xs
xsm
sm
md
lg

ตื่นเถอะเยาวชนแฮมทาโร่ เจ้าคือความหวังแต่ระวัง...?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

เยาวชนคนหนุ่มสาวเหมือนกับดอกไม้แรกแย้มที่สวยงาม ผลิดอกอวดประชันกันในทุ่งแห่งความหวังบนโลกอันสดใส นำความเบิกบานสดชื่นมาให้กับสายตาของคนที่พบเห็น

หลายปีก่อนหน้านี้เนิ่นนานที่ใครต่อใครพูดกันว่า พลังของคนหนุ่มสาวหายไปหลังจากลุกขึ้นมาเปลี่ยนบ้านแปลงเมืองเมื่อเกือบ 50ปีก่อน แล้วค่อยๆ ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่มุ่งหมายจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเปลี่ยนระบอบไปสู่สาธารณรัฐ พ่ายแพ้กระจัดกระจายจากเมืองสู่ป่า หลายชีวิตจากไปท่ามกลางความโศกตรมของพ่อแม่และครอบครัว

หลายชีวิตที่รอดกลับมาได้มองย้อนรอยความผิดพลาดด้วยความขมขื่น แต่สังคมที่ให้อภัยก็นำพาเขาก้าวไปข้างหน้า หลายคนเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงกลายเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้น ไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน เติบใหญ่กลายเป็นชนชั้นนำภายใต้ระบอบที่พวกเขาเคยต่อต้าน

ในขณะที่บางคนยังเคียดแค้นเก็บความขุ่นมัวหมองหม่นไว้ในใจเฝ้าปลูกฝังความคิดให้คนที่เข้ามารายล้อมรับเอาความทุกข์ระทมนั้นเพื่อลุกขึ้นมาแก้แค้นแทนพวกเขา

วันนี้เราได้เห็นภาพอันงดงามของคนหนุ่มสาวเยาวชนที่กระตือรือร้นต่อบ้านเมืองและต้องการสร้างประเทศที่พวกเขาฝันและหวังอีกครั้ง


หากเราย้อนมองไปในอดีตโศกนาฏกรรมของสังคมไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์อันโศกสลดหม่นหมองนั้น เกิดขึ้นเพราะคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งหลงเชื่อคำยุยงของเหล่าสหายที่เข้าไปสมาทานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ เป็นสาธารณรัฐประชาชน เหมือนที่ราชวงศ์ของลาวถูกโค่นล้มลงในวันที่ 2 ธันวาคม 2518 และการล้มลงระเนระนาดทั้งคาบสมุทรอินโดจีน

ถ้าคนที่ศรัทธาต่อสถาบันไม่ลุกขึ้นมาปกป้องสถาบันที่พวกเขาเคารพรัก ในขณะนั้นก็มีโอกาสสูงมากทีเดียวที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในประเทศไทย แต่ในโลกของความเป็นจริงไม่มีใครเขานั่งงอมืองอเท้าให้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว ความสูญเสียจึงเกิดขึ้น


น่าประหลาดใจที่ความผิดพลาดของคนหนุ่มสาวในวันนั้น ไม่ถูกนำบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นมาเตือนคนหนุ่มสาวเยาวชนในวันนี้ ผมเห็นหลายคนที่เคลื่อนไหวในโลกโซเชียลกลับส่งเสริมให้เด็กหนุ่มสาวบางคนเดินซ้ำรอยความผิดพลาดของตัวเองในอดีต โดยไม่ตระหนักเลยว่า โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในยุคของตัวเองนั้นเกิดขึ้นมาเพราะอะไร

ในความเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้มีระบอบการปกครองที่หลากหลาย ทุกคนมีเสรีภาพที่จะศรัทธาระบอบไหนก็ได้ แต่ถ้าเราต้องการสถาปนาระบอบที่เราชื่นชอบแล้วทำลายศรัทธาและความเชื่อของคนอื่น แน่นอนเขาก็จะต้องลุกขึ้นมาปกป้องศรัทธาของเขา นั่นแหละเป็นประตูไปสู่โศกนาฏกรรม ความเจ็บปวด และความสูญเสีย

ความคิดที่สุ่มเสี่ยงอาจจะมาจากบางคนบางกลุ่มในหมู่คนหนุ่มสาวที่ถูกปลูกฝังความคิดจากปัญญาชนบางคน จาก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์แต่ทั้งสองคนอยู่ต่างประเทศ เฝ้ามองความฝันของพวกเขาที่จะให้คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาทำแทนลุกขึ้นมาต่อสู้กับศรัทธาของคนอีกฝ่าย โดยที่เขาทั้งสองไม่ต้องลงมือด้วยตัวเอง ไม่ต้องอธิบายต่อว่า ความปวดร้าวความสูญเสียความเจ็บปวดจะเกิดขึ้นกับใคร

แน่นอนว่าการที่เยาวชนคนหนุ่มสาวตื่นตัวขึ้นมาในวันนี้ ด้วยความมุ่งหวังว่าจะสร้างสังคมที่ดี เพื่อนำพาชีวิตไปสู่หนทางที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่ต้องถามตัวเองว่าเราได้ไตร่ตรองในสิ่งที่เรามุ่งหวัง เราได้มองเห็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหรือยัง เราได้เรียนรู้อดีต ปัจจุบันและผลพวงในอนาคตหรือยัง หรือเราคิดเพียงว่า เราจะยึดมั่นอยู่แต่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น เข้าใจปัญหาของประเทศนี้ด้วยตัวเองไหม หรือคิดว่าถ้าเราไปแห่แหนกันออกมาเราจะกลายเป็นคนตกสมัย

เด็กหนุ่มสาวหลายคนเพิ่งเกิดและเติบโตมาในยุคที่ระบอบทักษิณขึ้นครองเมือง หลายคนถูกพ่อแม่พาไปร่วมชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณและระบอบเครือญาติของทักษิณ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาสนใจปัญหาของบ้านเมือง แต่เมื่อเขาเข้าไปในมหาวิทยาลัยเขาพบว่า อิสรภาพเสรีภาพคือความหอมหวน มนุษย์มีความเท่าเทียมกันเสมอภาคกันมันต่างกับที่เขาเจอระบอบอำนาจนิยมมาทั้งชีวิตจากในบ้านถึงในโรงเรียน

ผมนึกถึงที่ พี่เนา-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มักยกเอาคำพูดหนึ่งจากหนังเรื่อง V for Vendetta มาพูดถึงเสมอที่ว่า “หนุ่มสาวไม่เป็นกบฏก็ไม่มีใจ คนสูงอายุเป็นกบฏก็ไม่มีสมอง”


ผมพยายามตีความความหมายของประโยคนี้ “หนุ่มสาวไม่เป็นกบฏก็ไม่มีใจ คนสูงอายุเป็นกบฏก็ไม่มีสมอง” น่าจะหมายความว่า “คนหนุ่มสาวนั้นมักตัดสินใจปัญหาด้วยหัวใจที่เร่าร้อน แต่เมื่อสูงอายุแล้วจะทำอะไรต้องใช้สมองไตร่ตรองเสียก่อน”

คนหนุ่มสาวเหล่านี้มักมองว่า ผู้ใหญ่นั้นเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา พวกเขาตัดสินโลกของเขาด้วยตัวเองได้ ขีดอนาคตด้วยตัวเองได้ไม่ต้องให้ใครมาจ้ำจี้จ้ำไช คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่มองความห่วงใยติติงของคนรุ่นพ่อแม่ว่า ไม่เข้าใจชีวิตช่วงวัยของพวกเขา แม้พ่อแม่ของเขาจะผ่านการเป็นผู้เยาว์มาก่อนก็ตาม มันจึงปลูกฝังความเป็นกบฏในใจของพวกเขาให้ต่อต้านกับขนบในทุกด้าน

หนุ่มสาวบางคนลุกขึ้นมาร่วมแห่กับเพื่อนโดยไม่ได้เข้าใจเป้าหมายที่ถ่องแท้ จำนวนไม่น้อยยังไม่ได้ทำความเข้าใจกับครอบครัวพ่อแม่ของตัวเอง หรือแลกเปลี่ยนความคิดกัน ด้านหนึ่งเพราะเขาไม่เชื่อว่าพ่อแม่ผู้ใหญ่จะเข้าใจความคิดของคนรุ่นเขาล้าหลังคร่ำครึไม่ทันต่อโลกปัจจุบัน จึงกลัวว่า ถ้าภาพของเขาปรากฏผ่านสื่อจะถูกครอบครัวห้ามปรามและติติง

คล้ายกับว่า ในโลกใบน้อยที่เป็นโลกใบเล็กที่สุดที่คุ้นชินที่สุด เขายังปลุกปั่นเพื่อจะเอาชัยชนะด้วยเหตุและผลไม่ได้ เขาเชื่อมั่นอย่างไรว่าเขาเข้าใจโลกใบใหญ่กว่านี้และจะเอาชนะมันได้ หรือว่าที่แท้เขาไหลไปตามกระแสของคนรุ่นเขา

ในอีกด้านที่ผู้ใหญ่ต้องยอมรับความจริงก็คือ คนหนุ่มสาวเขาเห็นความเน่าเฟะทางการเมืองของคนรุ่นพ่อแม่เขา ในขณะที่เขาโตพอที่จะเข้าใจอุดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกสอนให้เห็นคุณค่าที่สวยงามจากมหาวิทยาลัยและในโรงเรียน เพราะในสถาบันการศึกษาไม่มีใครปลูกฝังให้เด็กๆ ยึดมั่นกับการเมืองที่ชั่วร้าย

ความเน่าเฟะทางการเมืองนี่เองที่พวกเขารู้ว่า พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองนี้ในยุคของเขา เราไม่อาจคาดได้ว่าในวันที่เขาเป็นผู้ใหญ่ เข้าสู่วงการการเมืองเขาจะเป็นอย่างไร แต่เรามองเห็นอดีตคนหนุ่มสาวที่ผ่านเหตุการณ์เดือนตุลาคมในอดีต วันนี้บางคนละทิ้งและหลงลืมอุดมการณ์เกลือกกลั้วระเริงไปกับการเมืองสามานย์ในระยะเวลาที่เปลี่ยนไป

ในอดีตนั้นคนหนุ่มสาวอุทิศตนเป็นเครื่องมือของระบอบคอมมิวนิสต์ เพราะเชื่อว่ามันจะพาไปสู่ความเท่าเทียมกัน วันนี้คำปลุกเร้าตามเวทีของคนหนุ่มสาวแม้จะไม่ได้สมาทานกับระบอบคอมมิวนิสต์เช่นคนหนุ่มสาวในอดีต แต่ก็ถูกปลุกเร้าด้วยถ้อยคำประมาณเดียวกันจนกระทั่งพาดพิงไปสู่สถาบัน เราจึงเห็นการปราศรัยที่ฉวัดเฉวียน ป้ายที่ท้าทายความเชื่อและศรัทธาของคนในสังคมไทยเกิดขึ้นมากมาย

ได้ยินได้ฟังและหวาดหวั่นว่าความรุนแรงจะรออยู่เบื้องหน้า

แน่นอนการถูกปลูกฝังแนวคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบปัจจุบันของบางคนได้ทำลายความเชื่อและความมุ่งหวังที่ดีงามของเยาวชนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ไป และจะนำพาตัวเองไปสู่ความยุ่งยากทั้งในแง่กฎหมาย และแรงต่อต้านจากสังคมที่เขายังเชื่อมั่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ตอนที่ผมเป็นเด็กผมก็มีแต่ชีวิตที่มองไปข้างหน้า เชื่อมั่นในเป้าหมายชีวิตของตัวเอง มีอุดมการณ์ร้อนแรง แรงกล้า ผมเชื่อว่าคนหนุ่มสาวในยุคนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ในฐานะที่ผ่านชีวิตมาแล้วผมคงอยากจะบอกแม้พวกเขาจะเชื่อหรือไม่ก็ตามว่า เรามีชีวิตที่มีแต่เป้าหมายข้างหน้าไม่ได้ แต่เรามีอดีตเป็นภาระที่เราแบกอยู่ด้วย ชาติของเราบ้านเมืองของเราก็มีอดีตที่กลายเป็นเหตุผลของการดำรงอยู่ในปัจจุบันเช่นกัน ส่วนอะไรที่เป็นภาระของชาติสุดท้ายมันก็อยู่ไม่ได้นั่นแหละ

คนรุ่นพ่อแม่เราที่ออกมาขับไล่ระบอบทักษิณ ที่ผมมักจะได้ยินคนหนุ่มสาวพูดแบบเหยียดแคลนว่า เป็นพวกสลิ่มแท้จริงเขาก็มีเหตุผลของเขา เพราะมองเห็นนักการเมืองที่อ้างว่าจากการเลือกตั้งแล้วเรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยที่วันนี้คนหนุ่มสาวกลายเป็นแนวร่วมของพวกเขานั้น ใช้ประชาธิปไตยเป็นเส้นทางในการแสวงหาประโยชน์ เล่นพรรคเล่นพวก คนรุ่นพ่อแม่จึงต้องลุกขึ้นมาขับไล่ ไม่ใช่เพราะเขาเกลียดประชาธิปไตยอย่างที่เข้าใจกันไม่


ผมกำลังจะบอกว่า ผมเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องคนหนุ่มสาวทั้งการเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ การหยุดใช้อำนาจรัฐคุกคามคนเห็นต่างๆ การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพราะผมก็มองเห็นการร่างรัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจตั้งแต่ต้น แต่ผมเตือนว่า อย่าทำให้ตัวเองกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนอีกฝั่งเช่นเดียวกับคนรุ่น2519ที่กลายเป็นเครื่องมือของพรรคคอมมิวนิสต์ เรียกร้องอยู่ในเงื่อนไข3ข้อของเรา อย่าล้ำเส้นไปก้าวล่วงต่อสถาบันที่คนอีกกลุ่มต้องการใช้เราเป็นเครื่องมือเซ่นสังเวย

ผมมองเห็นการรังสรรค์การเคลื่อนไหวการชุมนุมที่สวยงามมีพลังสร้างสรรค์ตามแบบฉบับในยุคสมัยของคนรุ่นนี้ ผมยังหวังว่านี่จะเป็นการเคลื่อนไหวที่บริสุทธิ์จะไม่เป็นเครื่องมือของพวกที่ยุยงให้คนหนุ่มสาวกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงอยู่หน้าคีย์บอร์ดของคนบางคนที่เคียดแค้นและชิงชังสถาบันทั้งที่พวกเขาเองเคยมีบทเรียนมาแล้ว


คนหนุ่มสาวต้องระวังผู้ใหญ่ที่ประสงค์ร้ายและจงทำให้การเคลื่อนไหวของพวกเจ้าเป็นการเคลื่อนไหวที่บริสุทธิ์ “เอ้า ออกมาวิ่ง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่ ตื่นออกจากรัง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่ ของอร่อยที่สุดก็คือ ภาษีประชาชน”


ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...