xs
xsm
sm
md
lg

ประเทศที่ใครก็เป็นรมต.ได้

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



ผ่านวาระ 88 ปี 24 มิถุนายน 2475 วันที่คณะราษฎรซึ่งประกอบด้วยพลเรือนและทหารก่อการชิงสุกก่อนห่ามเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบอมาตยาธิปไตยไปแล้ว ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นระบอบประชาธิปไตย เพราะกว่าจะมีการเลือกตั้งทางตรงครั้งแรกคือวันที่ 8 พฤศจิกายน 2480 และกว่าจะมีพรรคการเมืองก็เป็น พ.ศ. 2490

การเมืองไทยจากวันนั้นถึงวันนี้ยังเป็นการวนลูปของการเลือกตั้งและการรัฐประหารตามวงจรอุบาทว์ที่เป็นวงรอบไม่รู้จบ เพราะเมื่อนักการเมืองเข้ามีอำนาจแล้วก็มักจะเหิมเกริมลุหลงแก่อำนาจจนทำให้ทหารใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจเพื่อรีเซ็ตระบอบประชาธิปไตยกันใหม่ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เขียนใหม่แล้วกลับมาเลือกตั้งหมุนวนกันไป

ถ้าเราศึกษาการจัดตั้งรัฐมนตรีในช่วงของการรัฐประหารนั้นมักจะเลือกเฟ้นเอาเทคโนแครตที่มีความรู้ตรงกับสายงานของกระทรวงเข้ามาบริหารเป็นการชั่วคราว หรือรัฐมนตรีในยุคแรกๆ แม้จะมาจากการเลือกตั้งก็มักจะเลือกเฟ้นเอาคนที่มีความรู้ความสามารถได้รับการยอมรับเป็นที่ประจักษ์ เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นมีความสำคัญที่ต้องใช้ความรู้ในการบริหารและรู้เท่าทันกับข้าราชการในกระทรวงเพื่อให้เกิดการยอมรับในการบังคับบัญชา

แต่ปัจจุบันตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นกลายเป็นการตอบแทนผลประโยชน์ทางการเมืองของคนที่มีอิทธิพลบารมีในพรรค คนที่เป็นกระเป๋าเงินของพรรค โดยไม่สนใจประวัติความเป็นมาความรู้ความสามารถของคนที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีเลย

ในยุคของทักษิณที่กลายเป็นบิดาของระบอบประชาธิปไตยของฝ่ายเทิดทูน 2475 และฝ่ายอ้างตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยในปัจจุบันนั้น ชัดเจนที่สุดว่า นอกจากไม่สนใจความรู้ความสามารถแล้ว เก้าอี้รัฐมนตรียังถูกใช้เป็นการตอบแทนผลประโยชน์ทางการเมืองกับคนที่เข้ามาสวามิภักดิ์ด้วย

นอกจากนั้นยังเกิดพัฒนาการโดยการส่งนอมินีเข้าไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแทน แต่มีคนที่มีบารมีเหนือกว่าในพรรคคอยขับเคลื่อนกำกับอยู่หลังฉากซึ่งเป็นพัฒนาการทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังจากพรรคไทยรักไทยถูกยุบและแกนนำสำคัญหลายคนถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทุกวันนี้นักการเมืองหลายคนยังเล่นบทหลังฉากนี้อยู่ เพราะค้นพบแล้วว่าสนุกกว่าเปิดหน้ามาเป็นรัฐมนตรีที่กลายเป็นเป้ากลางแจ้งและพลาดพลั้งไปอาจจะโดนคดีทางการเมืองได้ แต่เล่นอยู่หลังฉากนั้นปลอดภัยกว่ามาก

เก้าอี้รัฐมนตรีเลยเป็นเก้าอี้ที่ใครจะมาเป็นก็ได้ ถ้าผู้มีบารมีในพรรคเห็นดีเห็นงามด้วย ดังนั้นใครต่อใครก็คิดว่า ตัวเองเป็นรัฐมนตรีได้ทั้งนั้น จึงตะเกียกตะกายอยากเป็นรัฐมนตรีทุกคน ถ้าไม่รับใช้ผู้มีบารมีในพรรคก็ต้องใช้เงินซื้อ ส.ส.เข้ามาอยู่ในก๊วนเพื่ออำนาจในการต่อรองให้มาก

จริงๆ แล้วนวัตกรรมที่สูงส่งของการเปิดศักราชใหม่ว่าใครก็เป็นรัฐมนตรีได้นั้น ก็มาจากการที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้เวลาไม่กี่วันก้าวขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรีนั่นแหละ และเป็นตัวอย่างสำคัญว่า การเลือกตั้งอาจจะเป็นอำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งไม่ใช่การวัดผลของคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารบ้านเมือง

เมื่อยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า นายหมานายแมวมีความรู้ขนาดไหนมีภาพย่ำแย่ขนาดไหนก็มาเป็นรัฐมนตรีได้ทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่เว้นว่าจะเป็นขั้วไหนทางการเมือง แม้กระทั่งรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาก็ดูเอาเถอะ

รัฐบาลประยุทธ์ชุดปัจจุบันนั้นมาจากการเลือกตั้งก็ใช่ แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบก็คงไม่ใช่ แต่ถ้ากล่าวว่าเป็นรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจเพื่อสานต่อภารกิจของรัฐบาลจากการรัฐประหารก็น่าจะถูกต้องกว่า รัฐบาลประยุทธ์จึงมีรัฐมนตรีที่เป็นส่วนผสมผสานของคนที่มีภาพลักษณ์เป็นเทคโนแครตกับนักการเมือง

แต่การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมืองไม่ใช่เทคโนแครต เทคโนแครตที่จะเข้ามาทำงานการเมืองต้องเรียนรู้ผลประโยชน์ของนักการเมือง เมื่อเทคโนแครตที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลประยุทธ์ไม่เรียนรู้การตอบแทนผลประโยชน์ให้กับนักการเมืองจึงยากที่จะรักษาเก้าอี้ไว้ได้ ดังที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐ

แน่นอนว่า พรรคการเมืองนั้นต้องมีองค์ประกอบหลักสำคัญคือนักการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยไทยที่แยกไม่ออกระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัตินั้น นักการเมืองทุกคนจึงใฝ่ฝันที่จะเป็นรัฐมนตรีซึ่งกลายเป็นการไต่เต้าทางการเมืองที่สูงส่งของชีวิตนักการเมือง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ แต่เพื่อศักดิ์ศรีและเกียรติประวัติของวงศ์ตระกูล

สำหรับพรรคพลังประชารัฐแม้พล.อ.ประยุทธ์จะวางตัวเป็นบุคคลนอกพรรค และวันนี้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่จะถูกวางบทบาทให้เป็นหัวหน้าพรรค แต่ต้องยอมรับว่า ภายใต้พรมแดนของพรรคและอำนาจการตัดสินใจในการปรับ ครม.นั้นอยู่ที่การตัดสินใจของคนทั้งสองคน

ในสายตาของประชาชนที่เป็นมวลชนสนับสนุนรัฐบาลภาพของพล.อ.ประยุทธ์นั้นเป็นที่รักใคร่และเชิดชู แต่ภาพของพล.อ.ประวิตรนั้นกลับกันหรือจะมีคนรักอยู่บ้างก็ไม่ใช่รักแบบเชิดชูบูชา กระทั่งมีคนมองว่า พล.อ.ประวิตรเป็นตัวถ่วงด้วยซ้ำไป

แต่ในสายตาของพล.อ.ประยุทธ์นั้น พล.อ.ประวิตรคือ คนที่มีบุญคุณเกื้อหนุนกันมาดังที่แสดงออกให้ปรากฏต่อสาธารณชนเสมอมา และพล.อ.ประวิตรคือลมใต้ปีกที่พล.อ.ประยุทธ์รู้ว่า ตัวเองจะบินด้วยปีกของตัวเองคงมาไกลไม่ได้ขนาดนี้ ที่สำคัญพล.อ.ประวิตรคือเจ้าของอิฐที่ก่อเป็นผนังทางการเมืองให้พล.อ.ประยุทธ์ และนักการเมืองในพรรคพลังประชารัฐก็คืออิฐที่อยู่ในมือของพล.อ.ประวิตร ดังนั้นพล.อ.ประวิตรจึงกุมชะตากรรมของพล.อ.ประยุทธ์เอาไว้

การเมืองจึงกลายเป็นการหมุนเวียนไปตามวงจรอุบาทว์อีกครั้งคือการแย่งชิงชามข้าวในพรรคพลังประชารัฐเพื่อผลักดันตัวเองเป็นรัฐมนตรี และคนที่เป็นรัฐมนตรีอยู่แล้วก็ผลักดันเพื่อให้ตัวเองเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงที่ใหญ่ขึ้น และเมื่อเรามองไปแล้วแม้จะมีหน้าใหม่ที่ทะเยอทะยานอยู่บ้างหลายคนก็เคยเป็นฟันเฟืองของระบอบทักษิณมาแล้ว

เมื่อพล.อ.ประวิตรขยับเขยื้อนไปตามแรงดันของเสือหิวในพรรค แรงสั่นสะเทือนจึงเกิดขึ้นกับพล.อ.ประยุทธ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แน่นอนนักการเมืองต้องการเก้าอี้รัฐมนตรี แต่พล.อ.ประยุทธ์ต้องการคนทำงานที่ได้รับการยอมรับด้วย แต่ตัวเลือกของนักการเมืองในพรรคที่คนเห็นแล้วร้องยี้ ขัดกับอุดมคติของพล.อ.ประยุทธ์ที่พยายามแสดงออกมา คำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์จะหาทางออกให้ตัวเองอย่างไร

แม้วันนี้พล.อ.ประยุทธ์จะตอบคำถามสื่อมวลชนหลายครั้งแล้วว่า จะยังไม่ปรับ ครม. แต่ทุกครั้งคำตอบก็ปลายเปิดไว้ว่า ทำนองว่าไม่ใช่ตอนนี้ ดังนั้นหมายความว่า ในอนาคตอาจจะมีการปรับครม.นั่นเอง เพียงแต่พล.อ.ประยุทธ์จะยื้อไปได้นานแค่ไหนเท่านั้น

หลายคนเชื่อว่า แม้พล.อ.ประยุทธ์จะรู้ว่า ตัวเองนั้นเป็นคนแบกพรรคพลังประชารัฐเอาไว้ และคนจำนวนมากเลือกพรรคพลังประชารัฐเพื่อให้ตัวเองเป็นนายกฯ มีอำนาจมากที่จะต่อรองเพื่อทัดทานการเคลื่อนไหวของเสือสิงห์กระทิงแรดในพรรค แต่ยากที่พล.อ.ประยุทธ์จะทำในสิ่งที่ขัดใจพี่ใหญ่ที่อุ้มชูกันมา

สุดท้ายแล้วเก้าอี้รัฐมนตรีก็เป็นเพียงประโยชน์ตอบแทนกันของนักการเมืองไม่ว่าฝ่ายไหนจะมีอำนาจ อำนาจผลประโยชน์ของตัวบุคคลและบุญคุณที่ต้องทดแทนใหญ่กว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติเสมอ แม้แต่พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องวางน้ำหนักในการออมชอมเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเช่นกัน

ประเทศที่ใครก็เป็นรัฐมนตรีได้ก็คือประเทศที่มองไม่เห็นหัวประชาชนนั่นแหละ

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
กำลังโหลดความคิดเห็น...