ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -หลังเสร็จสิ้นพิธีบำเพ็ญกุศลสรีระสังขาร พระเทพวิทยาคม ( หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) “เทพเจ้า -นักบุญแห่งที่ราบสูง” อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ เป็นเวลา 7 วัน ที่ ศูนย์ประชุมเอนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) พร้อมเคลื่อนสรีระส่งมอบให้ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มข. เพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ตามเจตนารมณ์พินัยกรรมหลวงพ่อคูณ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา
สปอตไลต์แห่งความสนใจสงสัยต่างฉายตรงมาที่วัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาย อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าด้วยเรื่องทรัพย์สินของหลวงพ่อคูณและวัดบ้านไร่ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่ามีเป็นจำนวนมหาศาล ในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เปิดเผยเป็นที่รับทราบโดยทั่วไป และไม่เคยเปิดเผยมาก่อน
เห็นได้จาก “หลวงพ่อคูณ” นำเงินทำบุญจากญาติโยมไปบริจาคบำเพ็ญสาธารณกุศลทั้งด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม สาธารณสุข สาธารณประโยชน์ สาธารณะสงเคราะห์ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งตั้งกองทุนมูลนิธิเป็นจำนวนมาก ศิษยานุศิษย์สามารถรวบรวมตัวเลขเป็นเงินได้กว่า 4,000 ล้านบาท จนกล่าวขานว่า เป็น “มหาทานบารมีสี่พันล้าน”
ล่าสุด 25 พ.ค. ที่ผ่านมา “คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของพระเทพวิทยาคมและวัดบ้านไร่” ตามคำสั่งแต่งตั้ง ที่ จจ10/2558 ลงวันที่ 18 พ.ค. 2558 ของ พระราชวิมลโมลี เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ได้ประเดิมประชุมคณะกรรมการทั้ง 31 คน เป็นครั้งแรก ที่วัดบ้านไร่ โดยมี พระราชสีมาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน
ท่ามกลางคลื่นใต้น้ำแห่งความขัดแย้งภายในวัดบ้านไร่ ในยุคหลังสิ้น “หลวงพ่อคูณ” ระหว่าง “กลุ่มอำนาจใหม่” กับ “กลุ่มอำนาจเก่า” และ ทั้ง 2 กลุ่มต่าง มีชื่อร่วมอยู่ใน คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินฯ ดังกล่าวด้วย
สำหรับ “กลุ่มอำนาจใหม่ ” นำโดย พระภาวนาประชานาถ ( พระนุช รัตนวิชโย) รักษาการเจ้าอาวาสบ้านไร่ ที่มี นายทวัฒน์ชัย แสนประสิทธิ์ หรือ “กำนันป่อง” กำนันตำบลกุดพิมาน และ พระครูพีรเดชธำรง เจ้าคณะตำบลกุดพิมาน ผู้ชิงแต่งตั้ง “พระนุช” ขึ้นนั่งรักษาการเจ้าอาวาสทันทีในช่วงเย็นของวันที่หลวงพ่อคูณมรณภาพ 16 พ.ค. ซึ่งถูกต่อต้านจาก “กลุ่มอำนาจเก่า” จนกลายเป็นปัญหาระเบิดเวลาลูกแรกของวัดบ้านไร่อยู่ในขณะนี้ ให้การสนับสนุนอย่างเต็มตัว
อีกทั้งยังมี “นายเกรียงไกร จารุทวี” อดีตรองประธานกรรมการวัดบ้านไร่ และ ผู้ดูแลบริหารจัดการวิหารเทพวิทยาคม หรือวิหารกลางน้ำวัดบ้านไร่ 355 ล้านบาท แต่เพียงผู้เดียว ที่พร้อมกระโดดเข้าร่วมกลุ่ม เพื่อหวังสืบทอดผูกขาดผลประโยชน์ในวิหารกลางน้ำ ต่อไป
ส่วน “กลุ่มอำนาจเก่า” ล้วนเป็นบรรดาลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อคูณ และกรรมการวัดบ้านไร่ชุดเดิม นำโดย นายธวัช เรืองหร่าย รักษาการไวยาวัจรกร , นางสาวจู ปริสุทธชาติ ,นายสมบูรณ์ โสถถิอนันต์และ นายอนันต์ พูลสวาย รักษาการกรรมการวัดบ้านไร่ เป็นต้น
ขณะที่ “พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์” ประธานกรรมการวัดบ้านไร่ นั้น ในทางเปิดเผยยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจน แต่ ณ เวลานี้ ยังถือว่า เป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวัดบ้านไร่ และเป็นที่หวั่นเกรง ของทั้ง 2 กลุ่ม
สั่งสำรวจทรัพย์สินพ่อคูณ-วัดบ้านไร่ เสร็จใน 24 มิ.ย.
การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินฯ ครั้งแรก ดังกล่าว ไร้เงา “พระนุช” รักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ในฐานะรองประธานกรรมการฯ เจ้าของผลงาน“โถส้วมทองคำ”อันลือเลื่อง เข้าร่วมถก และ ในที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและกรอบเวลาการทำงาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ
พร้อมมีมติมอบให้ รักษาการไวยาวัจกรวัด และ กรรมการวัดบ้านไร่ชุดเดิม รวมทั้งผู้แทนฝ่ายสงฆ์ที่ได้รับการแต่งตั้งอีก 3 รูป ไปหารือกับรักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ดำเนินการสำรวจรวบรวมรายละเอียดทรัพย์สินทั้งหมดของวัดบ้านไร่และหลวงพ่อคูณ ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หรือในวันที่ 24 มิ.ย. นี้
เพื่อรายงานผลต่อคณะกรรมการฯ และติดประกาศให้สาธารณชนรับทราบ หากมีผู้ใดทักท้วงหรือมีผู้แจ้งทรัพย์สินเพิ่มเติมอาจขอเวลาสำรวจเพิ่มเติมดังกล่าวอีก 7 วัน หรือ 15 วัน จากนั้นหากไม่มีใครทักท้วงหรือทำการสำรวจเพิ่มเติมเสร็จสิ้นแล้ว จะสรุปบัญชีทรัพย์สินต่อที่ประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อทำรายงานเสนอให้เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ผู้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ พร้อมประกาศต่อสาธารณชนให้รับทราบเป็นการทั่วไป
แนวทางการตรวจสอบทรัพย์สิน ได้แบ่งเป็น 6 หมวดหมู่ คือ 1.หมวดเกี่ยวข้องกับอาคารสถานที่ 2.หมวดเกี่ยวข้องกับที่ดินของวัด 3. หมวดเกี่ยวกับยานพาหนะ 4.หมวดเกี่ยวกับทรัพย์สินของมีค่า แยกเป็นของวัดบ้านไร่และของหลวงพ่อคูณ 5. หมวดการเงิน แบ่งเป็นบัญชีวัดบ้านไร่ บัญชีมูลนิธิในส่วนของวัด บัญชีในส่วนของหลวงพ่อคูณ ทั้งที่อยู่ในวัด และ บัญชีมอบเป็นทุนการศึกษาของคณะสงฆ์ และ 6.หมวดอื่นๆ
แง้ม 6 บัญชีธนาคารวัดบ้านไร่ พบเงินอื้อ 70 ล้าน
มาเริ่มไล่เปิดขุมทรัพย์หลวงพ่อคูณและวัดบ้านไร่ กันที่หมวดการเงิน ล่าสุด นายธวัช เรืองหร่าย รักษาการไวยาวัจกรวัดบ้านไร่ เปิดเผยกับ “เอเอสทีวีผู้จัดการสุดสัปดาห์” ว่า จากการสำรวจเบื้องต้น ปัจจุบันวัดบ้านไร่และหลวงพ่อคูณ มีบัญชีเงินฝากธนาคาร อยู่จำนวน 5 บัญชีหลัก รวมมีเงินในบัญชี กว่า 70 ล้านบาท ประกอบด้วย
1. บัญชีส่วนตัว ของ พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) ซึ่งเป็นเงินมาจากการบริจาคทำบุญในตู้บริจาคภายในวัดบ้านไร่ทั้งหมดและเงินรายได้จากวัตถุมงคลของวัดบ้านไร่ โดยหลวงพ่อคูณ เป็นผู้มีอำนาจลงนามเบิกจ่ายเงิน เพียงผู้เดียว
ทั้งนี้ เงินที่ได้จากตู้บริจาคดังกล่าวจะถูกนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำในการบริหารจัดการต่างๆ ของวัดบ้านไร่ทั้งหมด ทั้ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเจ้าหน้าที่พยาบาลและเงินเดือนลูกศิษย์เฝ้าดูแลปรนนิบัติหลวงพ่อคูณ ส่วนที่เหลือจะถูกนำฝากเข้าบัญชีของหลวงพ่อคูณ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อได้เงินทำบุญมาหลวงพ่อ จะบริจาคให้สาธารณะประโยชน์ไปเกือบทั้งหมดไม่เก็บสั่งสมไว้ ล่าสุดได้เบิกไปสร้างวัดบ้านไร่ 2 ประมาณ 2.5 ล้านบาท เมื่อต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ก่อนหลวงพ่อคูณ มรณภาพ ขณะนี้มีเงินเหลือในบัญชีประมาณ 2 แสนบาท
2. “บัญชี 90” เป็นบัญชีเงินฝากธนาคาร ที่หลวงพ่อตั้งใจนำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อได้ครบ 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นความตั้งใจสุดท้ายอันยิ่งใหญ่ของหลวงพ่อคูณก่อนละสังขาร โดยเงินส่วนนี้ได้มาจากการสร้างวัตถุมงคลให้เช่า ตั้งมาประมาณ 2-3 ปี ผู้มีอำนาจเบิกจ่าย มี 3 คน คือ พล.ต.ต.มหัคฆพันธุ์ สุรคุปต์ ประธานกรรมการวัดบ้านไร่ นายธวัช เรืองหร่าย ไวยาวัจกร และ นายสมบูรณ์ โสตถิอนันต์ หรือ “ไก่โต้ง” เลขานุการหลวงพ่อคูณ และกรรมการวัดบ้านไร่ ล่าสุดมีเงินในบัญชีประมาณ 17 ล้านบาท
3. บัญชีเงินฝากธนาคาร ของ พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ตั้งอยู่ภายในวัดบ้านไร่ มีรายได้จากการบริจาคในพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย ล่าสุดมีเงินอยู่ราว 6-7 ล้านบาท ผู้มีอำนาจลงนามเบิกจ่าย 3 คน คือ นายธวัช เรืองหร่าย ไวยาวัจกรวัดบ้านไร่ นายธวัฒน์ชัย แสนประสิทธิ์ กำนันตำบลกุดพิมาน กรรมการวัดบ้านไร่ และ นายสมบูรณ์ โสตถิอนันต์ หรือ “ไก่โต้ง” เลขานุการหลวงพ่อคูณ และคณะกรรมการวัดบ้านไร่
4. บัญชีเงินฝากธนาคาร ของ วิหารเทพวิยาคม หรือ วิหารกลางน้ำวัดบ้านไร่ ซึ่งในส่วนนี้ นายเกรียงไกร จารุทวี อดีตรองประธานกรรมการวัดบ้านไร่ เป็นผู้กำกับดูแลบริหารจัดการและดำเนินการวิหารเทพวิทยาคมแต่เพียงผู้เดียว ระบุว่า วิหารฯ มีรายได้ประมาณ 2.5-3 ล้านบาท/เดือน จะถูกนำเข้าบัญชีเงินฝากชื่อ “วิหารเทพวิทยาคม” ของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา ด่านขุนทด ทุกวัน โดยแยกเป็น 2 บัญชี คือบัญชีเงินฝากที่นำเงินเข้า-ออกประจำ และ บัญชีสำหรับจ่ายเงินเดือนพนักงาน ผู้มีอำนาจเบิกจ่าย 3 คน คือ พล.ต.ต.มหัคฆพันธุ์ สุรคุปต์ ประธานกรรมการวัดบ้านไร่ นายธวัช เรืองหร่าย ไวยาวัจกรวัดบ้านไร่ และ นายเกรียงไกร ล่าสุด ณ วันที่ 18 พ.ค.2558 มียอดเงินฝากในบัญชีจำนวน 54,948.43 บาท
5. บัญชีเงินฝาก ของ มูลนิธิหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ที่ทางจังหวัดนครราชสีมาเป็นผู้ดูแล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานมูลนิธิฯโดยตำแหน่ง นายอำเภอด่านขุนทด เป็นเลขานุการมูลนิธิฯ เพื่อปฏิสังขรณ์วัดบ้านไร่และดำเนินการหรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น เพื่อสาธารณประโยชน์ ทราบว่า ปัจจุบันมีเงินอยู่ประมาณ 47 ล้านบาท
เปิดคลังวัตถุมงคลวัด เหลือ 4 รุ่น มูลค่ากว่า 110 ล้าน พบกรุ“พระยอดธง” สมบัติส่วนตัวพ่อคูณ 50 ล้าน
ต่อมา “หมวดทรัพย์สินทรัพย์สินมีค่า” ในส่วนของวัดบ้านไร่ ล่าสุดจากการตรวจสอบวัตถุมงคลที่สร้างโดยวัดบ้านไร่และถวายหลวงพ่อคูณ ในห้องเก็บวัตถุมงคลวัดบ้านไร่ บนศาลาการเปรียญ ใต้อุโบสถ 2 ชั้น พบมีวัตถุมงคลอยู่ จำนวน 4 รุ่น รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. วัตถุมงคลในโอกาสหลวงพ่อคูณ อายุ 90 ปี “รุ่น ๙0” เหลืออยู่คิดเป็นมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท 2. “รุ่น สุขใจ” ยังไม่ได้นำออกให้เช่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท 3. “รุ่นสุขโต” เปิดให้เช่าแล้วและยังเหลืออยู่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท และ “รุ่น ยอดธง ๙” ยังไม่ได้นำออกให้เช่าคิดเป็นมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ในจำนวนนี้ แยกเป็นทองคำ 99 ชุดๆ ละ 1.5 แสนบาท
วัตถุประสงค์การสร้างวัตถุมงคลทั้ง 4 รุ่นดังกล่าว เพื่อนำเงินไปดำเนินการใน 3 เรื่องหลัก คือ 1. นำทูลเกล้าถวายในหลวง 100 ล้านบาท ตามเจตนารมณ์สุดท้ายของหลวงพ่อคูณ 2. ดำเนินโครงการ “สร้างบ้านให้พ่อ” ซึ่งเป็นอาคารกุฏิไม้สักทั้งหลัง ขนาด 2 ชั้น ในวัดบ้านไร่ มูลค่าก่อสร้าง 10 ล้านบาท และ 3. เพื่อบูรณะซ่อมแซมโบสถ์วัดบ้านไร่ ที่หลังคาชำรุด
ขณะที่ทรัพย์สินมีค่าส่วนตัวของหลวงพ่อคูณ พบวัตถุมงคล “พระยอดธง” ที่หลวงพ่อคูณมักเก็บไว้บริเวณหัวเตียงนอนภายในห้องกุฏิเพื่อปลุกเสกเป็นประจำ รวม 5,000 องค์ ราคาเช่าองค์ละ 10,000 บาท รวมมูลค่า 50 ล้านบาท 2.ตะกรุดทองคำ 400-500 อันๆ ละ 500 บาท รวมมูลค่า 250,000 บาท 3.เตียงนอนผู้ป่วยแบบพิเศษควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น ย่าม ฟันปลอม ธนบัตร 1,000 บาท จำนวน 1 ใบ , หมอน , ผ้าห่ม , ผ้าไตรจีวร และ เครื่องอัฐบริขาร เป็นต้น
เผยกองทุน-มูลนิธิหลวงพ่อคูณ 9 บัญชี ร่วม 200 ล้าน
สำหรับทรัพย์สินในส่วนที่จัดตั้งเป็นกองทุนและมูลนิธิต่างๆ นั้น จากข้อมูลในหนังสือรวบรวมชีวประวัติ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” จัดพิมพ์ในโอกาสครบรอบวันเกิด 77 ปี ต.ค. 2543 พบ ว่า ได้มีการจัดตั้งกองทุนและมูลนิธิขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือสาธารณประโยชน์ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข ศาสนา สังคมและชุมชน รวมทั้งทุนการศึกษาและอาหารกลางวัน และดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน จำนวน 9 กองทุน/มูลนิธิ รวมเงินในบัญชี ร่วม 200 ล้านบาท ประกอบด้วย
1. “กองทุนการศึกษาหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” ตั้งเมื่อปี 2536 เริ่มตั้งมีเงิน 2 ล้านบาท ปัจจุบัน (ปี 2543) มีเงินกองทุน 16.4 ล้านบาท และ มีวัตถุมงคลมูลค่า 7.5 ล้านบาท มีบัญชีเงินฝากที่ ธนาคารไทยพานิชย์ สาขา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) วัตถุประสงค์ เพื่อนำดอกผลเป็นทุนการศึกษา สำหรับนักศึกษา มทส. ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สถานที่ตั้ง ส่วนการเงินและบัญชี สำนักงานอธิการบดี มทส.
2. “มูลนิธิหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” ตั้งเมื่อ 10 ก.ย.2536 เงินทุนเริ่มก่อตั้ง 4 ล้านบาท ปัจจุบัน ( ปี 2543) มีเงิน 16.8 ล้านบาท มีบัญชีเงินฝากที่ ธนาคารกรุงไทย สาขา อ.ด่านขุนทด วัตถุประสงค์ เพื่อบูรณะซ่อมแซม ปฏิสังขรณ์วัดบ้านไร่ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เป็นประธานมูลนิธิ ที่ตั้ง วัดบ้านไร่ เลขที่ 111 ม. 6 ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
3. “มูลนิธิปริสุทโธเพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลด่านขุนทด” ตั้งเมื่อปี 2536 เริ่มก่อตั้งมีเงิน 1 ล้านบาท ปัจจุบัน (ปี 2543) มีเงิน 1.5 ล้านบาท มีบัญชีเงินฝากที่ ธนาคารกรุงไทย สาขา ด่านขุนทด วัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือการบริการด้านสาธารณสุขอนามัยแก่ประชาชนในชนบท ที่ตั้ง เลขที่ 4/9 ม. 2 ต.ด่านขุนทด อ.ด่านขุนทด
4. “กองทุนเพื่อการศึกษาและกีฬาหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” ตั้งเมื่อ ปี 2538 เริ่มก่อตั้งมีเงิน 4.2 ล้านบาท มีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารทหารไทย สาขา อ.ด่านขุนทด วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และส่งเสริมการกีฬา ที่ตั้ง สำนักงานศึกษาธิการอำเภอด่านขุนทด ต.ด่านขุนทด อ.ด่านขุนทด
5. “กองทุนวัดบ้านไร่ (เพื่อการศึกษาพระภิกษุ-สามเณร)” ตั้งเมื่อ ปี 2538 เริ่มก่อตั้งมีเงิน 2.5 ล้านบาท ปัจจุบัน ( ปี 2543) มีเงิน 2.8 ล้านบาท มีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย สาชา ด่านขุนทด มี หลวงพ่อคูณ เป็นประธาน วัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับพระภิกษุ-สามเณร สถานที่ตั้ง สำนักงานศึกษาธิการอำเภอด่านขุนทด ต.ด่านขุนทด อ.ด่านขุนทด
6. “มูลนิธิทวีคูณพัฒนา” ตั้งเมื่อปี 2538 เริ่มก่อตั้งมีเงิน 8 ล้านบาท มีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา มทส. วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา สนับสนุนการวิจัย การคิดค้นสั่งประดิษฐ์ มีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธาน สถานที่ตั้ง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา
7. “มูลนิธิหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ (ชื่อย่อ “พคปธ”)” ตั้งเมื่อ 10 ก.ค. 2540 เริ่มก่อตั้งมีเงิน 30 ล้านบาท ปัจจุบันมีเงิน 46 ล้านบาท มีบัญชีเงินฝากที่ ธนาคารทหารไทย สาขา อำเภอด่านขุนทด วัตถุประสงค์เพื่อปฏิสังขรณ์วัดบ้านไร่ เพื่อดำเนินการหรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น เพื่อสาธารณประโยชน์ มีผู้ว่าฯนครราชสีมาเป็นประธาน ที่ตั้ง วัดบ้านไร่
8. “มูลนิธิอาหารกลางวันหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” ตั้งเมื่อ ปี 2542 เริ่มก่อตั้งมีเงิน 60 ล้านบาท ชื่อบัญชีเงินฝาก มูลนิธิอาหารกลางวันหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้รับประทานอาหารกลางวันอย่างพอเพียง ถูกต้องตามหลักโภชนา พัฒนาพื้นที่โรงเรียนเป็นแหล่งผลิตอาหาร โดยนำดอกผลมอบให้โรงเรียนทุกแห่งในเขต อ.ด่านขุนทด และ อ.เทพารักษ์ มีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานกรรมการ ที่ตั้ง กองบัญชาการ กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา
9. “กองทุนอาหารกลางวันหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” ตั้งเมื่อ ปี 2542 เริ่มก่อตั้งมีเงิน 40 ล้านบาท วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้รับประทานอาหารกลางวันอย่างพอเพียง ถูกต้องตามหลักโภชนาโดยนำดอกผลมอบให้โรงเรียนทุกแห่งในเขต อ.ด่านขุนทด และ อ.เทพารักษ์ มีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน ที่ตั้ง กองบัญชาการ กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา
แฉ 4 กลุ่มผลประโยชน์กุมขุมทรัพย์วัดบ้านไร่
อย่างไรก็ตามเมื่อมองขุมทรัพย์หลวงพ่อคูณ ผ่านกลุ่มผลประโยชน์ในวัดบ้านไร่ จะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีอยู่ 4 กลุ่มหลัก อันเป็นกลุ่มผลประโยชน์มหาศาลที่ยากต่อการตรวจสอบและหาที่มาที่ไปได้โดยง่าย อีกทั้งต่างกลุ่มต่างเก็บกุมข้อมูลเพื่อต่อรองซึ่งกันและกัน รวมทั้งปกปิดป้องกันตนเองจากบาดแผลในอดีต
1. “กลุ่ม พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์” อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด(ผบก.ภ.จว.) นครราชสีมา และรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (รอง ผบช.ภ.3) ประธานกรรมการวัดบ้านไร่ชุดเดิม ถือว่าเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดและเป็นที่หวั่นเกรงจากทุกกลุ่มกับฉายา “มือปราบร้อยศพ” ภาพภายนอกดูเหมือนว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยตรง แต่ความเป็นจริงทุกอย่างในวัดบ้านไร่ต้องผ่านและได้รับไฟเขียวจากคนๆ นี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการออกใบอนุญาตสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณ ภายใต้เงื่อนไข ใบอนุญาตละ 2 ล้านบาท โดยเงินส่วนนี้อ้างว่า ได้นำไปก่อสร้างวัดบุไผ่ หรือ วัดบ้านไร่ 2 รวมทั้งสร้างรูปหล่อหลวงพ่อคูณใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดหน้าตักกว้าง 9 เมตร สูง 18 เมตร ที่ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมจัดงานฉลองยิ่งใหญ่ 13 มิ.ย.2558 นี้
ว่ากันว่าในช่วงปี 2555-2558 มีการออกใบอนุญาตให้วัดและหน่วยงานต่างๆ ไปนับ 100 รุ่น แม้กระทั่งหลวงพ่อคูณมรณภาพไปแล้วยังเหลืออีกหลายสิบรุ่นที่ยังไม่ได้สร้าง แต่ล้วนเก็บเงินล่วงหน้าไปหมดแล้ว
ทั้งนี้ เมื่อ ดูจากตัวเลขสรุปเงินค่าก่อสร้างวัดบุไผ่ ที่รายงานต่อที่ประชุมกรรมการวัดบ้านไร่ ล่าสุดเมื่อต้น พ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า ได้ใช้เงินก่อสร้างวัดบุไผ่ ไปแล้วทั้งสิ้นรวมกว่า 90 ล้านบาท ซึ่งหากการก่อสร้างวัดบุไผ่ได้นำเงินจากการออกใบอนุญาตสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณ ใบละ 2 ล้านบาท ทั้งหมดจริง นั่นหมายความว่า เฉพาะส่วนนี้มีการออกใบอนุญาตไปมากกว่า 45 ใบ
ฉะนั้นการออกใบอนุญาตนับ 100 รุ่นหรือ 100 ใบๆ ละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 200 ล้านบาท ที่ว่ากันมานั้น จึงเป็นตัวเลขที่มีความเป็นไปได้สูง
2. “กลุ่มนายเกรียงไกร จารุทวี” รองประธานกรรมการวัดบ้านไร่ชุดเดิม ผู้กำกับดูแลบริหารจัดการและดำเนินงานในวิหารเทพวิทยาคม หรือวิหารกลางน้ำวัดบ้านไร่ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นนักธุรกิจการเมือง อดีตเลขานุการ “นายชำนาญ ยุวบูรณ์” อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2516 และผู้ก่อตั้งพรรคท้องถิ่นก้าวหน้า ซึ่งทำให้ได้รู้จักกับว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณวี อดีตรมช.พาณิชย์ แกนนำ “กลุ่ม16” นักการเมืองใหญ่ แห่งเมืองโคราชผู้ล่วงลับ จึงสนิทสนมร่วมงานกันมาเป็นเวลากว่า 40 ปี และ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ ชักจูงเข้ามายังวัดบ้านไร่ ราวปี 2552 เพื่อเป็นดูแลผู้ดำเนินการจัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” และ ก่อสร้าง “วิหารเทพวิยาคม” มูลค่าก่อสร้าง กว่า 355 ล้านบาท ในเวลาต่อมา
“กลุ่มนายเกรียงไกร” ผงาดขึ้นมีบทบาทอย่างเต็มตัว ในปี 2554 หลัง ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ เสียชีวิตลง พร้อมได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการวัดบ้านไร่แทนว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ และกลายเป็นผู้กุมเม็ดเงินการก่อสร้างมูลค่ากว่า 355 ล้านบาท และเก็บผลประโยชน์ ในวิหารเทพวิทยาคม แบบเบ็ดเสร็จทั้งหมด ซึ่งวิหารฯสร้างเสร็จสมบูรณ์เปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อ ต.ค. 2556 โดยไม่ได้นำเงินส่งเข้าวัดบ้านไร่แม้แต่บาทเดียว เพียงแค่แจ้งรายรับรายจ่ายให้กรรมการวัดทราบทุกเดือนเท่านั้น
นายเกรียงไกร ระบุว่า ในส่วนวิหารเทพวิทยาคม มีเงินรายได้จากเงินบริจาค ทั้งเงินสดผ่านช่องบริจาค และ “ บัตรเติมบุญ” ในรูปของสมาร์ทการ์ด เดือนละ 2.5-3 ล้านบาท และ เขายังอ้างว่าได้ทดลองจ่ายเงินส่วนตัวเป็นค่าก่อสร้างวิหารที่คงค้างไปก่อน 96 ล้านบาท รวมทั้งสำรองจ่ายเงินค้างชำระร้านค้า อีก 6 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่กรรมการวัดบ้านไร่ชุดใหม่ต้องพิจารณาหาเงินมาจ่ายคืนให้เขาหรือไม่อย่างไรต่อไป
นอกจากนี้ นายเกรียงไกร ยังได้ชี้แจงข้อมูลใน “สมุดปกเหลือง ชุดความจริงกรณีวิหารเทพวิทยาคม สืบสานพระพุทธศาสนาตามปณิธานหลวงพ่อคูณ ” ลงวันที่ 25 พ.ค. 2558 ระบุ รายการรายรับ-รายจ่าย ตั้งแต่เปิดดำเนินการวิหารเทพวิทยาคม ปี 2556-2558 ว่า ปี 2556 มีรายรับ 7.36 ล้านบาท รายจ่าย 5.31 ล้านบาท , ปี 2557 มีรายรับ 38.24 ล้านบาท รายจ่าย 49.94 ล้านบาท และ ปี 2558 ( พ.ค.-เม.ย.) มีรายรับ 11.78 ล้านบาท รายจ่าย 10.83 ล้านบาท รวม 2 ปี 5 เดือน มีรายรับกว่า 57 ล้านบาท รายจ่ายกว่า 65 ล้านบาท
ขณะที่เงินบริจาคสนับสนุนการดำเนินงานวิหารเทพวิทยาคม ระบุว่า ปี 2554-2556 มีเงินบริจาค 106.30 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างวิหารเทพวิทยาคม , ปี2556-2557 มีเงินบริจาค รวม 8 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างน้ำพุรอบพญานาค 7 เศียร ห้องน้ำชาย “สุขมงคล” ห้องน้ำหญิง “สิริมงคล” ,ปี 2557-2558 มีเงินบริจาค 3.80 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโครงการลานสุขโต ในจำนวนนี้ไม่รวมเงินรายได้จากการสร้างพระกิ่งเทพวิทยาคมเพื่อหาทุนสร้างวิหารฯ อีก 137.82 ล้านบาท
3. “กลุ่มลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อคุณ” นำโดย นายธวัช เรืองหร่าย กรรมการ ,เหรัญญิกและไวยาวัจกรวัดบ้านไร่ กับบรรดาลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อคูณ ซึ่งล้วนอยู่ในกรรมการวัดบ้านไร่ชุดเดิม เช่น นายสมบูรณ์ โสตถิอนันต์ หรือ “ไก่โต้ง” เลขานุการหลวงพ่อคูณ ,นางสาวจู ปริสุทธชาติ กรรมการและผู้ช่วยเหรัญญิก และ นายอนันต์ พูลสวาย กรรมการวัดบ้านไร่ เป็นต้น กลุ่มนี้จะดูแลและเก็บผลประโยชน์ ในส่วนของกุฏิหลวงพ่อคูณ บนศาลาการเปรียญ ใต้อุโบสถ 2 ชั้น วัดบ้านไร่เป็นหลัก โดยมีแผงตู้ให้เช่าวัตถุมงคลนับ 10 ตู้ ที่ได้ชื่อว่าขายดีมากที่สุดกว่าจุดอื่นในวัดบ้านไร่ ซึ่งแผงตู้ให้เช่าวัตถุมงคล เป็นทรัพย์สินรายได้ส่วนตัวแต่ละคน ไม่ต้องนำส่งเข้าวัดแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ลูกศิษย์ใกล้ชิด แจงว่า เป็นความเมตตาของหลวงพ่อคูณที่อนุญาตให้ดำเนินการได้ เพราะเห็นว่ากรรมการวัดหลายคนเสียสละมาช่วยงานวัดแต่ไม่มีรายได้อะไร หลวงพ่อจึงอนุญาตให้สร้างวัตถุมงคลและปลุกเสกให้เองเป็นรายกรณีแต่ละคนไป
4. “กลุ่มนายทวัฒน์ชัย แสนประสิทธิ์” หรือ “กำนันป่อง” กรรมการวัดบ้านไร่ ผู้ที่มีความสนิทสนม ผูกพันในเชิงอำนาจและผลประโยชน์ กับ พระภาวนาประชานาถ ( พระนุช รัตนวิชโย) รักษาการเจ้าอาวาสบ้านไร่คนใหม่ มายาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ยุคที่หลวงพ่อคูณยังไม่ไล่ “พระนุช” ออกจากวัดบ้านไร่ ราวปี 2532 กลุ่มนี้จะดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในส่วนของแผงเช่าวัตถุมงคล แผงขายลอตเตอรี่ และร้านค้าชุมชน ภายในบริเวณวัดบ้านไร่ โดยการจัดล็อกให้เช่า และไม่ได้ส่งรายได้เข้าวัดแต่อย่างใด เพียงแค่รายงานให้กรรมการวัดรับทราบเท่านั้น อีกทั้งกลุ่มนี้ยังมีมวลชน กลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านไร่ เป็นฐานสำคัญในการเคลื่อนไหวกดดันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในกรณีต่างๆ อีกด้วย
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ต้องจับตาการตรวจสอบทรัพย์สินหลวงพ่อคูณและวัดบ้านไร่ ที่คณะกรรมการตรวจสอบฯ แต่งตั้งโดยเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เร่งดำเนินการอยู่ในเวลานี้ ว่า เอาจริงแค่ไหน หรือแค่เล่นปาหี่ตามธรรมเนียมสงฆ์ เหมือนอดีตที่ผ่านมา เท่านั้น


