xs
xsm
sm
md
lg

เด็กหนุ่มม้ามืด-มาแรง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


นายPete Buttigieg ผู้สมัครหยั่งเสียงของพรรคเดโมแครต และอดีตนายกเทศมนตรีเมือง South Bond รัฐอินเดียนา
ชื่อของเขาแทบจะออกเสียงไม่ได้ คือ นายPete Buttigieg ซึ่งเขาบอกว่า นามสกุลของเขาอ่านว่า บูท-ทิ-เจ็ด โดยเสียง “ทิ” จะเบามาก-จนกลายเป็นบูท-ท-เจ็ด ซึ่งเขาอธิบายว่า เป็นภาษา Malta เพราะพ่อของเขาเป็นชาวมอลตา ซึ่งเป็นดินแดนเกาะที่อยู่ใกล้ๆ กับเกาะ Sicily ของอิตาลี คือ เป็นชาวยุโรปโบราณที่ข้ามมาจากซิซิลีของอิตาลี มาตั้งรกรากที่ประเทศจิ๋วชื่อ Malta ที่อยู่ตอนใต้ยุโรป และต่อมาพ่อเขาก็อพยพมาตั้งรกรากที่สหรัฐฯ แต่งงานกับแม่โดยทั้งคู่-พ่อและแม่เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Notre Dame ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยคาทอลิกอยู่ที่รัฐอินเดียนา พ่อของเขาเคร่งศาสนามาก เกือบจะบวชเป็นพระในนิกาย Jesuit (เยซูอิต) ซึ่งเป็นนิกายที่เคร่งครัดทางศาสนา โดยไม่นิยมสะสมทรัพย์สินเงินทอง แต่มุ่งอุทิศตนเองเพื่อคนยากไร้มากกว่านิกายอื่นๆ และเป็นนิกายเดียวกันกับ Pope Francis องค์พระสันตะปาปาที่มีจริยวัตรติดดินเป็นที่รักเคารพของคนทั้งโลกขณะนี้

Pete Buttigieg เป็นลูกเพียงคนเดียวของพ่อแม่ที่เป็นอาจารย์; Pete เรียนเก่งและมีบุคลิกเป็นผู้นำตั้งแต่สมัยอยู่ร.ร.คาทอลิก จนทำให้เขาสอบเข้าฮาร์วาร์ดเรียนวิชาประวัติศาสตร์และวรรณคดี แต่เขาไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยดีเด่นเก่าแก่ เพราะพ่อบริจาคเงินจนกลายเป็น “ผู้อุปถัมภ์” แบบที่พ่อของจาเร็ด คุชเนอร์ (ลูกเขยทรัมป์) ได้บริจาคถึง 1.5 ล้านเหรียญ (ประมาณ 50 ล้านบาท)

จากฮาร์วาร์ดก็ได้ทุน Rhodes Scholarship (ที่อดีตปธน.คลินตันเคยได้ทุนหลังจบกฎหมายที่ Yale) ไปทำปริญญาโทที่ Oxford โดยการได้ทุน Rhodes Scholarship นี้ยากมาก แต่เพราะเขามีฝีมือนั่นเอง

จบจาก Oxford ก็มาอยู่กับบริษัทที่ปรึกษา (การเงิน) McKenzie ที่สาขาชิคาโกอยู่ 3 ปี ให้คำปรึกษา (เป็น Consultant+Partners) ด้านสิ่งแวดล้อม, พลังงาน และเคยช่วยงานทีมหาเสียงให้ ส.ส., ส.ว. ผู้ว่าฯ ชาวเดโมแครตหลายคน รวมทั้งตอนเรียนอยู่มัธยมก็ชนะการประกวดเรียงความ โดยกล่าวถึง ส.ว.อิสระ Bernie Sanders ว่ามีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว และข้อเสนอที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ

เคยสมัครเป็นทหาร และได้รับมอบหมายปฏิบัติภารกิจที่อัฟกานิสถาน ทำงานด้านข่าวกรองอยู่ 8 ปีจนได้ยศร้อยโทตอนลาออกปี 2012

ด้านชีวิตการเมืองเคยอยู่ในกลุ่มหาเสียงของนักการเมืองเดโมแครต และต่อมาได้สมัครตำแหน่งเหรัญญิกของรัฐอินเดียนา แต่ไปไม่ถึงดวงดาว

ต่อมาเมื่ออายุแค่ 29 ได้ลงสมัครในตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองขนาดจิ๋วชื่อ South Bend ของรัฐอินเดียนา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และพ่อแม่ก็สอนหนังสือที่นั่น

เมื่อได้รับเลือกในปี 2010 เขากลายเป็นนายกเทศมนตรีที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งของประเทศสหรัฐฯ แต่ก็มีประสบการณ์เพียบ ทั้งด้านทหารและด้านธุรกิจ

เขาได้เนรมิตเมือง South Bend ด้วยการจัดสรรงบประมาณอย่างชาญฉลาดและโปร่งใส จนทำให้เมืองสะอาดสวยงาม รวมทั้งการดูแลเมืองได้อย่างน่าชื่นชม

เป็นนายกเทศมนตรีได้ถึง 2 สมัย ก็ประกาศไม่ลงสมัครสมัยที่ 3 แต่สนับสนุนให้เพื่อนสมัยมัธยมปลายที่ได้ช่วยงานบริหารของเขาได้สมัคร ซึ่งก็ได้รับเลือกเข้ามาสมใจ

ขณะนี้ Pete Buttigieg อายุแค่ 38 ปี แม้นามสกุลจะเรียกขานยาก และแม้เคยเป็นแค่นายกเทศมนตรีเมืองขนาดจิ๋ว แต่เขามีผู้สนับสนุนชื่นชมเป็นคนหนุ่มสาว, คนรุ่นใหม่ ที่มองนโยบายของเขาเป็นแบบเดโมแครตที่ไม่สุดโต่ง ต่างกับนโยบายของไอดอลในอดีตของเขา คือ Bernie Sanders ที่เสนอนโยบายค่อนข้างเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเข้มข้น เช่น การให้คนอเมริกันเรียนหนังสือฟรีจนถึงมหาวิทยาลัย (ตอนนี้ร.ร.รัฐบาลระดับท้องถิ่นก็ให้เรียนฟรีอยู่แล้ว แต่

Bernie ต้องการให้เรียนระดับวิทยาลัย+มหาวิทยาลัยเป็นแบบไม่เสียเงินด้วย); การรักษาพยาบาลฟรี เช่นเดียวกัน โดย Bernie ตั้งคำถามว่า ประเทศที่ไม่มั่งคั่งเท่าสหรัฐฯ ทั้งที่ยุโรปเหนือ และรวมถึงประเทศไทย ทำไมถึงทำได้ ก็อยู่ที่การแบ่งสรรงบประมาณที่ดีถึงทำได้

Bernie เสนอให้ล้างหนี้ที่กู้ยืมมาเรียนหนังสือ เพราะถ้ารัฐให้เรียนฟรีแล้ว นักศึกษาที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เคยกู้ยืมเงินรัฐเรียน ก็น่าจะล้างหนี้ (ก้อนมหึมา) นี้ได้ทันที

คำถามว่า เงินจะเอามาจากไหน ซึ่ง Bernie ก็ตอบฉะฉานว่า ก็ขึ้นภาษีคนรวยน่ะซิ

ประเด็นที่ Bernie เป็นคนแรกที่จุดพลุนโยบายเปลี่ยนสหรัฐฯ แบบเข้มข้นนี้ ถูกพรรครีพับลิกันโต้ตอบอย่างรุนแรง เพราะรีพับลิกันไปบิดเบือนว่า คนชั้นกลางจะต้องจ่ายเพิ่มค่าประกันสุขภาพมากขึ้น สำหรับคนที่ยังต้องการประกันสุขภาพอย่างดี เพื่อเอาเงินที่จ่ายเพิ่มขึ้นนี้มาเผื่อแผ่คนจนในด้านสุขภาพ รวมทั้งต่อต้านการขึ้นภาษี (คนรวย)

แต่ในการหาเสียงปี 2020 นี้ ปรากฏว่านโยบายของ Bernie ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้สมัครเดโมแครตแทบทุกคน รวมทั้งประเด็นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ที่จะต้องปรับให้สูงขึ้นเป็น 1 เท่าตัว (จาก 7 เหรียญต่อ 1 ชม.เป็น 15 เหรียญ)

เพียงแต่นโยบายของผู้สมัครเดโมแครตแต่ละคนจะพลิกแพลงให้ดูแตกต่างกัน ในนโยบายหลักๆ ที่ Bernie ได้เสนอแบบ Shock สหรัฐฯ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

Pete Buttigieg ก็เช่นเดียวกัน นโยบายของเขาก็นำเอาหลักใหญ่ของ Bernie มาพลิกแพลงให้ดูไม่สุดขั้ว โดยเขาเน้นค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เปลี่ยนและเขาต้องการเพิ่มฐานเสียงเดโมแครต ให้เป็นพวกกลางๆ ที่ยังเป็นอิสระ, ยังไม่ตัดสินใจ เพื่อมาให้คะแนนเขาและล้มทรัมป์ให้ได้

เขาจะแต่งตัวในการปราศรัยหาเสียงด้วย Shirt & Tie ด้วยเชิ้ตสีขาวเรียบร้อย (แบบรีพับลิกัน) อย่างมากก็แค่ถลกแขนเสื้อเชิ้ตให้ดูว่ากำลัง “ลุย” งานอย่างจริงจัง

ทั้งสื่อมวลชน และนักวิชาการด้านการเมืองต่างมองว่า เขาอาจเป็น “โอบามา” คนที่สอง ที่มาพร้อมความหนุ่มแน่น, เลือดใหม่ (ไม่ใช่ ส.ส., ส.ว.เก่า) และไม่นิยมสุดขั้ว (แบบ Bernie หรือ Warren)

จนอดีตรองปธน.โจ ไบเดน เห็นคะแนนของ Pete พุ่งพรวดใน National Poll (ที่โจ ได้ที่ 1 มาอยู่นานเกือบปีที่ผ่านมา) ถึงกับออกมาพูดเตือนผู้จะลงคะแนนว่า เขา “ไม่ใช่โอบามา” นะ...แต่ก็ถูก Pete ตอกกลับว่า

“แต่อดีตรองปธน.โจ ไบเดน ก็ไม่ใช่โอบามาเช่นกัน”, เพราะโจ ไบเดน หาเสียงโดยยกเอาผลงานของโอบามาร่วมกับเขาในขณะเป็นรองปธน. และฐานเสียงของโจคือ คนผิวสีที่คลั่งไคล้โอบามาด้วย

การเลือกตั้งหยั่งเสียงของ 2 รัฐแรก ปรากฏ Pete ได้คะแนนนำมา...ที่ไอโอวา Pete ชนะ Bernie (แบบเส้นยาแดงผ่า 4) และที่รัฐ New Hampshire นั้น Pete ก็กวดไล่ตาม Bernie (ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน เพราะ Bernie เป็น ส.ว.อิสระของรัฐ Vermout ที่อยู่ติด New Hampshire) ซึ่งทำให้สื่อและชาวเดโมแครตทั่วไป โดยเฉพาะ Bernie ก็ดูจะคาดไม่ถึงทีเดียว

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว Bernie มีฐานเสียงเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ให้เกิดขึ้น

แต่ดูเหมือนเด็กรุ่นใหม่ในปี 2020 นี้จะมีบางส่วนที่เริ่มปันใจให้กับ Pete

นอกจากนี้ Pete ยังได้ประกาศตัว (เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ขณะเป็นนายกเทศมนตรี) ว่าเขาเป็น Gay ซึ่งต่อมาได้ทำพิธีแต่งงานอย่างเงียบๆ กับชายที่เขารัก ที่เมือง South Bend

และทำให้เขาได้ใจของคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

ถ้าเขาเกิดชนะได้เป็นปธน.สหรัฐฯ ก็จะเป็นคนหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดแค่ 38 ปี เพราะทั้ง J.F. Kennedy และโอบามา เข้ารับตำแหน่งเมื่ออายุ 40 ต้นๆ

ยังเหลือการหยั่งเสียงอีก 48 รัฐที่จะพิสูจน์ว่า เขาจะชนะใจชาวเดโมแครตได้หรือไม่ และถ้าเขาเกิดเป็นตัวแทนพรรคแล้ว ก็จะมีด่านสุดท้ายที่จะไปสู้กับจอมโกหกเล่ห์เหลี่ยมจัดแบบทรัมป์ ซึ่งตอนนี้หลายคนมองว่า ทรัมป์น่าจะนอนมาด้วยฐานเสียงรีพับลิกันที่บูชาเขาอยู่ถึง 94% และได้เคยส่งเขาเข้าทำเนียบขาวได้สำเร็จมาแล้วด้วยซ้ำ


กำลังโหลดความคิดเห็น...