ณ บ้านพระอาทิตย์
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งได้เผยแพร่รายงาน ฉบับข้อมูลถึงเดือนมิถุนายน 2563 พบว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะ “หดตัว” แรงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้
โดยเดือนมีนาคม 2563 ปรากฏว่าประเทศไทยยังมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ปี 2563 “หดตัว” หรือติดลบอยู่ที่ 1.8% และคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมีนาคม 2563 ว่าประเทศไทยจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ “หดตัว”หรือติดลบปี 2563 อยู่ที่ 5.3%
แต่พอถึงปลายเดือนมิถุนายน 2563 ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้เห็นความจริงแล้วว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยปี 2563 จะ “หดตัว” แรงว่าที่คาดการณ์เอาไว้ โดยประมาณการใหม่ว่าประเทศไทยจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2563 จะ “หดตัว” หรือติดลบ อยู่ที่ 8.1% [1]
การประมาณการเศรษฐกิจครั้งนี้คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ 8.1%, โดยกิจกรรมเศรษฐกิจภายในประเทศจะติดลบ 3.4% (การบริโภคภาคเอกชนติดลบ 3.4%, การลงทุนภาคเอกชนติดลบ 13.0 %, การอุปโภคภาครัฐเพิ่มขึ้น 3.8%, การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 5.8%), ภาคการส่งออกและบริการติดลบ 22.7%, ภาคการนำเข้าสินค้าและบริการติดลบ 18.7% โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะลดลงจากปี 2562 ที่ 39.8 ล้านคน จะเหลือเพียงแค่ 8 ล้านคนเท่านั้น หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปเกือบ 80%
การประมาณเศรษฐกิจที่หดรุนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เครื่องจักรที่จะ ”บรรเทาการหดตัวทางเศรษฐกิจ” ที่รุนแรงนั้นเหลือเพียง “เครื่องมือเดียว” คือการใช้ “งบประมาณภาครัฐเป็นหลัก” ไม่สามารถพึ่งพาการจับจ่ายใช้สอยในประเทศได้ ไม่สามารถพึ่งพาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศได้ ไม่สามารถพึ่งพาเอกชนภายในประเทศได้ และไม่สามารถพึ่งพานักท่องเที่ยวได้
โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวนั้นได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงและชัดเจนที่สุด โดยอัตราการเข้าห้องพักของสถานพักแรมทั่วประเทศไทยในเดือนพฤษภาคมปีก่อนหน้านี้เคยอยู่ที่ 69.51% (หมายความว่ามีห้องพักอยู่ 100 ห้องมีผู้มาพักอาศัยประมาณ 69-70 ห้อง) ในขณะที่เดือนพฤษภาคมปี 2563 นี้มีอัตราเข้าห้องพักเหลือเพียง 3.83% เท่านั้น และอัตราการพักอาศัยในสถานพักแรมที่ต่ำกว่า 5% นี้ ก็เริ่มเป็นสภาพนี้มาตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 แล้ว [2]
วิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกส่งผลทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของประเทศไทยโดยรวมลดลงเหลือ 38.5% (จากพฤษภาคม 2562 อยู่ที่ 49.4%, และมกราคม 2563 อยู่ที่ 48.5%) ผลประกอบการของภาคธุรกิจลดลง คำสั่งซื้อลดลง จึงลงทุนลดลง เลิกจ้างมากขึ้น ลดต้นทุนในองค์กรน้อยลง[3] และส่งผลทำให้ภาคธุรกิจต้องกู้เงินหมุนเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น [1] ซึ่งย่อมหมายความว่าการกู้เงินของภาคธุรกิจเสริมสภาพคล่องในลักษณะที่ไม่มีการลงทุนใหม่ ในขณะที่ภาคธุรกิจระหว่างประเทศมีการนำเข้าและส่งออกลดลงทั้งสองด้าน [1], [4]-[6] มีการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบน้อยลง [1],[5] โดยสภาพดังกล่าวข้างต้นจึงย่อมเล็งเห็นได้ว่ามีโอกาสสูงที่ภาคธุรกิจจะเกิดหนี้เสียในภาคอุตสาหกรรมและการบริการเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ปรากฏในรายงานนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยประจำเดือนมิถุนายน 2563 ได้ประเมินความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ที่มีความไม่แน่นอนสูงและเศรษฐกิจโลกที่อาจหดตัวมากกว่าคาด สรุปเอาไว้ในหน้าที่ 24 เกี่ยวกับฐานะการเงินของภาคธุรกิจความตอนหนึ่งว่า
“สำหรับฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจ เปราะบางมากขึ้นและมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ เช่นกันจาก
(1) แนวโน้มรายได้ธุรกิจที่ลดลงจากการระบาดของ โควิด-19 สะท้อนจากความสามารถในการทำกำไร (operating profit margin: OPM) [7] และความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (interest coverage ratio: ICR) ของธุรกิจบางรายที่ยังติดลบต่อเนื่อง
โดยกลุ่มที่ต้องติดตามใกล้ชิด ได้แก่ สาขาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็ว
อาทิ ภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม รวมทั้งสาขาธุรกิจที่เปราะบางอยู่ก่อนแล้วเนื่องจากมีหนี้สูง
เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการก่อสร้าง หรือมีผลประกอบการอ่อนแอ เช่น SMEs ในภาคสิ่งทอและ ภาคการค้า
(2) นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้รับความเสี่ยงได้น้อยลง ส่งผลให้ธุรกิจอาจไม่สามารถต่ออายุตราสารหนี้ที่ครบกำหนด (rollover risk) นอกจากนี้ ธุรกิจบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 อาจถูก ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating) เป็น non-investment grade แม้ตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่จะครบกำหนดในปี 2563 ส่วนใหญ่มีอันดับความน่าเชื่อถือในกลุ่ม A และ BBB ทั้งนี้ ความเสี่ยง จากการผิดนัดชำระตราสารหนี้ภาคเอกชนอาจกระทบผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบการเงิน อาทิ เจ้าหนี้เงินกู้ประเภทอื่น” [1]
ด้วยเหตุผลที่ภาคธุรกิจย่ำแย่กันถ้วนหน้า ย่อมส่งผลทำให้ “แรงงานนอกภาคเกษตร” มีรายได้ลดลงอย่างชัดเจน โดยเห็นได้จากจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมลดลงในแทบทุกสาขา เช่นเดียวกับผู้ประกันตนที่ขอรับสิทธิว่างงานสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จำนวนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและสถานประกอบกิจการหยุดทำการชั่วคราวเพิ่มทะยานสูงขึ้น
โดยในเดือน พฤษภาคม 2563 มีผู้ขอรับสิทธิว่างงาน 332,060 คน มาจากสาเหตุถูกเลิกจ้าง 105,488 ราย สมัครใจลาออก 215,477 ราย และสิ้นสุดสัญญาจ้าง 11,095 ราย ซึ่งสะท้อนว่ารายได้และชั่วโมงการทำงานของกลุ่มลูกจ้างได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้นท้ังในภาคผลิตและภาค บริการ โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว และการค้า [1]
แต่การประเมินของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ณ ข้อมูลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2563 พบว่ามีสถานประกอบการจำนวน 5,561 แห่ง และมีจำนวนลูกจ้างรวม 1.2 ล้านกว่าคนที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดกิจการชั่วคราว (มาตรา 75) เพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน [1]
ในขณะที่รายได้ครัวเรือนในภาคเกษตร “หดตัว” ตามปริมาณผลผลิตที่หดตัวมากจากผลของ “ภัยแล้ง” เป็นสำคัญ โดยเฉพาะข้าวและอ้อย สาหรับราคาสินค้าเกษตรหดตัวเช่นกัน โดยเฉพาะราคายางพาราจากอุปสงค์ ต่างประเทศที่ลดลง แม้ “ราคาข้าวขาวจะขยายตัว”ได้จากผลผลิตข้าวที่ลดลงและความต้องการสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ตามการกักตุนอาหารหลังเกิดการระบาดและการจำกัดโควตาส่งออกของผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก [1]
แต่ในความจริงแล้วกลับพบว่าประเทศไทยส่งออกข้าวครึ่งปีแรกปี 2563 มีประมาณ 3.14 ล้านตัน ลดลง 32% อันเป็นผลมาจากปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตข้าวลดลง การแพร่ระบาดของโควิด-19 กระทบต่อกำลังซื้อ ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าคู่แข่ง อีกทั้งพันธุ์ข้าวไทยไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลทำให้ผู้ซื้อรายสำคัญอย่างฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย หันไปซื้อจากเวียดนามเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พื้นนุ่ม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด และคาดการณ์ว่าปริมาณส่งออกข้าวปี 2563 ใหม่จะลดลงจากเดิม 7.5 ล้านตัน เหลือ 6.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 ที่มีการส่งออกข้าวปริมาณ 6.148 ล้านตัน [8]
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงทำให้ประชาชน “ประหยัด” มากขึ้น เดินทางน้อยลง สะท้อนผ่านดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนโดยรวมลดลง โดยประชาชนส่วนใหญ่อยู่กับบ้านมากขึ้นจึงทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ใช้รถยนต์และเดินทางน้อยลงจึงใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์และดีเซลลดลง เดินทางน้อยลงจึงใช้บริการภัตตาคารและโรงแรมลดลงอย่างรุนแรง ซื้อสินค้าเสื้อผ้าน้อยลง และมีอัตราการซื้อสินค้ารถยนต์ และรถยนต์เชิงพาณิชย์ลดลงอย่างมาก (ยอดขายลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง) ในขณะที่รถมอเตอร์ไซค์ยอดขายที่ลดลงได้เริ่มบรรเทาความเสียหายด้วยยอดขายที่มีคนเปลี่ยนอาชีพมาขนส่งสินค้าและอาหารที่ขยายตัวมากขึ้นในช่วงโควิด-19 [9]
ในขณะที่ภาคธุรกิจพยายามกู้เงินเสริมสภาพคล่องในทางธุรกิจมากขึ้น ที่มาพร้อมกับการเลิกจ้างแรงงานมากขึ้น ลดต้นทุนโดยรวมลง แต่สำหรับประชาชนที่ประหยัดจึงต้อง “ลดการก่อหนี้บัตรเครดิต” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้า ลดลงอย่างชัดเจน [1] ส่งผลทำให้ยอดคงค้างของหนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยในไตรมาส 1 ปี 2563 ลดลงครั้งแรกเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีครึ่ง เป็นจำนวนเงินประมาณ 3,562 ล้านบาท [10] [11]
แต่การที่ประชาชนประหยัดมากขึ้น มีความระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้น ก่อหนี้ลดลงนั้นไม่ได้เกิดเพราะสำนึกในการออมตามปกติ หากแต่เกิดจากรับรู้ได้ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง ด้วยการออมเช่นนี้ก็ทำให้เกิดการอุปโภคบริโภคลดลงส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมลดลงเป็นลูกโซ่ตามมาด้วย ประเด็นที่ตามมาท่ามกลางความพยายาม “ประคองธุรกิจ-ต่อสายป่านทางการเงิน” ทั้งการเพิ่มเงินกู้ และงบประมาณภาครัฐนั้นจะทำได้มากพอและทันกับการหดตัวทางเศรษฐกิจที่รุนแรงหรือไม่ และจะส่งผลทำให้หนี้สินครัวเรือนจะทยอยเพิ่มสูงขึ้นในท้ายที่สุดหรือไม่
ทั้งนี้ในรายงานนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยประจำเดือนมิถุนายน 2563 ได้ประเมินความเสี่ยงในกลุ่มหนี้สินครัวเรือนความว่า
“ภาคครัวเรือนและธุรกิจมีสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ โดยฐานะทางการเงินของครัวเรือนไทยเปราะบางมากขึ้นและมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น สะท้อนจาก สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ ไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ที่ยังอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 80.1 และสัดส่วนหนี้ที่ไม่ ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่ออุปโภคบริโภค ณ ไตรมาสที่ 1 ปี 2563 [1],[10] ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจาก ร้อยละ 2.9 มาอยู่ที่ร้อยละ 3.2 ตามคุณภาพสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ลดลงในทุกประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อบัตร เครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล [1]
ทั้งนี้ กลุ่มครัวเรือนที่มีปัญหาสภาพคล่องและมีความสามารถต่ำในการรองรับ ปัจจัยลบที่กระทบรายได้ (income shock) จากการระบาดของ โควิด-19 คือกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มท่ีใช้รายได้เกือบทั้งหมดไปกับรายจ่ายเพื่ออุปโภคบริโภค จึงมีระดับเงินออมที่ต่ำไม่เพียงพอรองรับ income shock ที่รุนแรง หากครัวเรือนกลุ่มนี้ขาดรายได้จะมีเงินออมพอดำรงชีพได้ไม่เกิน 3 เดือน [1], [11]”
สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2563 ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยอยู่ที่ 13.479 ล้านล้านบาท แม้จะลดลงเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีครึ่ง แต่หนี้สินครัวเรือนในไตรมาสแรกของปี 2563 นี้ ก็มีสัดส่วนที่สูงมากถึง 80% เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 4 ปีเช่นกัน และมีแนวโน้มว่าหลังจากนี้จะทยอยสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 90% ของจีดีพีในปลายปี 2563 ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศมีเศรษฐกิจที่หดตัวลง จึงเป็นผลทำให้ตัวเลขหนี้สินครัวเรือนเมื่อเทียบกับจีดีพีจะสูงขึ้นที่สุดในรอบ 18 ปี [12],[13]
ในยามที่ประชาชนรายได้ลดลงและมีเงินออมดำรงชีพได้ไม่เกิน 3 เดือน ย่อมส่งผลทำให้กำลังซื้อโดยรวมลดลงด้วย อุตสาหกรรมรถยนต์และที่อยู่อาศัยจึงต้องออกแคมเปญ ทั้งเร่งลดแลกแจกแถม เพื่อเร่งให้ประชาชนก่อหนี้ก้อนใหญ่มาจับจ่ายใช้สอยเพื่อประคองตลาดที่อยู่อาศัยและรถยนต์ก่อนที่ประชาชนจะเงินหมดไปมากกว่านี้
ปรากฏการณ์ข้างต้นคือกลยุทธ์เร่งขายการตลาดในขณะที่มีการก่อหนี้เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินหมุนเวียน ที่สวนทางสัญญาณอ่อนแอของกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่อาจมีปัญหาเศรษฐกิจมาก่อนหน้านี้ และถูกซ้ำเติมด้วยโควิด-19 ทำให้สถานการณ์หนักขึ้นรุนแรงขึ้นไปอีก
ในสถานการณ์เช่นนี้นอกจากบทบาทของภาครัฐที่ต้องใช้งบประมาณอันมหาศาลเยียวยาและสร้างงานแล้ว บทบาทของสถาบันกันเงินก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของสถาบันการเงิน ทั้งลดภาระผ่อนต่อเดือน งานลดหรืองดดอกเบี้ย และการพักชำระหนี้เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับลูกหนี้ ซึ่งย่อมเป็นผลทำให้ยอดหนี้คงค้างของครัวเรือนและลูกค้าของครัวเรือนยังคงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2563 พบว่ามีลูกหนี้รายย่อยได้รับความช่วยเหลือแล้วเป็นจำนวน 11.48 ล้านราย มีมูลหนี้รวมกันสูงถึง 3.8 ล้านล้านบาท [12], [13]
โรคโควิด-19 เป็นโรคที่บริหารจัดการยากเพราะเป็นโรคที่มาในยุคข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายทั่วโลก (เร็วกว่าโรคระบาด) ด้วยลักษณะของ “การติดเชื้อที่แพร่ระบาดได้ง่าย แต่อัตราการรักษาหายสูง และอัตราการเสียชีวิตต่ำ” ทำให้บางประเทศเห็นว่าไม่คุ้มค่าในการใช้มาตรการป้องกันการระบาดของโรคเมื่อเทียบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม หลายประเทศพยายามใช้มาตรการป้องกันการระบาดของโรคแต่ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือด้วย บางประเทศขาดความพร้อมในเรื่องการสาธารณสุขพื้นฐานตลอดจนความพร้อมของทีมแพทย์และพยาบาล บางประเทศเลือกตรวจหาเชื้อน้อยเกินไปเพราะให้ความสำคัญกับการสร้างภาพเพื่อเศรษฐกิจมากกว่าการป้องกันการระบาดโรค และสำหรับประเทศไทยก็เลือกหนทางในการป้องกันโรคแต่ก็ต้องได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่จะหยุดยั้งความสับสนของเรื่องนี้จึงอยู่ที “วัคซีน” ซึ่งสัญญาณนี้เริ่มเห็นชัดเจนว่าหลายประเทศกำลังพัฒนาวัคซีนไปอย่างรวดเร็ว และเริ่มเห็นสัญญาณว่าผลการทดลองเบื้องต้นพบว่าได้ผลดีกับสัตว์ทดลองในหลายประเทศ เพียงแต่ว่าจะใช้เวลานานอีกเท่าไหร่ถึงจะมีการใช้จริงกับคนทั่วโลกเท่านั้น
ประเทศใดประสบความสำเร็จก่อนในลำดับแรกๆ ประเทศนั้นคงจะใช้วัคซีนในประเทศนั้นก่อน หลังจากนั้นจึงจะผลิตขายไปในต่างประเทศสร้างรายได้ให้กับประเทศนั้นอย่างมหาศาล และประเทศที่ประสบความสำเร็จในการผลิตวัคซีนที่ใช้ได้ผลก่อน ก็จะทำให้มีผู้ที่ต้องการเดินทางเข้ามาในประเทศนั้นอย่างมหาศาลด้วย โดยในขณะที่บริษัทยาและรัฐบาลทั่วโลกกำลังดำเนินการเพื่อแข่งกับเวลานั้น ซึ่งหนึ่งในหลายประเทศนั้นก็มี “ประเทศไทย”ที่กำลังวิจัยเพื่อผลิตวัคซีนราคาไม่แพงรวมอยู่ด้วย ซึ่งทดสอบในลิงแล้วให้ผลดี
ทั้งนี้ นายไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขแห่ง องค์การอนามัยโลกให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 ระบุว่า วัคซีนหลายตัวเวลานี้อยู่ในการทดลองระยะ 3 และจนถึงตอนนี้ไม่มีตัวไหนที่ล้มเหลว ทั้งในแง่ความปลอดภัยและประสิทธิภาพ แต่คาดว่าเร็วสุดของวัคซีนที่จะเริ่มเห็นเป็นผลิตภัณฑ์นำมาใช้ได้ถึงมือประชาชนได้จริงก็คือ “ต้นปี 2564” [14] ส่วนประเทศไทย แม้จะพยายามเร่งรัดให้ได้เร็วที่สุด แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าของประเทศไทยอาจจะใช้ได้ประมาณ “กลางปี 2564” [15]
แปลว่าทั่วโลกและประเทศไทยจะต้องอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจไปอย่างน้อยอีก 6 เดือน แต่ก็แปลว่าวิกฤติโรคโควิด-19 กำลังจะเริ่มสิ้นสุดลงหลังจากนี้อีก 6 เดือนเช่นกัน
แต่ถ้าลองพิจารณาว่าหากต่างชาติผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 มาได้ก่อนประเทศไทยเป็นเวลา 6 เดือน ฝ่ายการเมืองจะถูกกดดันกับคนในประเทศมากเพียงใด ที่จะมีการเรียกร้องให้เร่งนำเข้าวัคซีนโดยไม่รอวัคซีนจากในประเทศที่กำลังจะตามหลังมาอีก 6 เดือนหลังจากนั้น และนี่คือเหตุผลว่าเหตุใดทุกประเทศจึงต้องเร่งแข่งกับเวลาในการผลิตวัคซีนที่จะส่งผลการเมืองต่อประเทศนั้นๆ ด้วย ซึ่งความจริงแล้วประเทศไทยก็ต้องเร่งวิจัยขจัดขั้นตอนที่ล่าช้าเกินสมควรโดยเร็วด้วย
อย่างไรก็ตามในระหว่างการรอวัคซีนในต้นปี 2564 ของต่างชาติ หรือรอของไทยกลางปี 2564 นั้น สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ของประเทศไทยยังดีกว่าอีกหลายประเทศ ทั้งการไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ภายในประเทศติดต่อกันเป็นเวลานาน อัตราการรักษาหายสูง อัตราการเสียชีวิตต่ำ อีกทั้งยังได้รับความชื่นชมว่ามีทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความสามารถดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ที่ทำงานอย่างเข้มแข็งในการรับมือกับโควิด-19 มีประชาชนให้ความร่วมมือกับภาครัฐและมาตรการทางสังคมเพื่อป้องกันโควิด-19 ดีกว่าอีกหลายประเทศ เมื่อผนวกกับการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของประเทศที่มีอยู่แต่เดิมแล้ว นี่คือจุดที่แข็งของประเทศไทยที่ดีกว่าอีกหลายประเทศ รัฐบาลจึงน่าจะต้องคิดและทำอะไรในสิ่งที่ประเทศไทยมีศักยภาพมากกว่านี้
ไม่ใช่มีเพียงแต่เงินงบประมาณภาครัฐที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้นจะฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ได้ แต่ก็ต้องกำหนดทิศทางให้มีความชัดเจนด้วยว่าประเทศไทยจะไปในทิศทางใด
ตัวอย่างเช่น เป้าหมายค่าเงินบาทของประเทศที่จะต้องเอื้อให้เกิดการแข่งขันระหว่างประเทศได้จริงด้วย โดยที่ไม่ใช่การยึดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อโดยใช้กลไกนโยบายอัตราดอกเบี้ยแต่เพียงอย่างเดียว การกำหนดการใช้นโยบายการผลิตพลังงานเพื่อให้ประชาชน เช่น โรงไฟฟ้าชุมชน เปลี่ยนหลังคาบ้าน แหล่งน้ำมันไบโอดีเซล 100 ของชุมชน และพื้นที่การเกษตรเพื่อขายพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำไปสูการช่วยลดความเหลื่อมล้ำลดค่าใช้จ่ายพึ่งพาตัวเองของประชาชนได้มากขึ้น การปรับโครงสร้างพลังงานให้มีความเป็นธรรมต่อประชาชนลดค่าการตลาดที่สูงเกินควร การพัฒนาลงไปในพื้นที่เกษตรที่ต้องมีการจัดสรรงบประมาณและให้เงินกู้ต่อเกษตรกรเพื่อให้เป็นพื้นที่เป็นแหล่งอาหารและสมุนไพรปลอดภัยไร้สารพิษและดำเนินตามแนวทางปรัชญาเกษตรพอเพียงและพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น ปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยอย่างเร่งด่วน เร่งส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า รถเมล์ที่ไฟฟ้าเพื่อลดมลภาวะจากปิโตรเลียม รวมถึงการที่ประเทศไทยควรจะมีทิศทางเป็นศูนย์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับโลก ฯลฯ
ประเทศไทยกำลังต้องการวิสัยทัศน์เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน !!!
แต่เหนือไปกว่านั้นการใช้งบประมาณแผ่นดินจะต้องมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ มีทั้งปลาและเบ็ดตกปลาให้ความช่วยเหลือภายใต้งบประมาณภาครัฐนั้น จะต้องสร้างความยั่งยืนให้ได้ด้วย
แต่ถ้าปล่อยให้มีการใช้โควตา ส.ส. มัวมาต่อรองสัมปทานตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อหวังผลาญและงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนสุนัขแย่งชามข้าวกันอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ หรือเกรงใจนายทุนโดยให้คนที่มีมลทินหรือมีประวัติเกี่ยวข้องทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงให้มาเป็นรัฐมนตรี ประเทศชาติก็อาจจะถึงขั้นเสียหายพินาศทางเศรษฐกิจคามือรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างแน่นอน !!!
ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต
อ้างอิง:
[1] คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย, รายงานนโยบายการเงิน 23 มิถุนายน 2563
https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/MonetPolicyComittee/MPR/DocLib/MPRTH_June2563_sid56.pdf
[2] เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย, เครื่องชี้ภาวะการท่องเที่ยว, ระหว่างพฤษภาคม 2662 - พฤษภาคม 2563
https://www.bot.or.th/App/BTWS_STAT/statistics/ReportPage.aspx?reportID=875&language=th
[3] เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย, ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจ 1, ระหว่างพฤษภาคม 2562-พฤษภาคม 2563
https://www.bot.or.th/App/BTWS_STAT/statistics/ReportPage.aspx?reportID=405&language=th
[4] เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย, ดัชนีการค้าและราคาสินค้าเข้า-ออกเปรียบเทียบ (ดอลลาร์สหรัฐ),ระหว่าง พฤษภาคม 2562 - พฤษภาคม 2563
https://www.bot.or.th/App/BTWS_STAT/statistics/ReportPage.aspx?reportID=113&language=th
[5] เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย, ดัชนีสินค้าเข้าจำแนกตามภาคเศรษฐกิจ (ปรับฤดูกาล) (ดอลลาร์สหรัฐ), ระหว่างพฤษภาคม 2562-พฤษภาคม 2563
https://www.bot.or.th/App/BTWS_STAT/statistics/ReportPage.aspx?reportID=753&language=th
[6] เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย, ดัชนีสินค้าออกจำแนกตามกิจกรรมการผลิต (ปรับฤดูกาล) (ดอลลาร์สหรัฐ), ระหว่างพฤษภาคม 2562-พฤษภาคม 2563
https://www.bot.or.th/App/BTWS_STAT/statistics/ReportPage.aspx?reportID=754&language=th
[7] สะท้อนจาก ICR และ OPM ณ เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 25 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ขนาดเล็กที่ติดลบต่อเนื่อง
[8] ผู้จัดการออนไลน์, ส่งออกข้าวไทยครึ่งปี 3.14 ล้านตัน ลดลง 32% จับตาถูกจีนเบียดขึ้นทอป 3 โลก, เผยแพร่: 22 กรกฎาคม 2563, เวลา 15.59 น.
https://mgronline.com/business/detail/9630000075243
[9] เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย, ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนและองค์ประกอบที่ปรับฤดูกาล, ระหว่างพฤษภาคม 2562-พฤษภาคม 2563
https://www.bot.or.th/App/BTWS_STAT/statistics/ReportPage.aspx?reportID=827&language=th
[10] ข้อมูลคุณภาพสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ด้อยลงในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 บางส่วนได้รับผลกระทบจากการปรับเกณฑ์การจัดชั้น ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9) ซึ่งเริ่มใช้เป็นไตรมาสแรก
[11] คำนวณจากแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2562
[12] ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, สัดส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่ม...ท่ามกลางโจทย์เฉพาะหน้าในการเยียวยาครัวเรือนฝ่าวิกฤติโควิด-10, มองเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3874, สถาบันการเงิน, 7 กรกฎาคม 2563
https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-econ/financial/Pages/y3874-Household-Debt.aspx
[13] ผู้จัดการออนไลน์, กสิกรฯ คาดหนี้ครัวเรือนแตะ 88-90% แบงก์รับโจทย์หนักอุ้มลูกค้า-แก้หนี้,เผยแพร่: 7 กรกฎาคม 2563
https://mgronline.com/stockmarket/detail/9630000069668
[14] ผู้จัดการออนไลน์, ดับฝันมนุษย์โลก! WHOคาดวัคซีนโควิด-19คงต้อรอจนถึงต้นปีหน้า, เผยแพร่: 23 กรกฎาคม 2563, 02.30 น.
https://mgronline.com/around/detail/9630000075425
[15] ผู้จัดการออนไลน์, “อนุทิน” คาดกลางปี 64 คนไทยมีวัคซีนโควิด-19, เผยแพร่: 25 มิถุนายน 2563, 14.29 น.
https://mgronline.com/uptodate/detail/9630000065499


