xs
xsm
sm
md
lg

กรีซ : กับสิ่งผิดปกติในโลกทุนนิยม

เผยแพร่:   โดย: สุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์

http://twitter.com/indexthai2
indexthai2@gmail.com

หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร รับสั่งไว้ “เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง” เป็นเรื่องลึกซึ้ง ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับระบบทั้งระบบ ถ้าเข้าใจและปฏิบัติได้ จะทำให้ระบบหรือสังคมมีความเจริญรุ่งเรือง มีความสงบร่มเย็น มีความสุขกันทั่วหน้า เสมอภาคกัน จะไม่พบกับความเดือดร้อน

บทความนี้เป็นบทความทางวิชาการ เป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครนำเสนอมาก่อน เป็นการนำเสนอข้อมูลประกอบที่เป็นระบบ ให้เข้าใจง่าย ไม่ยากสำหรับผู้สนใจที่จะทำความเข้าใจ

ความแตกต่างของธุรกรรมจริงหรือซื้อขายจริง กับธุรกรรมอบายมุขหรือซื้อขายกระดาษ

ตลาดซื้อขายจริง (Real trade) ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกมัน เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ปลา ฯลฯ มีผลผลิตจริงเกิดขึ้นกับระบบ หรือกับโลก

ตลาดซื้อขายกระดาษ (Paper trade) คือตลาดอบายมุขตลาดหุ้น ตลาดเงินตรา ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดล่วงหน้า ฯลฯ คือการ “ซื้อขายตัวเลข ที่อยู่ในกระดาษ” ไม่ต่างกับการซื้อขายสลากกินแบ่งหรือหวย

การพนัน ไพ่ ถั่ว โป ไฮโล กาซิโน ตลาดหุ้นไม่เกิดผลผลิตจริงขึ้นกับระบบ หรือกับโลกมีแต่ตัวเลขเกิดขึ้นตัวเลขไปเพิ่มในกระเป๋าของคนที่ซื้อถูกหรือเก็งกำไรถูก แต่ตัวเลขจะลดลงในกระเป๋าของคนที่ซื้อไม่ถูกหรือเก็งกำไรผิด เรียกว่า Zero sum games

Paper trade หรือตลาดอบายมุข คือตลาดที่เอารัดเอาเปรียบระบบ หรือเอารัดเอาเปรียบคนทั่วไป

ทดสอบความแตกต่างธุรกรรมจริง-ธุรกรรมอบายมุขโดยสมมติแบบสุดขั้ว

1) ถ้าคนทั้งโลกทำธุรกรรมจริงทั้งหมด เช่นปลูกข้าวคนทั้งโลกไม่อดตาย

2) ถ้าคนทั้งโลกเป็นธุรกรรมอบายมุข เช่นเล่นไพ่กันอย่างเดียวไม่มีคนปลูกข้าว ไม่มีข้าวกิน คนโลกทั้งโลกจะอด และตายหมด

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้อบายมุขคือทางของความเสื่อม โลกเสื่อมลงทุกวัน

ตลาดหุ้น เป็นตลาดอบายมุขกองโตที่สุดในโลก ตลาดหุ้นคือสิ่งผิดปกติของโลกทุนนิยม

เมื่อก่อนซื้อขายหุ้น ซื้อขายเฉพาะใบหุ้นที่จดทะเบียนอยู่ตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ได้พัฒนาเป็นการซื้อขายตัวเลขขึ้นอย่างกว้างขวาง มีความเป็นอบายมุขมากขึ้นกว่าเดิม

ยกตัวอย่างเช่น สามารถเอา “ตัวเลขดัชนี SET50 Index” มาซื้อขายได้ เรียกว่าอนุพันธ์ (Derivatives) ตัวเลขดัชนีดาวโจนส์ ก็เอามาซื้อขายได้ตัวเลขราคาหุ้นก็สามารถเอามาซื้อขายได้ เช่น นอกจากจะซื้อขายหุ้น ปตท. (PTT) แล้ว ตัวเลขราคาหุ้น PTT ก็เอามาซื้อขายได้ ตัวเลขของราคาทองคำ ตัวเลขราคาน้ำมัน ก็สามารถเอามาซื้อขายได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องมีเหมืองทองจริง หรือบ่อน้ำมันจริงก็ได้ ตัวเลขค่าเงินหรือราคาเงิน เช่นราคาเงินดอลลาร์ก็เอามาซื้อขายได้

มีรายงานข่าวว่า มูลค่าการซื้อขายกระดาษทองคำของโลก สูงกว่าการซื้อขายทองคำจริงประมาณ 10 เท่า

วิธีการซื้อขาย ซื้อขายได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ถ้าเก็งว่ามันจะขึ้น ก็ซื้อไว้ก่อน (Long Open) ถ้าราคามันขึ้นมาเป็นที่พอใจอย่างที่เก็งกำไรไว้ ก็ขายออก (Short Close) ก็ทำให้มีกำไร ถ้าเก็งผิด ราคามันตกลงมา ขายแล้วก็ขาดทุนได้เช่นกัน

ตรงกันข้าม ถ้าเก็งว่ามันจะตก ก็ขายไว้ก่อน (Short Open) ถ้าราคามันตกลงมาเป็นที่พอใจอย่างที่เก็งกำไรไว้ ก็ซื้อกลับ (Long Close) ก็ทำให้มีกำไร ถ้าเก็งผิด ราคามันขึ้นมา ขายแล้วก็ขาดทุนได้เช่นกัน

สินค้าแบบตัวเลขมีมากมายหลายรูปแบบ รูปแบบการซื้อขายมีมากมายหลายรูปแบบมากกว่าที่นำเสนอนี้ ยากที่จะแจกแจงได้หมด

เพราะสินค้าเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลข ใช้เก็บตัวเลขทั้งหมดไว้ในฐานข้อมูลก็เพียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็นจะต้องมีโกดังเก็บ ไม่ต้องมีกระบวนการขนส่ง ไม่ได้มีค่าบริหารจัดการมากแต่อย่างใด สะดวกสบายมาก โบรกเกอร์ได้ค่านายหน้าของการซื้อขาย รัฐได้ภาษีวีเอที

ส่วนใหญ่ประเทศที่มีตลาดหุ้น จะได้รับความเสียหายจากตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 นับถึงทุกวันนี้ก็เป็นเวลา 40 ปีแล้ว มีเหตุการณ์หุ้นตกรุนแรง 2 ครั้ง ทำให้เงินไหลออก ทำให้ค่าเงินบาทเสียหาย ทำให้เศรษฐกิจล้มละลาย คนตกงานมาก ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกลงมาก เงินเฟ้อสูงสินค้า-บริการในประเทศราคาสูง สินค้าส่งออกราคาถูก สินค้านำเข้าราคาสูง

การขอความช่วยเหลือทางการเงินของประเทศไทยจากไอเอ็มเอฟครั้งแรก

ตลาดหุ้นไทย หลังการเปิดตลาดอย่างเป็นทางการได้ 3 ปี ตลาดหุ้นได้พังทลายลงอย่างรุนแรงในปี 2521 ตกลงถึง 62 เปอร์เซ็นต์ (กราฟซ้าย) ส่งผลให้ระบบขาดความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออก ทำให้ค่าเงินบาทเสียหาย ทางการประกาศลดค่าเงินบาทหลายครั้ง ค่าเงินบาทตกลง 27 เปอร์เซ็นต์ (กราฟขวา) ทำให้ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟเป็นครั้งแรก

ช่วงสภาพคล่องเสียหาย อัตราดอกเบี้ยก็สูง

เกิดโครงการ 4 เมษายน 2527 เข้าควบกิจการ 25 บริษัทไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ที่ล้มลง ไม่มีการออกพันธบัตรใช้คืนเงินฝากผู้ฝากเงิน เวลาผ่านไปกว่า 10 ปี จึงสามารถคืนเงินผู้ฝากเงินแก่ลูกค้าของบริษัทไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ที่มีปัญหาได้ ผู้ต้องการเงินฝากเร็วกว่ากำหนด จะไม่ได้ดอกเบี้ยฝาก

เวลาผ่านไปกว่า 10 ปี ทางการได้ขายบริษัทไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ที่ควบกิจการมาให้กับเอกชนที่สนใจ มีเงินชำระหนี้ลูกค้าที่ฝากเงิน และใช้หนี้ IMF

ภายหลังบริษัทไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ที่เอกชนซื้อไปบริหารจัดการดังกล่าว ได้ล้มลงและถูกปิดกิจการหลังการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2537

ปี 2528 ทางการตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินขึ้นมา(Finance Institutions Development Fund -FIDF) เพื่อป้องกันปัญหาการขาดสภาพคล่องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตมีปรัชญาหลักว่า หากสถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง ก็จะให้ความช่วยเหลือสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน

จากการพังทลายของตลาดหุ้นปี 2537 กลไกการพังทลายของตลาดหุ้น ทำให้สถาบันการเงินขาดสภาพคล่องครั้งใหญ่ FIDF ทำการอัดฉีดสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินตามที่มีปรัชญาไว้ อัดฉีดอย่างไรก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ธนาคารและบริษัทไฟแนนซ์ล้มลง และสุดท้ายถูกสั่งปิดกิจการมากเป็นประวัติการณ์ถึง 75 แห่ง หนักกว่าผลกระทบจากการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2521ส่วนที่ไม่ล้มลงก็ตกเป็นของต่างชาติ

เกิดหนี้สาธารณะ 1.392 ล้านล้านบาท

การเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินไอเอ็มเอฟของไทยเป็นครั้งที่ 2

การนำระบบ Maintenance Margin & Force Sell มาใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ทำให้กองทุนสามานย์โลก สวมรอยลากตลาดหุ้นขึ้นไปจากระดับ 1,000 จุด ขึ้นไปสูงสุดที่ 1,750 จุดในต้นปี 2537 จากนั้นก็ทุบให้ตลาดพังทลายลงรุนแรง จนทำให้มีการบังคับขายหุ้นนักลงทุนทำให้ตลาดหุ้นหนักลงไปอีก ตกลงถึง 88 เปอร์เซ็นต์ (กราฟซ้าย) ส่งผลให้ระบบขาดความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออก ทำให้ค่าเงินบาทเสียหายกระทั่งต้องประกาศลอยค่าเงินบาท เงินบาทตกลง 55 เปอร์เซ็นต์ (กราฟขวา) ทำให้ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2

ช่วงสภาพคล่องเสียหาย อัตราดอกเบี้ยสูง

ทุกวันนี้ประเทศไทยยังใช้หนี้สาธารณะ 1.392 ล้านล้านบาทไม่หมด เหลืออยู่ประมาณเกือบ 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้โอนหนี้ดังกล่าวออกจากกระทรวงการคลัง (ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหารจัดการ) ทั้งนี้เพื่อทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลง เพื่อจะทำให้กู้เงินได้มากขึ้น

สังเกตว่า เมื่อก่อนไม่มีตลาดหุ้น ประเทศไทยไม่เคยมีวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องขอเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟเลย แต่เมื่อมีตลาดหุ้น ทำให้ประเทศไทยต้องขอเข้ารับความช่วยเหลือจากเอ็มเอฟแล้วถึง 2 ครั้ง

การพังทลายของตลาดแนสแด็กซ์ปี 2000 ตลาดหุ้นตกลงถึง 78 เปอร์เซ็นต์(กราฟซ้าย) ส่งผลให้ระบบขาดความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออก ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลง 48 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเงินยูโร (กราฟขวา) เงินยูโรเป็นสกุลเงินที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสกุลเงินดอลลาร์ของสหรัฐ

NASDAQ Index เป็นดัชนีมูลค่าตลาด (Market Capitalization Weighted Index) ได้มีการเพิ่มตัวหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูง เช่นหุ้นของไมโครซอฟท์และอื่นๆ เข้าไปในระบบการคำนวณดัชนีในช่วงกลางปี 1999 (Index Reform) ทำให้ดัชนีมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสูงขึ้น ดัชนีตลาดหุ้นคือค่าตัวกลางอย่างหนึ่งการที่ดัชนีมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสูงขึ้น ทำให้ดัชนีอ่อนแอลง ง่ายแก่การปั่น ปั่นขึ้นแล้วก็ปั่นลง

สภาพคล่องของประเทศสหรัฐฯ เสียหายอย่างหนัก เอกชนล้มลงค่อนประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม Subprime เอกชนขนาดใหญ่ก็ล้มลง ไม่ว่า Enron, WorldCom, Bear Stern Ban, Lehman Brother Merrill Lynch ฯลฯ คนตกงานมาก ทำให้ผู้คนที่เดือดร้อนออกมาเดินประท้วงตามท้องถนน

Occupy Wall Street ที่เกิดขึ้นในปี 2554 (2011)

เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สภาพคล่องที่เสียหาย ยากที่ไอเอ็มเอฟจะให้ความช่วยเหลือได้ สหรัฐฯ มีทางออก 2 ทาง ทางแรกคือพิมพ์เงินออกมาใช้ (Quantitative Easing - QE) ทางที่ 2 คือการกู้เงินในระบบ ทำให้เพดานหนี้เพิ่มสูงขึ้นมาก จากปี 2000 เพดานหนี้อยู่ที่ระดับ 5-6 พันล้านเหรียญเหรียญสหรัฐ เพิ่มมาเป็น 15-16 พันล้านเหรียญเหรียญสหรัฐของช่วง 10 ปีที่เกิดปัญหา

ระหว่างปี 2008-2014 มีการพิมพ์เงินออกมาใช้ (QE) ไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

การพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐระหว่างปี 2000-2007 ทำให้เงินไหลออกจากประเทศสหรัฐอเมริกา ไหลออกมาท่วมโลก ไหลเข้ายุโรป ไหลเข้าเอเชีย รวมทั้งไหลเข้าประเทศไทย ทำให้สภาพคล่องท่วมโลก สินค้าโภคภัณฑ์ โลหะ พลังงาน สินค้าเกษตรต่างๆ ราคาสูงขึ้นเงินเฟ้อท่วมโลก ค่าเงิน ตลาดหุ้นประเทศต่างๆ ราคาสูงขึ้น

เงินไหลเข้าประเทศไทยปี 2001 (2544) ตรงกับช่วงการมาของรัฐบาลทักษิณค่าเงินบาทของประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับ 46 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขึ้นมาสูงสุดที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปี 2007(2550)

ทำให้กลางปี 2003 (2546) ประเทศไทยสามารถชำระหนี้ไอเอ็มเอฟงวดสุดท้ายได้ และเป็นการชำระหนี้หมดก่อนกำหนดถึง 2 ปี การชำระหนี้ไอเอ็มเอฟหมดไม่ใช่ฝีมือการบริหารประเทศของใครทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไหลเข้าประเทศไทยท่วมท้น ทุนสำรองสูงขึ้น จนสามารถนำใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมดนั่นเอง

ช่วงระยะเวลาดังกล่าว SET Index สูงขึ้น จากระดับ 300 จุด มาที่ 800 จุด

ปี 2001-2007 เงินไหลเข้ายุโรป ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปสูงขึ้น (กราฟซ้ายมือ ลูกศรสีเขียว) ทำให้ค่าเงินยูโรสูงขึ้น (กราฟขวามือ ลูกศรสีเขียว)

จากนั้นก็พังทลายลงมาในปี 2008 (Hamburger Crisis)ตลาดหุ้นตกเร็วมาก ตกลงถึง 71 เปอร์เซ็นต์ ส่วนค่าเงินยูโรมีการแกว่งตัว และใช้เวลาในการตกที่ยาวนานกว่า และตกลงถึง 34 เปอร์เซ็นต์

ช่วงระยะเวลาการขึ้นและตกอาจจะไม่ตรงกันเลยทีเดียว แต่ก็พิจารณาได้ว่า ทั้งตลาดทุนและตลาดเงิน มีทิศทางการขึ้นและตกที่สัมพันธ์กัน

เงินไหลเข้า ทำให้เงินยูโรแข็งค่า และทำให้ตลาดหุ้นขึ้น ตลาดหุ้นตก ทำให้ระบบขาดความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออก ค่าเงินยูโรเสียหาย

EUROPE39 Index เป็นค่าตัวกลางของตลาดหุ้น 39 ประเทศของยุโรป แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นขึ้นและตกทั้งภูมิภาค

ภาพนี้แสดง “ดีกรี” การพังทลายของตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศยุโรป ระหว่างปี 2007-2009 เรียงลำดับจากตกมากไปหาตกน้อย

ตลาดหุ้นกรีซตกลงมากเป็นลำดับที่ 13 ตก 72.45 เปอร์เซ็นต์

มี 9 ประเทศที่เข้ารับความช่วยเหลือสภาพคล่องจากอีซีบี และไอเอ็มเอฟ(*) รวมทั้งกรีซ

ตามภาพ ดัชนีตลาดหุ้นกรีซเคยสูงถึง 6,355 จุด แล้วก็ตกลงมา 77 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะฟื้นตัวหลังการไหลเข้าของเงินเหรียญสหรัฐในปี 2001 ทำให้ดัชนีสูงขึ้นไปถึง 264 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะตกลงมา 72 เปอร์เซ็นต์ในช่วง Hamburger Crisis

มีการฟื้นตัวในปี 2009 แล้วก็ตกลงมาต่ำสุดในปี 2012 ตกมาเหลือ 500 จุด
รวมตกสุทธิ 92 เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุด ซึ่งต่างกับตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ ของยุโรป ที่หลัง Hamburger Crisis ส่วนใหญ่ไม่มี New low

สิ่งผิดปกติในโลกทุนนิยมมีมานานแล้ว โดยที่คนทั่วไปไม่มีข้อมูลไม่มีความเข้าใจ

การรวมตัวเป็นสหภาพยุโรป โดยรวมสกุลเงินเข้าด้วยกันก็ไม่ทำให้เกิดความปลอดภัยจากสิ่งผิดปกติในโลกทุนนิยมแต่อย่างใด ช่วงการเกิดวิกฤต Hamburger ที่ยุโรปมีเดินขบวน มีจลาจลในหลายประเทศ และมีคนเผาตัวตาย เห็นแล้วเป็นเรื่องที่หดหู่ใจ

การเข้าไอเอ็มเอฟ แสดงถึงการหมดตัวของประเทศ แม้จะใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าสถานะคนและเอกชนของประเทศจะกลับมาสู่ฐานะเดิม ทั้งนี้เพราะสินทรัพย์ต่างๆ ตกไปเป็นของต่างชาติแทบหมด ทุกวันนี้ธนาคารเอกชนส่วนใหญ่ในไทยไม่ใช่ของคนไทยแล้ว แต่ตกเป็นของต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ผ่านมา ผ่านไปไม่นาน ผู้คนก็จะลืมหมด ว่าเคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับประเทศใดบ้าง

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกรีซไม่มีอะไรแปลก เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆมาแล้ว ไม่ว่าประเทศไทยหรือประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยเคยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟมาแล้ว 2 ครั้ง โชคดีของประเทศไทย หลังเข้าโครงการไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไหลเข้ามายังประเทศไทย ทำให้ทุนสำรองของประเทศสูงขึ้น ทำให้มีเงินไปใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดก่อนกำหนดถึง 2 ปี ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็อาจจะเกิดเหตุร้ายทางเศรษฐกิจแบบเดียวกับกรีซได้

ช่วงเลวร้ายของประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีข่าวว่าจะผิดนัดชำระหนี้ แต่ก็ใช้วิธีพิมพ์เงินออกมาแก้ปัญหา การพิมพ์เงินออกมาใช้ โดยไม่คิดแก้ไขสิ่งผิดปกติในระบบ ที่เป็นต้นเหตุความเสียหายของระบบ คือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เมื่อสิ่งผิดปกติยังคงอยู่ในระบบ ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายในอนาคตขึ้นอีก

เมื่อปี 1929 ประเทศสหรัฐอเมริกาเคยประสบปัญหาการพังทลายของตลาดหุ้นมาก่อน คือ 1929 Great Depression

ปี 2000 ก็มาเกิดการพังทลายของตลาด NASDAQ อีกเกิดความเสียหายมากกว่า 1929 Great Depression เสียอีก

สิ่งผิดปกติในโลกทุนนิยม ถูกซ้ำเติมด้วยกิเลสของข้าราชการและนักการเมืองที่บริหารประเทศ คอร์รัปชันกันทุกเวลาทุกที่ที่มีโอกาส ข้าราชการและนักการเมืองมั่งคั่งมากเท่าใด ประชาชนก็ยากจนลงเท่านั้นจะนำพาประเทศเข้าสู่วิกฤตรอบแล้วรอบเล่าประเทศไทยเคยเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้วถึง 2 ครั้ง ตราบใดที่สิ่งผิดปกติในโลกทุนนิยมยังอยู่กับประเทศไทย ข้าราชการและนักการเมืองยังคอร์รัปชันอยู่เหมือนเดิม ก็จะต้องเข้าไอเอ็มเอฟอีกเป็นครั้งที่ 3-4

ข้าราชการและนัการเมืองคอร์รัปชันแบบไม่ปรานีปราศรัยประเทศชาติ ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดแล้ว แทนที่จะไม่ต้องขายรัฐวิสาหกิจแล้ว แต่ปรากฏว่ามีการขายรัฐวิสาหกิจ (แปรรูปเป็นเอกชน) ออกมามากเป็นประวัติการณ์ แปรรูปได้แล้ว ก็มาขึ้นราคาสินค้าของบริษัทที่แปรรูปนั้น

กิจการการไฟฟ้า ที่ถูกศาลตัดสินแล้วว่าเอามาแปรรูปไม่ได้ วันนี้ในรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารก็ให้มีการแปรรูปกิจการไฟฟ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์อีก คงจะมาในอีหรอบเดียวกันกับเรื่องกิจการพลังงาน หลังแปรรูปเป็นเอกชนแล้ว ก็จะมาขึ้นราคาไฟฟ้าภายหลัง ประชาชนจะหลังแอ่นเพิ่มขึ้น

หนี้สาธารณะที่เกิดจากวิกฤต ที่เข้าไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 ประมาณ 1.4 ล้านบาท ทุกวันนี้เหลือหนี้อยู่ประมาณเกือบ 1 ล้านล้านบาท กระทรวงการคลังก็โอนไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดการ แล้วก็จะเกิดหนี้สาธารณะจากการจำนำข้าวทุกเม็ดอีก 7 แสนล้านบาท หนี้แบบไม่คาดฝันกองโตเช่นนี้ เกิดได้ง่ายมากเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจ และจากจิตใจที่คอร์รัปชัน และสะสมมากขึ้นๆ แล้วก็จะมาขึ้นภาษีต่างๆ เพื่อเอาไปชำระหนี้เหล่านี้ เรื่องเช่นนี้ จะนำพาประเทศเกิดวิกฤตและเข้าไอเอ็มเอฟในอนาคตได้

ปัญหาของกรีซและประเทศใดๆ เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ กรีซจะอยู่หรือจะออกจากอียูไม่ใช่ประเด็น สำคัญจะต้องมีผู้นำที่ดี ต้องรับสภาพความเป็นจริง ทำให้ตัวเองเป็นประเทศยากจนลงตามความเป็นจริง จัดการกับคอร์รัปชันทั้งปวงเป็นศัตรูกับมิจฉาทิฐิ นำพาประเทศสู่สัมมาทิฐิแต่อย่างเดียว ต้องตัดสิ่งผิดปกติในโลกทุนนิยมออกเลิกก่อหนี้ยืมสิน ใช้วิธีรัดเข็มขัด ลดเงินเดือนข้าราชการให้ลงมามีฐานะเดียวกันกับชาวบ้าน ลดภาษีวีเอทีจากระดับกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ลงให้เหลือ 10-15 เปอร์เซ็นต์ อัตราการว่างงานของกรีซสูงถึง 19.9 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนต้องไม่เลือกงาน ทำงานสัมมาทิฐิทุกอย่าง ช่วยกันทำงานใช้หนี้อีซีบีและไอเอ็มเอฟ จำนวนคนว่างงานก็จะน้อยลง

ส่วนหนี้ที่มีไว้กับอีซีบีและไอเอ็มเอฟ ขอให้ทำเป็นหนี้ระยะยาว 20-30 ปี

กลับตัวกลับใจมาสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง อย่างที่หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร รับสั่งไว้เงินทองเป็นเพียงของมายา ข้าวปลาสิของจริง

แล้ววิกฤตที่เกิดขึ้นก็จะยุติได้
กำลังโหลดความคิดเห็น...