xs
xsm
sm
md
lg

ใครคือแสงสว่างกันแน่?

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์

เป็นสองอาทิตย์ที่สหรัฐฯ มีการประชันระหว่างสองพรรคใหญ่ที่จัดงานช้างในการคัดเลือกผู้แทนพรรคไปลงสมัครตำแหน่งปธน. โดยมีธรรมเนียมว่า พรรครัฐบาลจะจัดตามหลังพรรคที่กำลังจะเข้าชิง

และเนื่องจากมีโรคระบาดใหญ่โควิด-19 พรรคเดโมแครตจึงเลือกจะจัดแบบออนไลน์ทั้งหมด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และระงับงานช้างที่ได้วางแผนเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่เมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน ขณะที่ ปธน.ทรัมป์ได้แหวกม่านประเพณี โดยปักหลักศูนย์กลางการจัดงานที่ทำเนียบขาว ซึ่งมีผู้ปราศรัยสรรเสริญเขา โดยใช้สถานที่ที่ทำเนียบขาว ซึ่งปัญญาชนและนักวิชาการชั้นนำหลายรายต่างออกมาตำหนิการกระทำที่นำการหาเสียงทางการเมืองเข้ามาในทำเนียบขาว อันเป็นสถานที่ที่ควรปราศจากการหาเสียง เพราะเป็นสถานที่พำนักของผู้นำสูงสุดที่ต้องดูแลประชาชนทุกๆ คน-ไม่ใช่เอามาหาเสียงอย่างออกนอกหน้าเพื่อพรรคของตน หรือเพื่อตำแหน่งของตนเท่านั้น

อดีตรองปธน.โจ ไบเดน ได้มีสุนทรพจน์ในวันสุดท้ายของการประชุมใหญ่พรรค ซึ่งได้เน้นว่าภายใต้การบริหารของปธน.ทรัมป์ เต็มไปด้วยความแตกแยกเกลียดชังของคนผิวขาวที่มีต่อคนผิวสีมีการฆ่าคนผิวสีหรือเหยียดผิวอย่างรุนแรง อย่างไร้เหตุผลหรือมนุษยธรรม เพราะทรัมป์ปลุกปั่นยุยงอย่างมาก

รวมทั้งการบริหารประเทศที่ล้มเหลวสิ้นเชิง ซึ่งเห็นได้ชัดจากการรับมือกับโควิด-19 ที่ทำให้คนตายไปเกือบ 2 แสนคนจากโรคร้ายนี้ โดยทรัมป์ก็ได้แค่พูดว่า It is, What It is คือ มันเป็นเช่นนั้นเอง จนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งมิเชล โอบามา เอามาย้อนว่าทรัมป์ไม่มีความสามารถคู่ควรกับตำแหน่งปธน.ของประเทศสหรัฐฯ

และการรับมือกับโรคร้ายอย่างไร้ฝีมือ ก็นำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้มีการปิดกิจการ เพราะโรคระบาดล็อกดาวน์ จนคนตกงานมากถึง 15% พอๆ กับช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐฯ เมื่อเกือบ 100 ปีมาแล้ว

และการแตกแยกกับพันธมิตรทั่วโลก ที่เคยร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อช่วยกันจัดการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ของโลก เช่น การกำจัดฮิตเลอร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2, การร่วมกันจัดการกับการก่อการร้ายไอซิส, การปราบโรคร้ายต่างๆ เช่น เอดส์, อีโบลา, ซาร์ส รวมทั้งการหาทางออกร่วมกันจากวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตการเงินปี 2008 และการร่วมมือกันเพื่อสู้กับวิกฤตโลกร้อน เป็นต้น

ไบเดน เสนอว่า ฝันร้ายหรือยุคมืดของอเมริกา ภายใต้การบริหารของทรัมป์จะต้องจบลงในอีก 60 วันนี้ เพราะตัวเขาเองและคณะบริหารของเขาจะต้องนำแสงสว่างสดใสเข้ามาแทนที่ความมืดมิดอำมหิตนี้ให้หมดไป ซึ่งเขาจะนำอเมริกากลับเข้าสู่ข้อตกลงโลกร้อนที่ปารีสทันที รวมทั้งการกลับเข้าสู่สมาชิกภาพขององค์การอนามัยโลก และการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับยุโรปเช่นในอดีต รวมทั้งการนำพาสหรัฐฯ ต่อสู้กับโควิดอย่างเต็มที่ เริ่มด้วยการจัดเตรียมและดำเนินการตรวจ (Test-Kit) อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เพื่อมีนโยบายระดับชาติที่ต้องจัดการเด็ดขาดให้ควบคุมโรคร้ายนี้ให้ได้ มิฉะนั้น เศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวไม่ได้ถ้ายังไม่สามารถจัดการกับโรคร้ายนี้

ด้านทรัมป์ใช้สไตล์ข่มขู่ว่า ถ้าไบเดนเข้ามาเป็นปธน. จะทำให้ชาติมืดมนเต็มไปด้วยการเผาบ้านเผาเมือง โดยเดโมแครตอ้างว่า เป็นการชุมนุมอย่างสงบ ทั้งๆ ที่มีแต่การเดินขบวนที่มีแต่ความโกรธแค้นรุนแรง ไม่เคารพกฎหมาย สร้างความปั่นป่วนจลาจล มีการทำลายประวัติศาสตร์ (เช่นทำลายรูปปั้นผู้นำฝ่ายใต้) และข่มขู่ว่า ชุมชนที่อาศัยอย่างสงบที่ชานเมือง จะเกิดความปั่นป่วนเพราะโหมการชุมนุมของพวกฝ่ายซ้ายที่กำลังเป็นฝ่ายนำของพรรค (ทั้งๆ ที่ไบเดนและแฮร์ริส เป็นฝ่ายที่กลางๆ ทางการเมือง) ซึ่งกำลังจะลดงบของกรมตำรวจ และเปิดทางให้มีการปล้นชิงวิ่งราวหรือชุมนุมอย่างรุนแรงมากขึ้น และทรัมป์ถึงกับขู่ว่า ถ้าไบเดนชนะจะมีการเปิดทางด้วยกฎหมายบังคับให้คนผิวสีต้องมีสัดส่วนเป็นเจ้าของบ้านพักในชานเมือง คนอเมริกันจะต้องถูกบังคับให้เรียนภาษาจีน! เป็นต้น

คามาลา แฮร์ริส และโจ ไบเดน
จัดเป็นการยกเมฆมโหฬารโกหกในข้อเท็จจริงมากมายจากฝ่ายทรัมป์ ซึ่งก็พอๆ กับการหาเสียงของบอริส จอห์นสัน เมื่อตอนที่อังกฤษลงคะแนนจะยังอยู่หรือจะเดินออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งมีการยกเมฆค่าใช้จ่ายเป็นเงินมหาศาลที่โกหกว่าอังกฤษต้องจ่ายทุกปีให้สหภาพยุโรป

ทรัมป์เน้นเรื่องที่เขาบริหารสำเร็จตามสัญญาที่ได้หาเสียงไว้ ซึ่งเป็นการโกหก เพราะมีหลายอย่างเป็นการยกเมฆหาเสียง แล้วตัวเองทำไม่ได้ เช่น จะสร้างกำแพงยักษ์ (แบบกำแพงเมืองจีน) ขั้นระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อป้องกันการลักลอบหนีเข้าเมือง โดยค่าใช้จ่ายจะเป็นเงินงบของเม็กซิโก ซึ่งสภาสหรัฐฯ ยังไม่ยอมอนุมัติเงินก้อนโตเพื่อสร้างกำแพงนี้ และมีเหตุผลขัดขวางการสร้างกำแพง โดยน่าจะนำโดรนมาตรวจตราพรมแดนซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าสร้างกำแพงหลายพันเท่า

2 วันแรกในการประชุมใหญ่พรรครีพับลิกัน เต็มไปด้วยถ้อยคำสรรเสริญเยินยอจากเหล่าบรรดาลูกๆ ของทรัมป์ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกกว่าครั้งใดๆ ในสหรัฐฯ ที่ลูกๆ ของปธน.ออกมาปราศรัยชื่นชมคุณพ่อขนาดนี้ แต่แน่นอนว่า ความน่าเชื่อถือคำชื่นชมทรัมป์จะมีน้ำหนักน้อย เพราะคงไม่มีลูกคนใดออกมาตำหนิผลงานของพ่อตัวเอง

ที่สำคัญคือ 1 วันก่อนเปิดประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกัน หลานสาวของทรัมป์ที่ชื่อ Dr.Mary Trump นักจิตวิทยาคลินิกที่เพิ่งเขียนหนังสือเปิดโปงความผิดปกติทางจิตของทรัมป์ เธอได้นำเอาเทปที่เธอพูดคุยสัมภาษณ์คุณป้า Maryanne ซึ่งเป็นพี่สาวคนโตของทรัมป์ และเป็นถึงอดีตผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์กลาง (Federal Appeal Court) อายุ 80 กว่าแล้ว ซึ่งท่านอดีตผู้พิพากษาท่านนี้ ได้บอกเล่ากับหลานสาวว่า ทรัมป์เป็นคนชอบโกหกตลอดเวลา เพื่อเอาตัวรอด เชื่อถือไม่ได้ ไม่มีหลักการใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งเป็นคนใจร้ายอำมหิต และได้เคยล้มละลายมาถึง 5 ครั้งแล้ว ตลอดจนได้เคยจ้างเพื่อนที่เรียนเก่งๆ ให้ปลอมตัวเข้าไปสอบ SAT เพื่อจะได้คะแนนดีๆ จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีเด่น คุณป้า Maryanne ยังได้บอกชื่อของคนที่แอบไปสอบแทนทรัมป์ด้วยซ้ำ!! และเธอเองก็พยายามอยู่ห่างๆ จากทรัมป์เสมอ

วันที่ 2 ของการประชุมพรรครีพับลิกันจบลงด้วยคำปราศรัยของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง Melania ซึ่งก็มีอะไรแปลกๆ คือ เธอพูดถึงผลงานของเธอในตำแหน่งสุภาพสตรีหลายเลขหนึ่งอย่างมากมาย พร้อมฝากด้วยว่า ได้วางงานที่เธอจะทำในอีก 4 ปีไว้แล้ว ถ้าเธอยังเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งอีกที ซึ่งแน่นอนที่เธอจะชื่นชมผลงานของสามี แต่น้ำหนักความน่าเชื่อถือจากภรรยาก็คงไม่เท่ากับทางฝ่ายเดโมแครต ที่สามารถนำเอาคนชั้นนำของพรรครีพับลิกันออกมาประกาศไม่ยอมให้ทรัมป์กลับมารอบสองเด็ดขาด




กำลังโหลดความคิดเห็น...