xs
xsm
sm
md
lg

3เดือนคสช.อัดฉีดงบ3.68แสนล้าน จ่ายหนี้ข้าวมากสุด เยือนเขมร-จับตาข้อพิพาท4.6ตร.กม.

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คสช.ปล่อยสกู๊ปโชว์ผลงาน 3 เดือน แจงงานทุกด้าน เจาะรายงานการประชุมบริหารราชการแผ่นดินรวม 12 ครั้ง อนุมัติ 38 รายการ วงเงินกว่า 3.68 แสนล้าน จ่ายจำนำข้าวมากสุด 9.2 หมื่นล้าน ช่วยสวนยาง 1.8 หมื่นล้าน แถมด้วยงบซื้ออาวุธ 2.6 พันล้าน “บิ๊กตู่” ส่ง “บิ๊กเจี๊ยบ” ขนคณะใหญ่เยือมกัมพูชาประเทศแรกหลังโปรดเกล้าเป็น ครม. กระชับความสัมพันธ์รัฐบาล-กองทัพ 2 ประเทศ หนีบ “ปลัดพลังงาน” เยือนเพื่อนบ้าน “เตียบันห์” ส่งสารยินดี “บิ๊กป้อม” ผงาดคุมมั่นคง ฝากดูแลแรงงานเขมรในไทย พูดเป็นนัยไม่กังวลเรื่องเขตแดนอีกต่อไป ด้าน “บิ๊กอู๋” พร้อมลุยงาน พม.ควบ คสช. หลายกระทรวงปลื้ม รมต.ใหม่ เตรียมการบ้านไว้รอเพียบ สธ.หวังสางปมปัญหาในกระทรวง

เมื่อเวลา 18.03 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่สกู๊ปพิเศษผลการปฎิบัติงานของตณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ความยาวประมาณ 30 นาที ในโอกาสครบรอบ 3 เดือนหลังจากเข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ที่ผ่านมา โดยมีการชี้แจงผลงานในด้านต่างๆ อาทิ งานความมั่นคง เศรษฐกิจ กฎหมาย สังคม และกิจการพิเศษ ในช่วงเปลี่ยนผ่านโรดแมปจากระยะที่ 1 การแก้ปัญหาเร่งด่วน และขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องที่ติดขัดและเป็นปัญหา เข้าสู่โรดแมประยะที่ 2 คือ การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ทั้งการจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การสรรหานายกรัฐมนตรี การยกร่างรัฐธรรมนูญ และการจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติในกรอบเวลา 1 ปี โดยหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา

สกู๊ปพิเศษได้ระบุถึงการจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเข้ามาใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนรัฐสภาทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การตราพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด และกฎหมายอื่นๆ การที่ สนช.มีมติเอกฉันท์ 191 เสียงเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่โรดแมประยะที่ 2 ที่ คสช.กำหนด ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ควบคู่กับกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาทำหน้าที่ศึกษา และเสนอแนะ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ จำนวน 250 คนด้วย

คสช.อัดฉีดงบแล้วกว่า 3.68 แสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการตรวจสอบเว็บไซต์ thaigov.go.th ของทำเนียบรัฐบาล ตลอดระยะเวลา 3 เดือนกว่าที่ผ่านมาหลังการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 พบว่า มีการประชุม คสช.เพื่อการบริหารราชการแผ่นดินที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน จำนวนทั้งสิ้น 12 ครั้ง และการประชุมคณะกรรมการระดับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ รวมไปถึงการประชุมระดับกระทรวงต่างๆ ได้มีการอนุมัติงบประมาณ ทั้งรายการปกติในปี 2557 และการอนุมัติงบค้างจ่ายต่อเนื่องมาจากปี 2556 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น งบผูกพันข้ามปี และการปรับเปลี่ยนรายการงบประมาณ รวม 38 รายการ วงเงิน 368,133.95 ล้านบาท โดยแยกเป็นรายการได้ อาทิ อนุมัติงบประมาณเพื่อจ่ายเงินค้างชำระหนี้ของชาวนา ในโครงการจำนำข้าว วงเงิน 92,431 ล้านบาท อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านการเกษตรปี 2555-2557 วงเงิน 5,498.9 ล้านบาท

อนุมัติงบประมาณช่วยชาวสวนยาง 2 โครงการ วงเงิน 12,000 ล้านบาท อนุมัติงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือปัจจัยการผลิตเพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราระยะสั้น วงเงิน 6,160 ล้านบาท อนุมัติตามกรอบงบประมาณเดิม ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อการปรับปรุงปรับทัศนียภาพ และอาคารสถานที่ภายในทำเนียบรัฐบาล จำนวน 252 ล้านบาท อนุมัติงบประมาณให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อนำไปชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าเหมาซ่อมสำหรับปีงบประมาณ 2558 จำนวน 4,401 ล้านบาท อนุมัติงบประมาณให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สร้างโรงพัก 5,898 ล้านบาท อนุมัติงบประมาณเพื่อซื้ออาวุธ เป็นงบผูกพัน รวม 2,588 ล้านบาท (ผูกพัน 4 ปี) อนุมัติงบประมาณเพื่อการแก้ไขปัญหาน้ำ ให้ทันสิ้นปีงบประมาณ 2557 และกันไว้ใช้ในปี 2558 วงเงิน 17,000 ล้านบาท รวมทั้งอนุมัติงบประมาณให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) สร้างระบบระบายน้ำ วงเงิน 20,000 ล้านบาท

เตรียมงบปี 58 ให้ ธ.ก.ส.โปะหนี้จำนำข้าว

นอกจากนี้ คสช.ยังได้อนุมัติจัดสรรเงินงบประมาณปี 2558 จำนวน 82,403 ล้านบาท ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เพื่อชำระคืนดอกเบี้ย และเงินต้นจากแหล่งเงินกู้ที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กู้มาให้ ธ.ก.ส. เพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงการใช้ดอกเบี้ยในส่วนเงินที่กู้ยืม ธ.ก.ส. มาใช้ในโครงการรับจำนำ 92,000 ล้านบาท และภาระดอกเบี้ยอีกกว่า 2,200 ล้านบาท ชดเชยดอกเบี้ยในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวในปี 2557 อนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 26,000 ล้านบาท (มีเงินทุนสะสม 34,000 ล้านบาท) อนุมัติปรับเปลี่ยนรายการงบประมาณ โดยสั่งยุติกองทุนพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านแล้วโยกงบประมาณ 5,700 ล้านบาท ไปรวมกับการสั่งยุติกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการในชุมชน ซึ่งมีงบประมาณ 1,225 ล้านบาท รวมเป็น 6,925 ล้านบาท ไปใช้ในโครงการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แทน อนุมัติงบประมาณ 8,500 ล้านบาท ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อสนับสนุนงานพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งหัวหน้า คสช. ได้ห้ามนำเงินงบประมาณนี้ให้บุคลากรท้องถิ่นนำไปใช้ศึกษาดูงานเป็นอันขาด และอนุมัติงบประมาณ 18,000 ล้านบาท ให้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ไปปรับปรุงงานทั้งระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ขาดแคลน เป็นต้น

“ธนะศักดิ์”ยกทีมเยือนเขมรประเทศแรก

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ท่าอากาศยานกองบิน 6 (บน. 6) พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบหมายให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ เป็นตัวแทนเดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ รมว.ศึกษาธิการ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และรมว.คมนาคม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสนาธิการทหาร นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายครุจิต นาครทรรพ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงพลังงาน นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บัญชาการกองพลทหาราบที่ 2 รักษาพระองค์ ร่วมในคณะเดินทางด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ได้เข้าหารือแบบเต็มคณะกับ พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมกัมพูชา โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวชี้แจงถึงความจำเป็นในการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของ คสช.เพื่อไม่ให้ประชาธิปไตยและเศรษฐกิจไทยล่มสลาย ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มประเทศอาเซียนที่เป็นเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบด้วย และการเดินทางเยือนไทยของ พล.อ.เตีย บันห์ ก่อนหน้านี้ ถือเป็นกำลังใจอย่างสูงสุดของมิตรแท้ และเปรียบเสมือนครอบครัวที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่โรดแมปขั้นที่ 2 คือมี ครม.และรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ

“เตีย บันห์” สุดยินดี “บิ๊กป้อม” ผงาด

ด้าน พล.อ.เตีย บันห์ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งใน ครม.ชุดใหม่ ซึ่งร่วมคณะเดินทางมาเยือนกัมพูชาในครั้งนี้ พร้อมกับส่งสาสน์แสดงความยินดีถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษา คสช. ที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม ทั้งนี้การที่ทหารได้เข้ามาบริหารประเทศ นับว่าเป็นโอกาสที่ดี เนื่องจากจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้เทคนิคทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาแรงงานกัมพูชา ที่สามารถแก้ไขปัญหากับไปสู่ภาวะปกติ ด้วยระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ยืนยันว่า รัฐบาลกัมพูชาจะไม่ยอมให้กลุ่มต่อต้าน คสช.เคลื่อนไหวในกัมพูชาอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ตนมีความห่วงใยต่อกรณีที่สื่อมวลชนเสนอข่าวในลักษณะที่ 2 ประเทศมีความขัดแย้งต่อกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงมีความเข้าใจและประสานงานกันได้ดีมาตลอด.

พูดเป็นนัยเรื่องเขตแดนไม่น่ากังวลแล้ว

ภายหลังการหารือราว 1 ชั่วโมง พล.อ.เตีย บันห์ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ในการหารือได้มีการเห็นชอบที่จะเพิ่มความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ และการค้า และให้คำมั่นว่าจะร่วมกันเสริมความมั่นคง และจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติด้วย ฝ่ายกัมพูชายังได้ร้องขอให้ฝ่ายไทยดูแลแรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานในไทย ซึ่ง พล.อ.ธนะศักดิ์ ตอบรับคำร้องขอ และให้คำมั่นที่จะปรับปรุงสิทธิของแรงงานต่างด้าวในประเทศ

ในส่วนของข้อพิพาทพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งศาลโลกมีคำสั่งเมื่อเดือน พ.ย.56 ให้ทั้งสองประเทศหาข้อตกลงในการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันนั้น พล.อ.เตีย บันห์ กล่าวว่า จนถึงตอนนี้ทั้ง 2 ประเทศยังไม่ได้เริ่มการเจรจาเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำตัดสินของศาลโลก อย่างไรก็ตาม ประเด็นพรมแดนระหว่าง 2 ประเทศไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะฝ่ายไทยมีกำหนดการเข้าพบ สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในวันเดียวกันด้วย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล และกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งการหารือด้านการต่างประเทศ และเศรษฐกิจ

สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นได้เดินทางมาถึง บก.ทบ. ตั้งแต่ช่วงเวลา 08.15 น. เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านต่างๆของ คสช.และรัฐบาลต่อไปภายหลังโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“อดุลย์” พร้อมลุยงาน พม.ควบ คสช.

ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรองหัวหน้า คสช.ฝ่ายกิจการพิเศษ ได้เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเก็บของเตรียมไปปฏิบัติงานที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย พล.ต.อ.อดุลย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานว่าจะเข้าเฝ้าฯเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนรับหน้าที่เมื่อใด ซึ่งในส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดการเข้าทำเนียบรัฐบาล ในวันที่จะนำ ครม.ถ่ายภาพ ก่อนเข้าเฝ้าฯเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตน

“ผู้บริหาร คสช.ทุกคนที่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ ใน คสช.ควบคู่กับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งส่วนตัวการทำงาน ในฐานะรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเน้นเรื่องแก้ปัญหาค้ามนุษย์ เพราะตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งการแก้ปัญหาความยากจนด้วย” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

“ปนัดดา” เล็งดูงานปฏิรูประบบราชการ

เมื่อเวลา 15.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มศิษย์เก่านักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 23 นำโดย พ.อ.ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 6 เข้าแสดงความยินดี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตลูกศิษย์ ม.ล.ปนัดดา ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ขณะที่ ม.ล.ปนัดดา ให้สัมภาษณ์ถึงการแบ่งงานว่าต้องรอนายกรัฐมนตรีมอบหมายหลัง ครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยยังดูแลหน่วยงานเดิมคือสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ดูการปฏิรูประบบราชการ ส่วนที่ต้องทำหน้าที่ทั้ง 2 ตำแหน่งควบคู่กันไป ไม่เคยมีอะไรที่ไม่หนักใจ ทางกลับกันต้องระมัดวังการทำงานให้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะลาออกปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ตนเป็นข้าราชการประจำ ส่วนการรับหน้าที่ใหม่ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณ การทำงานใน สปน.ก็จะแบ่งงานให้กับข้าราชการ

เมื่อถามว่าได้ยื่นใบลาออกจากคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) อสมท.แล้วหรือยัง ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ยื่นใบลาออกแล้ว

แวดวงหมอหวัง “รัชตะ” แก้ปมใน สธ.

ส่วน พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) กล่าวถึงการเข้ารับตำแหน่งของ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รมช.สธ.ว่า ขอยินดีกับทั้งสองที่ได้รับตำแหน่ง โดย ศ.นพ.รัชตะ เป็นนักวิชาการที่ทำงานในโรงเรียนแพทย์มานาน เชื่อว่าเข้าใจปัญหาระบบสาธารณสุขไทย แต่ขอให้รับฟังปัญหาจากทุกฝ่าย และทำงานเพื่อแก้ปัญหาจริงๆ เพราะ สธ.ยังมีปัญหาที่ค้างคามานาน ส่วนการทำงานกับ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ.นั้นไม่คิดว่ามีปัญหา เพราะก่อนที่ ศ.นพ.รัชตะ จะได้รับการเสนอชื่อมาเป็น รมว.สาธารณสุข ก็เคยหารือกับปลัด สธ. ในเรื่องทิศทางปฏิรูปเขตสุขภาพ สธ.กับโรงเรียนแพทย์มาแล้ว ทั้งนี้ สพศท. จะขอเข้าพบ รมว.สาธารณสุข เพื่อหารือถึงการทำงานในอนาคต ส่วน นพ.สมศักดิ์ เป็นคนดีคนหนึ่งที่ทำงานด้านวิชาการมานาน แต่ สพศท.อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า นพ.สมศักดิ์ เป็นตัวแทนของกลุ่มแพทย์ชนบทหรือไม่ เพราะเป็นที่ทราบในแวดวงมานานว่า นพ.สมศักดิ์ จัดเป็นมันสมองของแพทย์ชนบทมากว่า 30 ปี จึงกังวลว่ากลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ระดับจังหวัดที่ให้บริการประชาชนจำนวนมากจะได้รับความสนใจหรือไม่ ซึ่งจะขอเข้าพบ รมช.สาธารณสุขเช่นกัน

พณ.การันตี 2 รมต.ใหม่สุดเหมาะสม

ทางด้าน นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผู้ที่เข้ามาดำรงในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ว่า ทั้ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ และนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ มีความเหมาะสมอย่างมาก โดยในส่วนของ พล.อ.ฉัตรชัย มีความคุ้นเคยกับข้าราชการ และค่อนข้างเข้าใจในงานของกระทรวงเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของการดูแลค่าครองชีพประชาชน การแก้ปัญหาสินค้าเกษตร เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้รับหน้าที่จาก คสช.ให้เข้ามาดูแลงานของกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ นางอภิรดี ถือเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ และมีความสามารถเกี่ยวกับด้านการค้า และการเจรจาในต่างประเทศ

ศธ.เตรียม 9 ประเด็นเสนอทีมรมต.ใหม่

นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงว่า ที่ประชุมได้รวบรวมประเด็นหลัก 9 ประเด็นที่จะเสนอให้ รมต.ศึกษาธิการซึ่งจะมารับตำแหน่งใหม่ทั้ง 3 คน ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในปี 2558 ซึ่งครอบคลุมในทุกเรื่องของแต่ละองค์กรหลัก เริ่มจาก 1.ปรับหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน และตำราเรียน มีเป้าหมายให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์และได้รับการปลูกฝังค่านิยมหลัก 12 ประการของ คสช. 2.ปรับภาพลักษณ์ และยกระดับอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชน เพื่อให้มีคนสนใจเรียนสายอาชีพมากขึ้น 3.ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ในระดับอุดมศึกษา และพัฒนาอาจารย์ระดับปริญญาเอก 4.ปรับโครงสร้างของ ศธ.ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการกระจายอำนาจ สู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา 5.การได้มาซึ่งครูเก่ง ซึ่งส่งผลไปสู่การปรับระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของครู 6.การได้มาซึ่งผู้แทนครู และบุคลากรทางการศึกษาในคณะกรรมการชุดต่างๆ 7.การส่งเสริมการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม 8.การปรับระบบเงินอุดหนุนรายหัว และ 9.แผนแม่บทการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
“ส่วนตัวเชื่อว่า รัฐมนตรีศึกษาธิการทั้ง 3 คน จะนำพางานต่างๆ ของกระทรวงได้ โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีของการบริหาร จึงต้องทำงานอย่างเร่งด่วน ในส่วนของข้าราชการก็ต้องมีการปรับองคาพยพต่างๆเพื่อให้พร้อมรอบด้าน” นางสุทธศรี กล่าว

คนวัฒนธรรมปลื้ม “วีระ” รมต.คนใหม่

ขณะที่ นายอภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวภายหลังเดินทางเข้าพบ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรมว่า ในฐานะตัวแทนข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เข้ารายงานการเตรียมงานมิติวัฒนธรรมตามนโยบาย คสช. ตลอด 60 วันที่ผ่านมา และเตรียมเสนอเป็นเรื่องเร่งด่วนให้ รมว.วัฒนธรรมคนใหม่ดำเนินการ ได้แก่ การสร้างภาพยนตร์สนับสนุนความเป็นไทย การสร้างค่านิยม 12 ประการ การส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขับเคลื่อนการสร้างภาพยนตร์สั้นกระตุ้นการท่องเที่ยว การส่งเสริมกิจการฮัจย์ โดยจะนำเสนอเป็นโรดแมปภาพรวมในวันที่ 8 ก.ย.นี้ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เบื้องต้น รมว.วัฒนธรรมได้มีนโยบายเพิ่มเติมในส่วนของการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ความสำคัญ การสร้างรายได้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ อุตสาหกรรมด้านวัฒนธรรม โดยมองว่ากระทรวงวัฒนธรรมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งได้รายงานว่าขณะนี้ได้เตรียมเปิดศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนที่ ถ.ราชดำเนิน เพื่อรองรับประชาคมอาเซียนด้วย
“จากการพูดคุยกับ รมว.วัฒนธรรม ท่านก็ดีใจที่ได้กลับมาทำงานกับพวกเราชาวกระทรวงวัฒนธรรมอีกครั้ง โดยส่วนตัวทำงานกับ รมว.วัฒนธรรมมานาน ไม่มีปัญหา คาดว่าท่านจะเข้ามาทำงานที่กระทรวงภายในสัปดาห์นี้” นายอภินันท์ กล่าว

รง.ดัน 5 ยุทธศาสตร์ 6 ภารกิจด่วน

ขณะเดียวกัน นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมต้อนรับ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงานว่า กระทรวงแรงงานจะเสนอยุทธศาสตร์ของกระทรวงแรงงาน 5 ด้าน ซึ่งเน้นการดำเนินงานตามภารกิจของ คสช.คือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นการวางรากฐานของประเทศและความมั่นคงของรัฐ การพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข คุณธรรมจริยธรรมและคุณภาพชีวิต รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจ การป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น การพัฒนาระบบคุ้มครองแรงงานและประกันสังคมและการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รวมทั้งจะเสนอภารกิจเร่งด่วนต่อ รมว.แรงงาน ได้แก่ 1.การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว 2.การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทยเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) 3.การสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4.การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน 5.การทำให้ประเทศไทยพ้นจากการถูกจัดอันดับประเทศที่ต้องเฝ้าระวังด้านการค้ามนุษย์ซึ่งขณะนี้ถูกจัดอยู่ระดับ 3 และ6.การทำให้ประเทศไทยพ้นจากถูกขึ้นบัญชีดำสินค้า 4 ประเภทได้แก่ อ้อย กุ้ง ปลา และเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์

น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) กล่าวว่า แม้รัฐมนตรีใหม่จะมาจากทหารแต่ผู้ใช้แรงงานก็คาดหวัง จะทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านสังคมและรายได้ ลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนตามนโยบายที่ คสช.ได้ประกาศไว้ ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีใหม่อย่าทำให้ผู้ใช้แรงงานต้องผิดหวัง เพราะเราคาดหวังจากท่านเช่นกัน

นักวิชาการห่วงอำนาจถ่วงดุลน้อย

นายยุทธพร อิสรชัย คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า โฉมหน้าของครม.ชุดใหม่ โดยภาพรวมถือว่าเหมาะสม โครงสร้างแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการโอนอำนาจจาก คสช.มาดูแลในกระทรวงหลักๆ โดยเฉพาะในส่วนงานด้านความมั่นคง เป็นการสานต่อโดยมีข้าราชการ และอดีตข้าราชการในกระทรวงประกบ ส่วนที่สองคือกระทรวงที่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะ เช่น ด้านเศรษฐกิจ พลังงานและวิทยาศาสตร์ โดยให้พลเรือนที่มีความรู้ความสามารถในด้านนั้นๆดูแล ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เป็นข้อดี เพราะรัฐมนตรีรู้งานอยู่แล้ว สามารถสานงานต่อจาก คสช.ได้ และให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ประกบทำให้การทำงานง่ายขึ้น แต่ก็ยังมีข้อเสียคือการที่มีทหารและคนจาก คสช.เข้ามา ทำให้อำนาจของรัฐบาล มีมากเกินไป อาจมีปัญหาในด้านการตรวจสอบรัฐบาล การตรวจสอบไม่เข้มข้น การถ่วงดุลอำนาจมีน้อยเกินไป ต้องระวังในเรื่องนี้

** ยื่น “ป๋าเปรม” หนุน “ไพบูลย์” ขึ้น ผบ.ทบ.

อีกด้าน เมื่อเวลา 10.20 น. ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนปกป้องประเทศ สภาธรรมาภิบาล สภาปฏิรูปพลังงานไทย จำนวน 4 คน นำโดย นายเรืองศักดิ์ เจริญผล เดินทางมายื่นหนังสือถึงประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ เพื่อขอให้แต่งตั้ง ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คนใหม่ ซึ่งเป็นคนดี ซื่อสัตย์ มือสะอาด มากำกับดูแลความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งการวางแผนการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยหากตั้งคนที่มีประวัติเสียหาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ จะทำให้การปฏิรูปประเทศไม่สำเร็จและเกิดปัญหาความแตกแยกการประท้วงของคนในชาติตามมาในไม่ช้า โดยภาคประชาชนขอสนับสนุนให้มีการแต่งตั้ง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) เป็น ผบ.ทบ. ในการโยกย้ายทหาร เดือน ต.ค.57 ทั้งนี้ พ.ต.อ.มนต์ชัย ศรีประเสริฐ ผกก.สน.สามเสน เป็นตัวแทนรับหนังสือ จากนั้นเวลา 10.40 น.กลุ่มฯ ยุติกิจกรรมและแยกย้ายเดินทางกลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลงนาม และส่งไปที่สำนักงานเลขาธิการสำนักพระราชวัง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในการทูลเกล้าฯแล้ว โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น ผบ.ทบ. คือ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ.
กำลังโหลดความคิดเห็น