ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -เรียกว่า “กรี๊ด....สลบ” กันเลยทีเดียว เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2558 ให้อายัดทรัพย์ “นายธาริต เพ็งดิษฐ์” อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และ “นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์” ผู้เป็นภรรยา มูลค่า 40 ล้านบาท ด้วย ข้อหา “ส่อไปในทางร่ำรวยผิดปกติ”
ยิ่งในโลกออนไลน์ด้วยแล้ว ยิ่งแสดงความดีใจต่อชะตากรรมของนายธาริตกันอย่างเมามันถึงขั้น “สะใจ” หรือ “ฟินสุโค่ย” ตามชื่อภาพยนตร์เรื่องดังที่กำลังเป็นปัญหาเลยก็ว่าได้
ชื่อของนายธาริตเป็นที่กล่าวขานมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เขาก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทน “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ที่ถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมเสียงวิจารณ์ดังกระหึ่มไปทั้งดีเอสไอว่า นายธาริต เป็นสายตรงของ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” ตามต่อด้วยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่จะถูกเด้งพ้นจากเก้าอี้ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ทั้งนี้ เนื่องเพราะเขาคือตัวอย่างของข้าราชการที่รับใช้การเมืองแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
ในยุครัฐบาลสีฟ้าแห่งพรรคประชาธิปัตย์ นายธาริตก็ไล่บี้ดำเนินคดีกับคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยแบบถวายชีวิต เมื่อมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในปี 2553ขึ้นมาควบคุมการชุมนุมของคนเสื้อแดง บทบาทของธาริตก็ยิ่งโดดเด่น ทั้งในฐานะทีมโฆษก ศอฉ. และในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ผู้เดินหน้าทำคดีกล่าวหาผู้ชุมนุมอย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะคดีก่อการร้าย จน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงถึงกับประกาศว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ จะย้ายนายธาริตพ้นจากเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทันที
ในห้วงนั้น นายธาริตถูกเล่นงานสารพัดสารพัน ทั้งการมีมือดีส่งจดหมายมาขู่ฆ่า จนนายธาริตต้องเรียกใช้บริการหน่วยอารักขาของตำรวจและทหาร ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งเรื่องข่าวเช็คปริศนา 1.5 แสนบาท ที่ “นายจตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำคนเสื้อแดง ออกมาเปิดเผยว่ามีการโอน เข้าบัญชีของหลังบ้านโดยอ้างว่า เป็นเงินค่าตอบแทนในการเลี่ยงภาษี ซึ่งนายธาริตตอบโต้ว่าเป็นเพียงค่าบริการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย
รวมถึงเรื่องส่วนตัวกับ “หมออ้อยเบอร์ 161” แห่งสถานอาบอบนวดชื่อดังอย่าง “ชวาลา” ซึ่งถูกขุดขึ้นมาเล่นงานนายธาริตแบบไม่ยั้ง และนายธาริตก็ยอมรับว่า “ผมไม่ได้มีแค่หมอนวดแผนโบราณประจำตัว แต่ยังมีหมอดูประจำตัวด้วย แต่ยอมรับว่านายจตุพรเก่งมาก หาข้อมูลได้ดี ผมติดการนวดแผนโบราณ แต่ไม่นิยมอาบน้ำ นวดอย่างเดียว”
แต่แล้วเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พรรคเพื่อไทยของคนเสื้อแดงชนะการเลือกตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เพราะปรากฏว่า นายธาริตที่เคยถูกมองว่าเป็นศัตรูของคนเสื้อแดงพลิกกลับมาไล่บี้พรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับคนเสื้อแดงแบบ “หน้ามือเป็นหลังมือ” จนได้รับฉายาล้อเลียนโดยนำไปเปรียบเทียบกับนามสกุลของ “นายถวิล เปลี่ยนศรี” อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ว่า “นายธาริต เปลี่ยนสี” กันเลยทีเดียว
และนั่นส่งผลทำให้นายธาริตยังคงผงาดอยู่ในเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เหมือนเดิมโดยไม่ถูกโยกย้าย มิหนำซ้ำยังทำงานได้ถูกอกถูกใจ รัฐบาลยิ่งลักษณ์และคนเสื้อแดงอีกต่างหาก โดยเฉพาะคดีสลายการชุมนุมเผาบ้านเผาเมืองที่ตั้งข้อกล่าวหาหนักหน่วงเอากับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ จนมีการตั้งข้อสงสัยกันว่า มีการแลกเปลี่ยนอะไรกันหรือไม่ ระหว่างตำแหน่ง การไม่ขุดคดีการรับสินบนของ “หลังบ้าน” กับการทำงานรับใช้ทางการเมือง
ตลอด 2 ปี 9 เดือนเศษ ที่พรรคเพื่อเป็นรัฐบาล นายธาริตไม่เพียงยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม ยังได้ต่ออายุราชการ หลังดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี ในปี 2556 อีกด้วย
กระทั่งในปี พ.ศ. 2557 หลังการยึดอำนาจการปกครองของคณะรักษา
ความสงบแห่งชาติ นายธาริตจึงได้รับคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามต่อด้วย ป.ป.ช.มีคำสั่งอายัดทรัพย์และมีคดีที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอีกนับไม่ถ้วน
ในที่สุด นายธาริตก็มีวันนี้ วันที่ไร้ซึ่งอำนาจวาสนา แม้นายธาริตจะบากหน้าไปยื่นเอกสารขอสมัครเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับเลือก
กล่าวสำหรับชีวิตของนายธาริตนั้น หลังจากถูกเด้งเข้ากรุที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นพิเศษเฉพาะรายตามคำสั่ง คสช. ที่ 77/2557 เส้นทางชีวิตของนายธาริตก็ริบหรี่มาเป็นลำดับ
ความฉาวโฉ่ที่ปรากฏให้สังคมเห็นเป็นเบื้องแรกก็คือ การที่นายธาริตและนายเสฏฐวุฒิ เพ็งดิษฐ์ ผู้เป็นน้องชาย เข้าไปเกี่ยวข้องกับการฮุบที่ดินบริเวณชะง่อนผา เขาหนองเชื่อม ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ดินของศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี จำนวน 330 ไร่
นายธาริตมีเอี่ยวในฐานะที่ปรากฏรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ซึ่งมีนายบุญธรรม บุญเทพประทาน เจ้าของธุรกิจอาบอบนวดชื่อดัง เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และเกี่ยวพันกับการถูกกล่าวหาว่าถือครองที่ดินบริเวณดังกล่าว
ขณะที่นายเสฏฐวุฒิผู้เป็นน้องชาย มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในฐานะที่เป็นผู้ทำการรังวัดที่ดินทั้ง 18 แปลง รวม 330 ไร่ พร้อมกับออกโฉนดให้ชาวบ้าน เป็นเอกสารสิทธิแสดงการทำประโยชน์นิคมสร้างตนเอง(นค.3) ก่อนที่จะถูกเล่นแร่แปรธาตุตกเป็นของข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นายพลตำรวจระดับสูง” หลายต่อหลายคน
แน่นอน ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก็คือ “ทหาร” จากกองทัพภาคที่ 2 ที่มีชื่อว่า “พ.อ.สมหมาย บุษบา” เสนาธิการกองยุทธการ กองทัพภาคที่ 2 ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมาย กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 2
เป็น พ.อ.สมหมายคนเดียวกับ พ.อ.สมหมายที่ปรากฏชื่อเข้าไปตรวจสอบการบุกรุกป่าของ “สนามโบนันซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์” ที่มี “นายไพวงษ์ เตชะณรงค์” เป็นเจ้าของ
ในครั้งนั้น นายธาริตให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราแบบรู้ชะตากรรมของตัวเองเอาไว้ว่า “ผมกำลังตกอยู่ในฐานะอะไร คนในสังคมน่าจะรู้กันดี สื่อคงรู้ดี ผมคงไม่ต้องพูดอะไร คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับผม กำลังจะทำอะไรกับผม ซึ่งตอนนี้ผมก็รับสภาพกับสิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้น ผมกำลังอยู่ท่ามกลางคดีความจำนวน 26 คดี ที่ถูกฟ้องร้องเข้ามา คนเกลียดผมกันทั่วบ้านทั่วเมือง”
“ที่พูดแบบนี้ ไม่ได้ต้องการจะร้องขอความเห็นใจจากใครนะ เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมต้องยอมรับ มันเป็นผลพ่วงจากงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ผมเคยรับผิดชอบ ตอนนี้คิดว่าโชคดีที่พ้นหน้าที่มาซะได้ เพราะถ้าอยู่ต่อคงต้องเจ็บตัวหนักกว่านี้แน่ ผมอยู่ดีเอสไอมานาน ทุ่มเททำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่วันนี้สิ่งที่ผมกำลังเจออยู่ จะเป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการคนอื่น เห็นว่าว่า อย่าไปทำอะไรมาก อย่าไปทุ่มเทอะไร อย่าเอาอย่าง ธาริต ไม่งั้นจะเจอแบบนี้”
นายธาริตกล่าวด้วยว่า “ผมเป็นข้าราชการประจำ ผมทำตามหน้าที่ตามคำสั่ง ไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งประเด็นนี้ผมเข้าใจดี เพราะเป็นเรื่องที่มีคนบางกลุ่มพยายามจุดขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตผม หากว่าไปทุ่มเทเข้าข้างการเมืองมากไป แต่ถามหน่อยผมเป็นข้าราชการประจำ มีหน้าที่ปฏิบัติงานตามคำสั่ง ผมผิดหรือ และคุณไปดูได้เลย หลายคดีที่ผมถูกฟ้องร้อง ศาลก็ยกฟ้องไปแล้ว แต่ก็มีความพยายามอย่างอื่นที่จะมาจัดการผม นี่เป็นสิ่งที่ผมกำลังเจอ จะเอาให้ผิด จะเอาให้ตาย โจมตีครอบครัวผม ทำร้ายวงศ์ตระกูลให้เสียหาย”
ไม่เพียงเท่านั้น นายธาริตยังต้องเผชิญกับการสาวไส้ถึงการประพฤติมิชอบออกมานับครั้งไม่ถ้วน ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือกรณี บ้านพักโฮมสเตย์ตากอากาศที่เขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เหตุอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง ป่าเขาอ่างหิน ซึ่งเป็นผืนเดียวกับที่ ป.ป.ช.มีคำสั่งอายัดทรัพย์ กระทั่งต่อมาต้องยอมรื้อถอนและทุบทิ้ง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้จะนำกำลังเข้าไปจัดการ พร้อมทั้งคืนที่ดินบางส่วนให้กับราชการ
กล่าวสำหรับการอายัดทรัพย์นายธาริตและภรรยานั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีคำสั่งที่ 631/2557 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2557 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายธาริตเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมี นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน และในที่สุดได้ตรวจพบว่า นายธาริต มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะมีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการร่ำรวยผิดปกติ
ดังนั้น เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2558 จึงได้มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของ นายธาริต และนางวรรษมล ผู้เป็นภรรยาไว้เป็นการชั่วคราวตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ได้แก่ เงินฝาก ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และยานพาหนะ รวมมูลค่า 40,954,720.58 บาท
กล่าวสำหรับรายการทรัพย์สินของนายธาริตที่ถูกอายัดมีมูลค่ารวม 1,706,441.63 บาท มีดังต่อไปนี้ 1.เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 บัญชี 2.เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จำนวน 4 บัญชี 3.เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 บัญชี 4.ที่ดินในอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 2 ไร่ 38 ตารางวา และ 5. ทรัพย์สินในตู้นิรภัยของธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักธุรกิจรัชดาภิเษก ตู้นิรภัยเลขที่ 047 ตามสัญญาเช่าตู้นิรภัยลงวันที่ 20 ธันวาคม 2555
ขณะที่รายการทรัพย์สินของนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ มูลค่ารวม 39,248,278.95 บาท ประกอบด้วย 1. เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 บัญชี 2. เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 บัญชี 3. เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จำนวน 4 บัญชี 4. เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 บัญชี 5. ที่ดินอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 3 งาน 84 ตารางวา 6. ที่ดินอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 3 แปลง เนื้อที่ 4 ไร่ 50 ตารางวา 7. บ้านเลขที่ 414 ตำบลหลักหก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 1 หลัง 8. บ้านคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น เลขที่ 444 และสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ จำนวน 5 หลัง หมู่ที่ 11 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 9. รถยนต์ยี่ห้อ MERCEDES BENZ รุ่น E 250 เลขทะเบียน ญฉ 414 กรุงเทพมหานคร และ 10. รถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น ALPHARD เลขทะเบียน ฆฐ 515 กรุงเทพมหานคร
นอกจากนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังได้มีคำสั่งให้ นายธาริตแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ภายใน 30 วัน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 79 อีกด้วย
“คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายธาริต พบว่า มีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ จึงดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนและพบว่ามีพฤติการณ์เชื่อว่า อาจมีการโอนย้ายถ่ายเททรัพย์สินดังกล่าว จึงต้องออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้ก่อน ทั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในโครงการต่างๆ แต่อย่างใด”นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.ให้ข้อมูลและเหตุผลที่ต้องอายัดทรัพย์นายธาริต
ด้านนายธาริตชี้แจงว่า ตนเองและภรรยาได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการจาก ป.ป.ช.ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา หรือประมาณเดือนเศษว่ามีการอายัดทรัพย์ 1.7 ล้านบาทและของภรรยา 39.2 ล้านบาท รวมแล้วกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งหลังจากได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช.แล้วก็ได้ยื่นเอกสารขอเลื่อนการชี้แจงออกไปอีก 30 วันและจะครบกำหนดในวันที่ 20 เมษายน 2558
“ผมมีข้อสังเกตว่า ในปี 52 เมื่อครั้งได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ปป.ท.) ผมและภรรยาได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินไว้ต่อ ป.ป.ช.มีทรัพย์มูลค่า 37.3 ล้านบาท ผ่านไป 5 ปี ผมมีทรัพย์เมขึ้นเป็น 40 ล้านบาทเท่านั้น เป็นการร่ำรวยผิดปกติอย่างไร นอกจากนี้กรณีที่ถูกร้องให้ตรวจสอบทรัพย์สิน เพราะผมตกเป็นเป้าหมายถูกดำเนินการจากบทบาทอธิบดีดีเอสไอที่เข้าไปรับผิดชอบคดีสำคัญหลายคดี ทำให้ถูกฟ้องมากถึง 30 คดี และศาลตัดสินยกฟ้องไปแล้ว 19 คดี ผมจึงมั่นใจในศาลยุติธรรม”นายธาริตโอดครวญ
แน่นอน วันนี้ กล่าวได้ว่า เส้นทางการรับราชการของนายธาริตที่เคยโดดเด่นได้จบสิ้นลงแล้ว เฉกเช่นเดียวกับเส้นทางชีวิตที่ริบหรี่ลงไปเป็นลำดับตามวิบากกรรมที่ได้เคยทำไว้พร้อมกับเรื่องราวที่อนุชนรุ่นหลังจะจดจำมิรู้ลืมกับสมญานาม “ธาริต เปลี่ยนสี”
ล้อมกรอบ//
ชีวิตของ “ธาริต”
ธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นคนจังหวัดชัยนาท เดิมชื่อ “เบญจ” ซึ่งหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานีเป็นผู้ตั้งให้ เป็นหลานปู่ของ ร.อ.เจี๊ยบ เพ็งดิษฐ์ นายทหารคนใกล้ชิดจอมพลป. พิบูลสงคราม ซึ่งลาออกจากราชการและย้ายครอบครัวจากพระนครไปอยู่ที่ชัยนาท หลังจอมพลป.ถูกรัฐประหาร
สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นเข้าศึกษาต่อในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่น KU 37 ต่อมาลาออกไปสมัครเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในปี 2521 จนสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) และเนติบัณฑิตไทย รวมถึงนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลังสำเร็จการศึกษาทำงานสอนหนังสืออยู่พักใหญ่ ก่อนสอบเข้ารับราชการในสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เมื่อปี 2533 และพบรักกับวรรษมล ซึ่งเป็นนักกฎหมายเหมือนกันในระหว่างนั้น
ธาริตเริ่มเข้าไปข้องแวะกับฝ่ายการเมือง สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เมื่อ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ชักชวนให้มาทำงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยเข้าไปเป็นทีมงานของ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษาใหญ่ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้มากบารมี ก่อนถูกโอนย้ายไปเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ ในสมัยที่ “พล.ต.ท. นพดล สมบูรณ์ทรัพย์” เป็นอธิบดีคนแรก
ต่อมาได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) คนแรก ในปี 2551 สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ก่อนจะถูกย้ายมา “อธิบดีดีเอสไอ” ในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ด้วยวัยเพียง 50 ปี



