xs
xsm
sm
md
lg

บทความ

x

การปฏิรูประบบสาธารณสุขในสมัย คสช. ตอนที่ 1

เผยแพร่:   โดย: พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
กรรมการแพทยสภา
ที่ปรึกษากรรมาธิการสาธารณสุข สนช.
ที่ปรึกษาสำนักกฎหมายการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข


คสช.ได้จัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขึ้น โดยมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศชุดต่างๆ รวมทั้งสิ้น 11 ชุด โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ นั้น สปช. เริ่มการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557 และประชุมนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นวันลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้การทำหน้าที่ของสปช.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และได้มีการตั้ง สปท. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขึ้นแทน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว ) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่1) พ.ศ. 2558

ทั้งนี้พบว่า สปช.มีข้อเสนอการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องรวม 505 ข้อเสนอ ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่า ข้อเสนอ 505 ข้อเป็น “เบี้ยหัวแตก” ปฏิบัติไม่ได้ (โปรดดูได้จาก http://www.siamintelligence.com/ilaw-summary-national-reform-council/) และข้อเสนอส่วนมากยังเป็นนามธรรม ไม่มีรายละเอียดชัดเจน แม้แต่ข้อเสนอที่ค่อนข้างดูเป็นรูปธรรม เช่นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ กลับไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับที่มา ลักษณะขององค์กรและอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน จึงต้องเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องที่รับข้อเสนอของ สปช. ไปคิดรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้การเสนอให้ออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายก็มีแต่รายชื่อกฎหมายและประเด็นที่ควรพิจารณา แต่ส่วนมากยังไม่มีการยกร่างกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม สปช. เสนอกฎหมายใหม่กว่า 100 ฉบับ และแก้ไขกฎหมายกว่า 150 ฉบับ แต่เป็นการเสนอแก้ไขและยกร่างกฎหมายต่อสนช.ภายใต้ระบบกลไกปิดและไม่เป็นประชาธิปไตย (ไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบ) ตัวอย่างเช่น สปช.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... แต่ทางแพทยสภาและสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.) ต่างก็ออกมาคัดค้าน เพราะเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเยียวยาผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างเป็นธรรม และอาจชักนำให้เกิดการฟ้องร้องมากขึ้น

นอกจากนั้นคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สปช.พยายามจะผลักดันให้มีองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค แต่ที่ประชุม สปช.เองกลับโหวตคว่ำร่างกฎหมายนี้ โดยให้เหตุผลว่าอาจจะซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และยังอาจมีปัญหาไม่มีการตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนกับองค์กรอิสระด้านสาธารณสุขต่างๆ (สสส. สปสช. ฯลฯ) ที่มีปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบและการมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ที่ปรากฎเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

สปช.มีแนวคิดที่ไม่เชื่อใจนักการเมือง แต่เชื่อมั่นใน “คนดี” และ “ผู้ทรงคุณวุฒิ” มาดำรงตำแหน่งต่างๆ เหมือนที่เคยทำมาแล้วในองค์กรอิสระในระบบสาธารณสุข ซึ่งทำให้เกิดการรวบอำนาจในการบริหารระบบสาธารณสุขโดยกลุ่มบุคคลกลุ่มเดียว คือกลุ่ม “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ซึ่งมี “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ชื่อว่าศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่สามารถ “สร้างภาพ” ให้สังคมเชื่อว่าเป็น “คนดี” (แต่คงต้องรอการพิสูจน์ว่าดีจริงหรือไม่จากศอตช. คตร. และ สตง. ในขณะนี้)

ทั้งนี้คนกลุ่ม “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา”นี้เคยนำเสนอรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีนายอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธาน และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศที่มีนพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ซึ่งถ้าไปดูรายชื่อกรรมการในทั้ง 2 ชุดดังกล่าว ก็จะพบรายชื่อกรรมการทั้งสองคณะนั้น มีบุคคลในกลุ่มนี้อยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งยัง “มีความสามารถ”เข้ามาเป็นกรรมการ สปช.ในยุคนี้อีกหลายคน

ทั้งนี้พบว่า สปช.ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น 700 ล้านบาท แต่ยังไม่เห็นแนวทางความสำเร็จในการ “ปฏิรูปประเทศ” ตามข้อเสนอของ สปช. โดยนายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสปช.ได้กล่าวในงาน “สปช.พบประชาชน” ว่า สปช.เป็นสภาวิชาการ หากรัฐบาลมองว่าเรื่องไหนดีก็นำไปปฏิบัติ นำไปสู่แรงขับเคลื่อนจนบรรลุมรรคผล

สปช. ยัง “สามารถสืบทอดอำนาจ” โดยการเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสปท. อีก 62 คน ในจำนวนนี้เป็นกรรมาธิการสาธารณสุขสปช.อยู่ 4 คน ได้แก่ พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ (ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สปช.) พันเอกชูศิลป์ คุณาไทย (รองประธานกรรมาธิการ) นายเฉลิมพล ประทีปะวณิช (ที่ปรึกษากรรมาธิการ) พลอากาศเอกขวัญชัย เอี่ยมรักษา (ที่ปรึกษากรรมาธิการ) http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/239/3.PDF

ทั้งนี้สปท.ได้แต่งตั้งกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน โดยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมสปท.ได้แก่พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ และมีกรรมาธิการอีก 21 คน โดย 3 คนเคยเป็นกรรมาธิการปฏิรูปด้านนี้มาแล้ว และมีรายชื่อของอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขคือนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ เป็นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปสาธารณสุขฯอยู่ด้วย (โปรดดูได้จาก http://library2.parliament.go.th/giventake/content_nrsa2558/m111058.pdf)

ทั้งนี้พบว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้มีการประชุมครั้งที่ 1 ในวันที่ 11 พ.ย. 58 และเลือกตำแหน่งต่างๆในคณะกรรมาธิการ โดยยังไม่มีรายงานผลการประชุมในเรื่องอื่นๆอีกในขณะนี้ โดย สปท. มีหน้าที่ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะการปฏิรูปในแต่ละด้านต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครม. คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากสปท.เห็นว่ากรณีใดมีความจำเป็นต้องตราพ.ร.บ.หรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นใช้บังคับ ก็ให้ สปท.จัดทำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอต่อ สนช.เพื่อพิจารณาต่อไป แต่ในกรณีที่เป็นร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวด้วยการเงินหรือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้จัดทำและเสนอต่อ ครม.เพื่อดำเนินการต่อไป

การปฏิรูประบบสาธารณสุขในยุค คสช.หรือยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

กรรมาธิการสาธารณสุข สปช. มี พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ เป็นประธาน และจะทำการขับเคลื่อนต่อโดยสปท.ที่มี พญ.พรพันธุ์ บุณญรัตพันธุ์เป็นประธานเช่นกัน คณะกรรมาธิการสาธารณสุขของ สปท.คงจะนำเอาข้อเสนอในการปฏิรูประบบสาธารณสุขที่ กรรมาธิการสาธารณสุขสปช.มาพิจารณาดำเนินการต่อไปอย่างแน่นอน ฉะนั้นเราคงต้องมาให้ความสนใจว่า กรรมาธิการสาธารณสุขของสปช.ได้เสนอการปฏิรูประบบสาธารณสุข 3 วาระ คือวาระปฏิรูปที่ 22 : ระบบบริการสาธารณสุข วาระปฏิรูปที่ 23 : ระบบการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และวาระปฏิรูปที่ 24 : ระบบบริหารจัดการและการเงินการคลังด้านสุขภาพ และได้จัดทำเป็นรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข

ผู้เขียนได้อ่านข้อเสนอการปฏิรูปของกรรมาธิการปฏิรูปสาธารณสุขของสปช.แล้ว ขอแสดงความคิดเห็นต่อข้อสนอต่างๆดังต่อไปนี้

1.การปฏิรูประบบบริการสุขภาพ

มีข้อเสนอให้เปลี่ยน การบริการจากโรงพยาบาลเป็นฐาน มาเป็นพื้นที่เป็นฐานโดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยให้มีทีมบริหารจัดการเรียกว่า “คณะกรรมการสุขภาพเฉพาะพื้นที่ “District/Local Health Board”มีตัวแทนจาก 3 กลุ่มคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทีมวิชาชีพ ภาคประชาชน โดยให้มีโครงสร้างเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่เป็นทีมบริหารจัดการ

วิพากษ์

การกำหนดเช่นนี้ เป็นการทำให้ “ประชาชนเข้ามาใช้อำนาจรัฐ” โดยไม่มีการกำหนดคุณสมบัติของประชาชนนั้นๆ ว่ามีความรู้ความเข้าใจหรือความเชี่ยวชาญในด้านการแพทย์และสาธารณสุขหรือไม่ และไม่ได้เป็นผู้แทนหรือผู้ถูกเลือกจากประชาชน น่าเป็นห่วงว่าจะทำให้ระบบบริการสุขภาพมีปัญหาในการกำหนดคุณภาพมาตรฐาน และอาจเสี่ยงต่อการทุจริตประพฤติมิชอบรวมทั้งการมีผลประโยชน์ทับซ้อน เหมือนกับที่เกิดขึ้นแล้วใน สสส.และ สปสช. และเป็นการทำลายล้าง “อำนาจในการบริหารจัดการ” ของกระทรวงสาธารณสุขให้หมดสิ้นไป ทั้งๆที่กระทรวงสาธารณสุขมีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในหน้าที่ แต่ต้องมาออกเสียงได้เพียง 1 เสียงเท่ากับประชาชนที่ไม่มีความรู้ด้านวิชาการแพทย์และสาธารณสุขเลย มีแต่ “ความต้องการ” ซึ่งประชาชนไม่จำเป็นต้องเข้ามา”ใช้อำนาจในการบริหาร” เพราะรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขก็ต้องจัดการบริการให้ตรงตามความจำเป็นด้านสุขภาพ (health need) ของประชาชนอยู่แล้ว ไม่ใช่จัดบริการตาม “ความต้องการ” (health want) ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความจำเป็นของผู้ป่วยแต่ละโรค เป็นความต้องการที่มากเกินไปและอาจไม่มีประสิทธิภาพ และอาจทำให้การบริการที่จำเป็นขาดคุณภาพมาตรฐานเพราะใช้งบประมาณจำกัดการรักษาพยาบาลเหมือนที่เคยเกิดขึ้นแล้วจากการออกระเบียบข้อบังคับของ สปสช. นอกจากนั้น ได้มีการปฏิรูปด้านการปกครองท้องถิ่นที่ให้ยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบเดิมให้เหลือเพียงระบบเทศบาลจึงทำให้ขาดองค์ประกอบของ อปท.ตามที่กรรมาธิการปฏิรูปสาธารณสุขของ สปช.เสนอ


2. การปฏิรูปบริการสาธารณสุข

กรรมาธิการปฏิรูปสาธารณสุข สปช.ได้เสนอให้ปฏิรูปตั้งแต่ ระบบสุขภาพชุมชน (Self-care) ระบบการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ (Primary, Secondary, and Tertiary Care) โดยแบ่งการปฏิรูปเป็น 3 วาระ เริ่มจาก
วาระที่ 1. การมีคณะกรรมการสุขภาพพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น เป็นการเปลี่ยนให้ประชาชนเข้ามา “ใช้อำนาจรัฐ” โดยไม่มีคุณสมบัติในการตัดสินใจในการบริหารงานดังกล่าวแล้ว

วาระที่ 2. ทีมผู้ให้บริการแนวดิ่ง/แนวราบ เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เปลี่ยน “ศูนย์กลาง” ของ “ระบบ” และ “การให้บริการ” โดยมีองค์ประกอบสำคัญของระบบบริการคือ กำลังคน การให้บริการ ยา เครื่องมือ เทคโนโลยี ซึ่งต้องการ “ลดอำนาจ “ข้าราชการ”ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ มาให้ประชาชนตัดสินใจ

วิพากษ์

นี่คือความเข้าใจผิดของสปช.ที่คิดว่า การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองคือให้มา “ใช้อำนาจรัฐ” แต่เป็นความเข้าใจผิด เพราะความหมายของการให้ประชาชนเข้ามา “มีส่วนร่วมในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้หมายความว่าให้ประชาชนเข้ามาใช้อำนาจรัฐในฐานะ “นิติบุคคล” แต่สามารถให้เข้ามาแสดงความเห็น ข้อเสนอ หรือร้องเรียน และตรวจสอบเท่านั้น


วาระที่ 3.ระบบข้อมูล/กลไกการเงินเป็นมาตรการ (เครื่องมือ) สำคัญที่ช่วยในการ “เปลี่ยน”และ “ขับเคลื่อน” และเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาควบคู่กัน

วิพากษ์

ไม่มีรายละเอียดของปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรที่สำคัญในการให้บริการสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดแคลนงบประมาณ อาคารสถานที่ กำลังคนและบุคลากร รวมทั้งไม่มีการเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาเหล่านี้แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาการขาดงบประมาณ ขาดอาคารสถานที่ เวชภัณฑ์ เทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งไม่มีการกล่าวถึงการแก้ปัญหาบุคลากรแต่อย่างใด เพียงแต่อ้างเรื่อง “กำลังคน” เท่านั้น ทั้งๆที่งบประมาณของสถานบริการสาธารณสุขก็ขาดแคลน อาคารสถานที่ เทคโนโลยี เวชภัณฑ์ เตียง เครื่องมือแพทย์ และ “กำลังคน” คือกำลังหลักในการให้บริการที่ดี มีมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความปลอดภัยแก่ประชาชน และในปัจจุบันนี้ มีรายงานเสมอมาว่าระบบบริการสาธารณสุของกระทรวงสาธารณสุข มีความขาดแคลนทรัพยากรทั้งหมดนี้เป็นอย่างมาก

การขาดแคลนทรัพยากรต่างๆเหล่านี้ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายของผู้ป่วย แต่คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขของสปช. ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขภาวะการขาดแคลน ทรัพยากรเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับไปผลักดันและยกร่างกฎหมายคุ้มครองเมื่อเกิดความเสียหายแทน


3.การปฏิรูปการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันและควบคุมโรค การจัดการภัยคุกคามสุขภาพ
โดยมีวิธีการคือ
1. ส่งเสริมสนับสนุนบุคคล ท้องถิ่นและชุมชน ให้สามารถจัดการ หรือพัฒนาสุชภาพของตนเองและชุมชน
2. ปรับปรุงการอภิบาลระบบสุขภาพไปสู่การอภิบาลโดยเครือข่าย (Governance by Network) ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ เพื่อร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
3.สร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันและควบคุม พร้อมทั้งจัดการภัยคุกคามต่อสุขภาพ โดยมุ่งเน้นให้บุคคล ชุมชน ท้องถิ่นและสังคม มีศักยภาพในการสร้างเสริมสุขภาพได้ด้วยตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ( Participatory Healthy Public Policy Process PHPP)

วิพากษ์

ข้อเสนอนี้ทำตามแนวคิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ “อำนาจรัฐ” ร่วมกับบุคลากรสาธารณสุขดังที่ได้วิพากษ์มาแล้ว แต่อาจจะทำให้ไม่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเหมาะสม การที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันและควบคุมโรค การจัดการภัยคุกคามสุขภาพนั้น ก็คือการให้ความร่วมมือในการเสนอความคิดเห็นและการทำหน้าที่ในการดูแลสร้างเสริมสุขภาพของตนเอง ครอบครัวและชุมชนโดยไม่ต้องเข้ามา “ใช้อำนาจรัฐในการเข้ามาเป็นกรรมการ” ที่มีฐานะเป็น “นิติบุคคล” ตามข้อเสนอ สุ่มเสี่ยงต่อการจัดการงานนอกสั่ง การละเมิด หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐได้ และประชาชนเหล่านี้ที่เข้ามามีอำนาจรัฐ จะถูกถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ และควรอยู่ในรายชื่อตามมาตรา 100 ของพระราชบัญญัติ ปปช เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในองค์กรอิสระตระกูล ส เช่น สสส หรือ สปสช


4. การปฏิรูประบบบริหารจัดการและการเงินการคลังด้านสุขภาพ
• เสนอกลไกอภิบาลระบบสุขภาพแบบความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งระบบราชกากร กลไกตลาด และระบบเครือข่าย
• ประชาชนเข้าถึงระบบบริการทีจำเป็น โดยไม่มีอุปสรรคด้านการเงินได้อย่างเสมอภาค ได้รับการปกป้องจากภาวะล้มละลายทางการเงิน รวมทั้งมีส่วนร่วมรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาลในการดูแลสุขภาพของตน และบริการสุขภาพ
• มีแหล่งเงินทุนสนับสนุนบริการสุขภาพอย่างเพียงพอ และยั่งยืน และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ
• มีการลงทุนด้านบริการสุขภาพแก่ประชาชนทุกคนที่ตอบสนองความจำเป็นด้านสุขภาพอย่างมีคุณภาพลดความเหลื่อมล้ำ
• มีกำลังคนด้านสุขภาพอย่างเพียงพอทั้งปริมาณและคุณภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม มีการกระจายอย่างเป็นธรรม และทำงานอย่างมีความสุข

วิพากษ์

ข้อเสนอนี้ก็อ้างความร่วมมือทุกภาคส่วนอีกเหมือนข้อเสนอทั้งสองเรื่องข้างต้น และอ้างว่าประชาชนต้องได้รับบริการที่จำเป็นโดยเสมอภาค ไม่เสี่ยงต่อการล้มละลาย และมีแหล่งเงินทุนสนับสนุนบริการสุขภาพอย่างเพียงพอ มีการลงทุนด้านบริการสุขภาพอย่างเพียงพอ มีกำลังคนอย่างเพียงพอ แต่ก็เป็นการบรรยายแบบเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา แต่ไม่ได้นำเสนอให้เป็นรูปธรรมว่า จะทำให้เกิดเช่นนั้นได้อย่างไร (ไม่มี Road Map หรือไม่มีวิธีดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม) จึงเป็นข้อเสนอที่เลื่อนลอย ไม่อาจจะทำได้จริง หากเป็นแผนธุรกิจก็ไม่ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ขาดการคำนวณจุดคุ้มทุน อัตราและระยะเวลาในการตอบแทนต้นทุน และไม่ควรพิจารณาให้ผ่านไปโดยไม่มีหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์รองรับ

กำลังโหลดความคิดเห็น...