xs
xsm
sm
md
lg

‘จอมโหด’ ถูกเช็กบิลย้อนหลัง

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์



นายเอ็ดเวิร์ด โคลสตัน Edward Colston นักค้าทาสในยุคศตวรรษที่ 17 อาจพลิกตัวในหลุมศพ หลังจากอนุสาวรีย์ที่ชาวเมืองบริสตอล ทางตอนใต้ของเกาะอังกฤษ ถูกผู้ประท้วงดึงลงมาจากแท่น ผลักทิ้งลงคลอง เพราะไม่อยากให้เป็นความอัปยศต่อไป

โคลสตันมีอนุสาวรีย์เพราะได้ใช้ความมั่งคั่งจากการค้าทาสจากทวีปแอฟริกา ส่งไปขายในอเมริกา ไปสร้างสาธารณูปโภค ถนนหนทางและโรงเรียนในเมืองบริสตอล ทำให้ชาวเมืองมองว่าเป็นผู้สร้างคุณูปการให้เมือง เป็นบุคคลที่น่ายกย่อง

แต่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งคนในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ได้รวมตัวชุมนุมประท้วงการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวโดยฝรั่งผิวขาว ทำให้คนอย่างนายโคลสตัน ถูกมองว่าเป็นคนที่ปฏิบัติต่อคนผิวดำเยี่ยงสัตว์ที่ถูกต้อนเอามาใช้งานเพื่อความร่ำรวย

อารมณ์ของผู้ประท้วงในอังกฤษต่อคนอย่างนายโคลสตันคงคุกรุ่นมาตลอดโดยเฉพาะในกลุ่มคนผิวสีที่มีหลายล้านคนในอังกฤษ เช่น คนผิวดำจากแอฟริกา คนเชื้อสายอินเดียจากชมพูทวีป หลังจากอังกฤษยึดอินเดียเป็นเมืองขึ้นนาน 200 ปี

ประชากรผิวสีในอังกฤษ จึงเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของมรดกบาปที่อังกฤษได้กระทำไว้ในยุคการล่าอาณานิคม ซึ่งอังกฤษได้ยึดครองแผ่นดินทั่วโลก จนกระทั่งเรียกตัวเองอย่างภูมิใจว่า “จักรภพอังกฤษ ดินแดนซึ่งพระอาทิตย์ไม่ตกดิน”

เหมือนเป็นเวรกรรมตามทัน จักรภพอังกฤษ เริ่มหดหาย จนเหลือเพียงนิดเดียวถ้าเวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ แยกตัวออกไป จะเป็นประเทศที่คนขับรถจากเหนือจรดใต้ใช้เวลาประมาณ 1 วัน อนาคตยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

กระแสของการประท้วงการเหยียดเชื้อชาติ ผิวสีครั้งล่าสุด เกิดเพราะการตายของนายจอร์จ ฟลอยด์ ด้วยฝีมือตำรวจในเมืองมินนิอาโปลิส ทำให้ลุกลามไปทั่วสหรัฐฯ และทวีปยุโรป ซึ่งที่ไหนมีคนผิวสีอยู่ในพื้นที่คนผิวขาว จะมีปัญหานี้ทั่วไป

เพียงแต่ไม่รุนแรงมากเหมือนในสหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งเกิดสงครามการเมืองในยุคปี 1861 เพราะการค้าทาส ตกค้างมาจากการเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษก่อนการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันไม่คาดฝันว่าจะเกิดผลกระทบรุนแรงและยังไม่จบ

นายโคลสตัน ซึ่งได้นอนในหลุมศพ และถูกยกย่องว่าเป็นผู้ใจบุญ สร้างเมืองบริสตอล ดังเหมือนตระกูลร็อคกี้เฟลเลอร์ในสหรัฐฯ กำลังถูกเช็กบิลทางประวัติศาสตร์ในด้านความโหดร้าย เลือดเย็น ในด้านความเป็นนักค้าทาสตัวเอ้ หาตัวเทียบยาก

นายโคลสตันเป็นพนักงานของบริษัท โรยัล แอฟริกัน ซึ่งส่งทาสมากกว่า 1 แสนคนจากภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกไปยังสหรัฐฯ ไม่ต่างจากนักค้าทาสในยุโรป แต่ ช่วงการขนส่งโดยนายโคลสตันมีทาสเสียชีวิตกว่า 2 หมื่นคน ศพถูกโยนทิ้งลงทะเล

ความชั่วร้ายของนายโคลสตันส่งผลกระทบต่อรัฐบุรุษอังกฤษ อดีตนายกฯ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นนักเหยียดเชื้อชาติ อนุสาวรีย์ถูกทุบ และจะถูกซ่อมและโยกย้ายไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ทำให้เห็นว่าคนประเภทนี้ไม่มีที่ยืนแม้แต่รูปปั้น

การเช็กบิลย้อนหลัง ทำให้รัฐบุรุษอย่างเชอร์ชิลล์ อาจกลายเป็นคนถูกเกลียดชังไปได้เช่นกัน ถ้าพฤติกรรมเข้ากันไม่ได้ ไม่ถูกยอมรับในสังคมปัจจุบัน

เช่นเดียวกันกษัตริย์ลีโอโปลด์ ที่ 2 ของเบลเยียม ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดทรราชย์สำหรับประเทศในแอฟริกา เพราะเบลเยียมก็เป็นนักล่าเมืองขึ้นในกาฬทวีปเช่นกัน ช่วงนั้นเข้าไปยึดแอฟริกากลาง ซึ่งเรียกว่าคองโกภายใต้การปกครองของเบลเยียม

กษัตริย์ลีโอโปลด์ไม่เคยเหยียบแผ่นดินคองโก แต่ความโหดร้ายเป็นที่เลื่องลือเพราะถูกบันทึกโดยนักประวัติศาสตร์ว่าทำให้คนตายมากถึง 10 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรของคองโกในยุคนั้น ถือว่าเป็นจอมโหดสุดยอด

ลีโอโปลด์ได้สั่งให้ทหารจัดการกับผู้กระด้างกระเดื่องหรือกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เช่น การลงโทษด้วยการตัดมือ ตัดแขน ทหารต้องตัดมือแล้วเอาใส่ตะกร้าให้ผู้บัญชาการกองทัพดูว่ามีการลงโทษจริง จนรัฐบาลเบลเยียมต้องเข้าคุมเอง

นั่นเป็นเพราะแรงกดดันมากจากความโหดร้ายของลีโอโปลด์ เป็นที่ประจักษ์ในปี 1908 เมื่อการชุมนุมเกิดขึ้นเพราะกรณีของ จอร์จ ฟลอยด์ กลุ่มบางโก-แครน เชื้อสายคองโก-เบลเยียม ได้เรียกร้องให้รื้ออนุสาวรีย์ของกษัตริย์ลีโอโปลด์

การเช็กบิลและรื้อประวัติศาสตร์เพื่อประเมินพฤติกรรมของคนรุ่นอาณานิคม เป็นผลของการเดินขบวนชุมนุมประท้วง รวมทั้งการก่อเหตุรุนแรงในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกา ผ่านไป 3 สัปดาห์ ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเบาบางเพราะมีเหตุอื่นเกิดอีก

ความเสียหายด้านเศรษฐกิจเพราะการประท้วง การจลาจล ยังไม่สามารถประเมินได้เพราะยังไม่จบสิ้น แต่มีเหตุใหม่ซึ่งขยายความขัดแย้งออกไป โดยกลุ่มขวาจัด ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มเหยียดผิวและเชื้อชาติออกมาร่วมผสมโรงด้วย

เป็นการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มขวาจัดกับกลุ่มผู้เรียกร้องความเสมอภาคและความยุติธรรม ซึ่งมีกลุ่มแอนตี้ฟาสซิสต์ เอียงซ้ายเข้าร่วมด้วยเช่นกัน สภาวะเช่นนี้เกิดในสหรัฐฯ และในอังกฤษ มีท่าทีว่าจะลามไปสู่ฝรั่งเศส และประเทศในทวีปยุโรป

ในสหรัฐฯ ผู้นำทำเนียบขาว โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจัดในกลุ่มผู้เหยียดผิว เชื้อชาติระดับตัวพ่อก็ออกมาราดน้ำมันเข้ากองไฟเป็นระยะ มีตัวช่วยคือฟ็อกซ์นิวส์ ซึ่งเป็นสื่ออนุรักษนิยม แนวคิดขวาเช่นกัน ด้วยข้อมูลเท็จ ได้สร้างความแตกแยกกว่าเดิม

ทรัมป์ได้ตอกลิ่มอันใหม่เข้าสู่ความขัดแย้งทางสังคมในความรู้สึกด้านการเหยียดผิวเชื้อชาติ โดยเฉพาะในขบวนการขวาจัด และไม่ยอมรับความผิดชอบ

จอร์จ ฟลอยด์ เป็นยิ่งกว่าน้ำผึ้งหยดเดียว และเป็นยาพิษสำหรับลัทธิเหยียดเชื้อชาติ เหยียดสีผิวในสหรัฐฯ และในประเทศซึ่งมีฝรั่งผิวขาวเป็นเจ้าของประเทศ


กำลังโหลดความคิดเห็น...