที่ปฏิเสธจะลงแข่งขันใน 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล, บาสเกตบอล, เบสบอล และว่ายน้ำ หรือแม้แต่นักกีฬาเทนนิสดาวรุ่ง เจ้าของแชมป์ที่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น และแอฟริกันอเมริกา ก็บอกว่า ขอปฏิเสธเข้าแข่งขันเพื่อประท้วงสังคมที่มีการเหยียดผิวอย่างเป็นระบบ และมี 2 ระดับสำหรับความยุติธรรมคือ การใช้กฎหมายกับคนผิวขาวจะต่างกับที่ใช้กับคนผิวดำ ก็พอๆ กับเมืองไทย ที่กฎหมายสำหรับคนรวยแบบบอส จะทำให้หลุดจากความผิด แต่ถ้าเป็นคนจนก็จะต้องเข้าคุกแน่นอน

ทันทีที่นายจาค็อบ เบล็ก ถูกยิง 7 นัด และอาการปางตายขณะนี้ ตำรวจคนที่ยิงได้ถูกสั่งพักงานขณะกำลังสอบสวน และเกิดการชุมนุมอย่างสงบทันทีในหลายแห่ง ในช่วงกลางคืนได้มีมือดีเข้าจุดไฟเผาร้านค้าและปล้นสะดม มีภาพคนร้ายสวมหน้ากากปิดหน้า ใช้แท่งเหล็กทุบกระจกร้านและจุดไฟเผา เหตุการณ์เหมือนที่เมืองมินนีอาโปลิส ซึ่งผู้ประท้วงอย่างสงบเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ (ที่กลายเป็นผู้ร้าย โดยเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยผิวดำอย่างรุนแรงถึงตาย แต่จะไม่ทำเช่นเดียวกันกับผู้ต้องสงสัยผิวขาว)

มีเด็กชายผิวขาวอายุ 17 ปี เดินทางข้ามมาจากรัฐอิลลินอยส์ (ที่อยู่ติดกันกับวิสคอนซิน) ควงปืนยาวเข้ามายิงเหล่าผู้ประท้วงอย่างสงบ จนตายไป 2 คน บาดเจ็บหนักอีก 1 คน จากการประทับยิงอย่างตั้งใจ ต่อหน้าตำรวจผิวขาวที่ยืนทำตาปริบๆ ท่ามกลางช่วงเคอร์ฟิวที่ผู้ว่าการรัฐประกาศห้ามออกนอกบ้านหลัง 6 โมงเย็นด้วยซ้ำ

พวกที่จุดไฟเผาบ้านเผาเมืองและใช้อาวุธทำร้ายผู้ชุมนุมอย่างสงบ มักเป็นพวกที่มาจากนอกเมือง ไม่ใช่คนในท้องถิ่นที่มาประท้วงอย่างสงบ และตำรวจ (ผิวขาว) ก็จะไม่เข้าจับกุมเหล่าผู้สนับสนุนทรัมป์ และตั้งใจใช้อาวุธยิงผู้ประท้วงอย่างสงบ

แม่ของนายจาค็อบ เบล็ก ออกมาพูดกับผู้ชุมนุมอย่างสงบว่า พวกเขาต้องการความยุติธรรมที่จะลงโทษตำรวจที่อำมหิตใช้อำนาจเกินเหตุ และเหล่าผู้ชุมนุมไม่ใช่ผู้ใช้ความรุนแรง พวกเขาชุมนุมอย่างปราศจากอาวุธ และต้องการให้เกิดการปฏิรูปตำรวจอย่างจริงจัง ไม่ให้มีอคติในเวลาหาเรื่องจับผู้ต้องสงสัย (ขนาดนักกีฬาผิวดำดังๆ ก็ยังถูกจับตรวจค้นตัวเวลาดึก ทั้งๆ ที่ไม่มีข้อต้องสงสัยที่จะถูกจับ และตำรวจเอาเข่ากดคอไว้ก่อน) หรือมีคนผิวดำหลายคน-แม้อายุไม่ถึง 20 ปี-ก็ยังถูกยิงจากข้างหลังแม้ไม่ได้พกพาอาวุธใดๆ เพียงพวกเขาไม่หยุดตามคำสั่งของตำรวจให้หยุดเดิน เพื่อขอค้นร่างกาย

มีเหตุการณ์ที่นักบินอวกาศผิวดำก็เคยถูกตำรวจเรียกตรวจค้นร่างกายในเวลากลางคืน แม้ไม่มีหมายค้นหรือข้อกล่าวหาใดๆ!

คำพูดตอกย้ำหาเสียงวันละหลายๆ รอบ ผ่านทางทวิตเตอร์ของนายทรัมป์ กำลังยุยงปลุกปั่นให้คนผิวขาวถูกปั่นหัว และหวาดกลัวคนผิวดำมากยิ่งขึ้น ว่าจะเข้ามาทำร้ายคนผิวขาว จะเผาบ้านเผาเมือง โดยเฉพาะบริเวณชานเมือง

การปั่นหัวของเขาดูกำลังจะได้ผล ผลโพลล่าสุด คะแนนที่นายไบเดนเคยนำนายทรัมป์เป็นเลข 2 หลัก ตอนนี้เหลือแค่ 3% เท่านั้น และนายทรัมป์ยังได้เดินหน้าไปราดน้ำมันใส่กองไฟที่เมืองเคนโนชา เพื่อให้กำลังใจตำรวจจะได้ปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างสงบให้หนักข้อขึ้น โดยเขาบอกว่า ผู้ชุมนุมนี้ไม่ใช่ชุมนุมอย่างสงบ แต่เป็นพวกก่อจลาจลจึงต้องปราบอย่างรุนแรง

ไม่เพียงตำรวจที่จะใช้ความรุนแรงมากขึ้นต่อคนผิวดำ แต่ตอนนี้มีกองกำลังติดอาวุธ (เถื่อน) ของคนผิวขาว พวก Neo-Nazi และ Ku-Klux-klan (ที่สนับสนุนทรัมป์) ที่ออกมายิงผู้ชุมนุมอย่างสงบ และสวมรอยแอบจุดไฟเผาอาคารพาณิชย์-โยนความผิดให้ผู้ประท้วงอย่างสงบ-กลายเป็นสงครามกลางเมือง-สมใจนายทรัมป์ เพียงเพื่อเขาจะได้คะแนนจากคนผิวขาว, ให้เลือกเขากลับเข้าทำเนียบขาวอีกครั้ง


กำลังโหลดความคิดเห็น...