xs
xsm
sm
md
lg

จุดเริ่มต้นการถอนทหารอเมริกันจากตะวันออกกลาง

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่าน
ข่าวคราวว่าด้วยการโจมตี ตอบโต้ ล้างแค้น เอาคืน...ระหว่างอเมริกากับอิหร่านที่ถูกลากยาวมาเป็นสัปดาห์ๆ น่าจะส่งผลให้ใครต่อใครไม่ว่าในบ้านเรา หรือในระดับโลก ออกอาการขนหัวลุก ขนคอตั้ง และเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปพอสมควร ปิดฉากสัปดาห์นี้...เลยคงต้องไปนำเอา “มุมมอง” ที่ออกไปทางผ่อนๆ คลายๆ มาพูดจาว่ากล่าวกันเอาไว้มั่ง อย่างน้อย...ก็เพื่อไม่ให้ต้องตื่นเต้ลล์ล์ล์ ตกใจ จนเกินเหตุ เพราะโดยแนวโน้ม...งานนี้ คงออกไปทาง “เกมยาวว์ว์ว์” ไม่ได้ทะลึ่งตึงตังใส่กันแบบสุดฤทธิ์ สุดหลอด ถึงขั้นต้อง “จุดไฟนรกสุดขอบฟ้า” ให้บานปลาย ปลายบาน กลายเป็น “สงครามโลกครั้ง 3” ไปซะก่อนกำหนดการ...
 
คือไม่ว่าการงัดเอา “บ้องข้าวหลามยักษ์” ของอิหร่าน ออกมาสาดใส่ฐานทัพอเมริกาในอิรักไปประมาณ 10-20 บ้อง มันจะส่งผลให้ทหารอเมริกันตายไป 80 ราย บาดเจ็บร่วม 200 ดังที่สำนักข่าวทางการอิหร่าน อย่าง “Fars News” เขาได้รายงานไปแบบสดๆ ร้อนๆ หรือกลับไม่ได้ส่งผลอะไรเลย บรรดาทหารอเมริกันในอิรัก ยังคงอยู่ดี มีสุข หลับสบาย นอนสบาย แบบที่ผู้นำอเมริกัน ผู้นั่งรับประทานมีทโลฟ แกล้มกับไอสกรีม ณ รีสอร์ตอันหะรูหะราของตัวเอง ขณะสร้างเรื่อง สร้างราว สร้างปัญหาให้กับบรรดาทหารอเมริกันทั้งหลาย ด้วยการสั่งให้ลอบฆ่า ลอบสังหาร ผู้นำทหารอิหร่าน ออกมาแถลงยืนยันในลักษณะตรงกันข้ามแบบคนละเรื่อง คนละม้วน อันนั้น...คงไม่ต้องไปเสียเวลาไปปวดหัว ว่าอะไรจริง-อะไรไม่จริงกันแน่ เพราะโดย “ธรรมชาติของสงคราม” หรือของการปะทะขัดแย้งกันด้วยกำลังทางทหาร มักต้องเป็นไปอย่างที่พวกนักคิด นักปราชญ์ เขาได้พูดๆ ไว้เป็น “วาทะ” มานานแล้วนั่นแหละว่า... “In time of war, the first casualty is truth.” หรือ “ในยามสงคราม...ความจริงจะถูกประหัตประหารก่อนอื่น” อะไรประมาณนั้น...
 
แต่จากการตั้งเป้า วางเป้า สำหรับการแก้แค้นเอาคืนของอิหร่าน ต่อการสูญเสียวีรบุรุษของชาติ อย่างนายพล “กอเซ็ม สุไลมานี” ไม่ว่าโดยผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ อย่างท่านอยาตุลเลาะห์ “อาลี คาเมเนอี” ไปจนถึงผู้บัญชาการทหารระดับสูงของกองกำลังอิหร่านในแต่ละหน่วย แต่ละกรมกอง รวมทั้งผู้นำรัฐบาลอย่างประธานาธิบดี “ฮัสซัน โรฮานี” ที่ออกมาสรุปไว้ด้วยคำพูดสั้นๆ แต่ได้ใจความ ประมาณว่า... “คำตอบสุดท้ายสำหรับการลอบสังหารนายพลสุไลมานี ก็คือการถีบกำลังทหารอเมริกาออกไปให้พ้นจากภูมิภาคนี้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” จึงทำให้แนวโน้มการล้างแค้น เอาคืนของอิหร่าน ยังไงๆ...คงต้องออกไปทาง “เกมยาวว์ว์ว์” อยู่แล้วแน่ๆ และคงไม่ได้เกมที่มุ่งแต่จะใช้ “อำนาจทางทหาร” โดยลำพัง เพราะไม่ว่า “บ้องข้าวหลามยักษ์” ของอิหร่านจะใหญ่ จะยาวไปถึงขั้นไหน ยังไงๆ...คงไปเทียบกับศักยภาพทางทหารของ “เครื่องจักรแห่งสงคราม” อย่างคุณพ่ออเมริกาคงมิได้...
 
ดังนั้น...สิ่งที่หนีไม่พ้นต้องนำมาใช้ดำเนินการควบคู่กันไป ก็คือต้องอาศัย “การเมือง” และ “การทูต” ในการวางหมาก วางเกมกันไปอีกนาน และการอาศัยสิ่งที่ว่านี้...ก็น่าจะช่วยให้อิหร่านมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้ไม่น้อยทีเดียว แม้ว่าศักยภาพในด้านทหารของตัวเอง จะต่ำกว่าสหรัฐฯ ชนิดแทบไม่เห็นฝุ่น เห็นหาง ก็ตามที เพราะไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์ นักสังเกตการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางไม่ว่ารายไหนก็รายนั้น ต่างเห็นพ้องต้องกันซะเป็นหลักใหญ่ว่า การดำเนินนโยบายทางการเมืองและการทูตของรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” ต่อภูมิภาคตะวันออกกลางนับตั้งแต่เริ่มต้นเป็นประธานาธิบดี มันมีแต่แย่ลงๆ เสื่อมลงๆ ไปในทุกขณะ บรรดา “พันธมิตรแท้ๆ” เท่าที่หลงเหลืออยู่ในภูมิภาคนี้ น่าจะเหลืออยู่แค่รายเดียวโดดๆ นั่นก็คือ บิดาบังเกิดเกล้าของคุณพ่ออเมริกา หรือ “อิสราเอล” นั่นเอง นอกนั้น...ไม่ว่าจะเป็นตุรกี อียิปต์ หรือแม้กระทั่งพันธมิตรที่ “ทรัมป์บ้า” ลงทุนไป “รำดาบ” กันถึงที่ อย่างซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น การเริ่มต้น “เปิดฉากเจรจา” กับคู่กัดอย่างอิหร่าน ที่ทำให้นายพล “สุไลมานี” ถึงกับต้องลงทุนเดินทางไปยังสนามบินอิรัก ก่อนถูกลอบสังหาร ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันอย่างค่อนข้างชัดเจน ว่าโอกาสที่อเมริกาจะสูญเสียพันธมิตรรายนี้ หรือสูญเสียความเป็น “มิตรแท้” เหลืออยู่แค่การเป็น “มิตรเทียม” ย่อมมีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...
 
โดยเฉพาะเมื่ออาณาบริเวณทั่วทั้งตะวันออกกลางในทุกวันนี้...มันไม่ได้มีแต่อเมริกาเท่านั้น ที่เป็นแกนกลางแห่งดุลอำนาจแบบก่อนๆ แต่ยังมีทั้งรัสเซียและจีนที่เข้ามาเพ่นพ่านอยู่ในตะวันออกกลาง ทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร ชนิดถึงขั้นเปิดฉากการ “ซ้อมรบร่วม” ระหว่างรัสเซีย-จีน-อิหร่าน ในมหาสมุทรอินเดีย หรือในทะเลอาหรับ ไปเมื่อไม่นานมานี้ การ “ถ่วงดุลอำนาจ” ระหว่างอภิมหาอำนาจด้วยกันเอง จึงกลายเป็นการเอื้ออำนวยต่อจุดเริ่มต้นในการหันมาร่วมมือของบรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อค้ำประกันเสถียรภาพ และสันติภาพภายในภูมิภาคเดียวกันเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาอาศัย “กองกำลังทหารอเมริกัน” ไม่ว่าในพื้นที่ใดๆ หรือฐานทัพใดๆ อีกต่อไป แถมยังเป็นหลักประกันที่ยั่งยืนและถาวร กว่าการให้กองทัพอเมริกัน หรือรัฐบาลอเมริกัน เข้ามาเป็น “ผู้ค้ำประกัน” ต่อสิ่งเหล่านี้ ชนิดส่งผลให้ “ทรัมป์บ้า” ถึงกับหยิบเอาไปคุยโม้ คุยโต ว่าถ้าหากไม่มีอเมริกาซะอย่าง รัฐบาล “ซาอุฯ” มีสิทธิ์พังไปภายในไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ อะไรทำนองนั้น...
 
กระบวนการทางการเมืองและการทูต...ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ภายในหมู่ประเทศตะวันออกกลางด้วยกันเองที่ต่างก็อยู่ใน “โลกมุสลิม” ไปด้วยกันทั้งสิ้น อันเป็นโลกที่ค่อนข้างจะขัดแย้ง แปลกแยกไปจาก “โลกประชาธิปไตยแบบตะวันตก” ระดับนักคิด นักวิชาการบางราย เช่น “นายซามูเอล ฮันติงตัน” (Samuel Huntington) ถึงกับจัดให้เป็น “การปะทะขัดแย้งทางอารยธรรม” (The Clash of Civilizations) เอาเลยถึงขั้นนั้น จึงทำให้ฉากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แบบชนิดพลิกหลังตีนเป็นหน้ามือยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และทำให้การคงกำลังทหารอเมริกันไว้ในตะวันออกกลาง ยิ่งหมดความจำเป็นลงไปทุกที โดยเฉพาะต่อบรรดาประเทศในโลกมุสลิมทั้งหลาย ยกเว้นประเทศชาวยิวอย่างอิสราเอลเท่านั้น การอาศัยพลังทางการเมือง การทูต และการทหาร ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายในขั้นตอนสุดท้ายของอิหร่าน อันได้แก่การ “ถีบ” ทหารอเมริกันออกไปจากภูมิภาคตะวันออกกลางให้จงได้ จึงออกจะมี “ความเป็นไปได้” ไม่น้อยทีเดียว...
 
และอีกพลังหนึ่ง...ที่ออกจะสำคัญมิใช่น้อย ก็คือทัศนคติและความรู้สึกของบรรดา “อเมริกันชน” ทั้งหลายนั่นเอง ถ้าดูจากผลสำรวจของสำนักข่าว “รอยเตอร์” เที่ยวล่าสุด (6-7 มกราคม 2019) บรรดาชาวอเมริกันที่ชักจะไม่เห็นควรด้วยกับ “สงครามของทรัมป์บ้า” หรือกับวิธีการรับมืออิหร่านด้วยการลอบสังหารนายพล “สุไลมานี” จนต้องออกมา “วิ่งไล่ลุง” หรือออกมาเรียกร้องให้ถอนทหารอเมริกาออกจากตะวันออกกลางกันบ้างแล้ว มีจำนวนเพิ่มพรวดๆ พราดๆ ขึ้นไปถึง 53 เปอร์เซ็นต์ หรือเพิ่มขึ้นอีกถึง 9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ส่วนที่ไม่เห็นด้วยแบบหัวเด็ด ตีนขาด เพิ่มขึ้นเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ หรือเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผลสำรวจปลายปีที่ผ่านมา บรรดาทัศนคติและอารมณ์ความรู้สึกทำนองนี้นี่เอง ที่อาจส่งผลให้ “ทรัมป์บ้า” หมดโอกาสสืบทอดอำนาจ หรือหมดโอกาสขึ้นเป็นประธานาธิบดีอีกสมัย และอาจกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ “แยงกี้...โกโฮม” ขึ้นมาวันหนึ่ง-วันใด ได้ไม่ยากส์ส์ส์...


กำลังโหลดความคิดเห็น...