xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คสช.ปล่อยปลาใหญ่ ไล่จับปลาซิวเซ่นจำนำข้าว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ยุทธการไล่ตรวจค้นโกดังข้าวของหน่วยพิเศษ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นำโดย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระชากอารมณ์สังคมให้รู้สึกสลดหดหู่อย่างมากกับโครงการรับจำนำข้าวซึ่งรัฐบาลที่แล้วทำปู้ยี่ปู้ยำกับแม่โพสพอย่างไม่น่าให้อภัย ข้าวสารในโครงการกองพะเนินเทินทึก ทั้งเน่าเหม็นหรือไม่ก็เสื่อมคุณภาพ กระสอบขาดกระจัดกระจาย บ้างก็ไฟไหม้ น้ำท่วมขัง บ้างก็มีแต่สต็อกลม คาดไม่ถึงว่าจะเสียหายเลวร้ายกันขนาดนี้

ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้า บ.สินทองดีฯ ที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ที่มีข้าวในโครงการรับจำนำ 60,068 กระสอบ โดยข้าวสารอยู่ในสภาพกระจัดกระจาย ห้องเก็บชั้นแรกถูกไฟไหม้ทำให้ข้าวสารเสียหายทั้งหมด หรือที่โกดังข้าว บ.ข้าวไทยโปรดักส์ที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี มีข้าวส่งกลิ่นเน่าเหม็นโดยมีน้ำท่วมขังบางส่วนจากน้ำฝนที่รั่วไหลลงมาอยู่ด้วย และข้าวอยู่ในกระสบมีสีเหลืองและตัวมอดจำนวนมาก

เช่นเดียวกับที่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ที่มอดจากโกดังข้าวที่ อคส. เช่าเก็บข้าวสารนับล้านกระสอบมาหลายปีมีมอดเข้ามาทำลายและขยายพันธุ์ก่อความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านเป็นอันมาก หรือที่ปทุมธานี ที่มีข้าวหายประมาณ 9 หมื่นกระสอบ โดยตรงกลางโกดังมีเพียงนั่งร้านและแผ่นไม้อัดเอากระสอบข้าวมาทับข้างบนเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ หรือการจู่โจมตรวจค้นโกดังข้าวที่จ.นครสวรรค์ ที่พบพิรุธทั้ง 5โกดัง พบทั้งข้าวที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ข้าวเสื่อมคุณภาพ ข้าวหักท่อนหรือข้าวปลาย ฯลฯ

มิน่าเล่า รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ จึงปิดบัญชีจำนำข้าวไม่ลง และปิดเงียบไม่อยากให้ใครเข้าไปตรวจสอบโกดังข้าวว่ามีอยู่จริงเท่าไหร่กันแน่ ส่วนที่สุ่มตรวจในบางจุดก็จัดฉากสร้างภาพไม่มีปัญหา การเข้ามาของ คสช. จึงเสมือนเป็นการเปิดแผลให้เห็นสภาพที่เน่าเฟะอยู่ข้างใน จนใครๆ ต่างพากันสรรเสริญว่า คสช. ช่างเยี่ยมยอดเสียจริง

แต่ช้าก่อน .....นี่เป็นปฏิบัติการฆ่าตัดตอนเอาแต่ปลาซิวปลาสร้อยมาสังเวยทุจริตโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ เพราะขบวนการโกงจำนำข้าวนั้น ผู้คนในสังคมเขารู้กันดีว่าใครอยู่เบื้องหลัง เป็น “ปลาใหญ่” ที่ คสช. ยังปล่อยให้ลอยนวล อยู่อย่างสุขสบายไม่มีทุกข์ร้อนใดๆ ไม่เชื่อก็ลองไปถามนายใหญ่ หรือ “เจ๊ ด.” ผู้ทรงอิทธิพลดูก็ได้ และจนถึงวันนี้ยังไม่มีการสืบสาวเอาผิดไปถึงแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นช่องทางตรวจสอบทุจริตผ่านทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เคยทำท่าขึงขังจะสาวถึงตัวผู้บงการไม่มีเว้นทั้งยังขู่จะยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวอย่างไม่ไว้หน้า แต่มาถึงตอนนี้หลังจาก คสช. ยึดอำนาจ ท่าทีของป.ป.ช. กลับแผ่วลงโดยไม่ทราบสาเหตุของอาการอืดพิกล และยังไม่มีกำหนดนัดจะสรุปสำนวนการไต่สวนคดีได้เมื่อใด

แถมยังออกมาบอกด้วยว่า ปฏิบัติการตรวจค้นโกดังข้าวของชุดปฏิบัติการพิเศษ คสช. นี้ เป็นคนละส่วนกันไม่เกี่ยวกับกับสำนวนการไต่สวนทุจริตจำนำข้าวของ ป.ป.ช. ทั้งสำนวนคดีอาญาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และสำนวนคดีอาญาของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.กระทรวงพาณิชย์ อ้าวแล้วกัน!

ขณะที่ชุดปฏิบัติการลุยตรวจค้นโกดังข้าวของ คสช. ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมกระชากอารมณ์สังคมอยู่ในเวลานี้ ก็ใช่ว่าจะทำแบบรวดเร็ว ฉับพลัน ม้วนเดียวจบเห็นผลทันตา อย่างที่สังคมคาดหวังว่าจะได้เห็นหน้าคนโกงถูกลงโทษอย่างทันควัน เพราะวันก่อน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก (ทบ.) ในฐานะทีมโฆษก คสช. ออกมาบอกแล้วว่า การตรวจค้นโกดังข้าว ต้องใช้เวลาประมาณ 2 - 3 เดือน หรือประมาณปลายเดือน ก.ย. ถึงจะรู้เรื่องราว

สอดรับกับการออกมาให้สัมภาษณ์ของ ม.ล.ปนัดดา ว่าไม่อยากให้ข่าวตรวจค้นโกดังข้าวแบบรายวัน เพราะกลัวประชาชนจะเบื่อ ฟังดูง่ายๆ แต่เข้าใจยาก เพราะเรื่องนี้ประชาชนให้ความสนใจใคร่รู้ความจริงในเรื่องที่รัฐบาลที่แล้วโป้ปดมดเท็จปกปิดเอาไว้ และที่สำคัญคือ อยากรู้ว่า คสช.จะสามารถลากคอคนโกงที่ทรงอิทธิพลเข้าคุกได้หรือไม่ หรือแค่สร้างภาพหาความชอบธรรมสืบต่ออำนาจโดยการจับปลาซิวปลาสร้อยโชว์เท่านั้น

โฟกัสลงไปจุดสำคัญของตัวเป้งที่จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 7ก.ค. 2557 ทีมปฏิบัติการตรวจสอบข้าว นำโดยนายปิ่นชาย ปิ่นแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประธานตรวจสอบข้าวชุดที่ 84พร้อมด้วย พ.ท.บรรจบ คชนิล ได้นำคณะเข้าตรวจสอบที่ บจก.เคทีบี อะโกร ซึ่งตั้งอยู่ที่ 25/3 หมู่ 3 ต.หอไกร อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ซึ่งไซโลเดิมมีชื่อว่า บริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ของนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” ผู้กว้างขวางแห่งวงการค้าข้าว

การตรวจสอบโกดังดังกล่าวของชุดปฏิบัติการเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากถังไซโลมีขนาดที่สูงและใหญ่มาก อาจต้องใช้เวลามากกว่า 2-3 วันถึงจะรู้ผล รวมถึงต้องส่งไปพิสูจน์ดีเอ็นข้าวอีกว่าเป็นข้าวสารจากเพื่อนบ้านหรือไม่

ผลตรวจสอบโกดังข้าวของเสี่ยเปี๋ยงตอนนี้ยังไม่รู้ผล แต่ผลงานของ “เสี่ยเปี๋ยง” สังคมต่างรู้กันดีว่าฉาวโฉ่เพียงใด และรู้กันด้วยว่าที่เสี่ยเปี๋ยงกล้าทำเรื่องอะไรต่อมิอะไรนั้นเพราะว่ามีนักการเมืองใหญ่หนุนหลัง

ดูจากผลงานที่ผ่านมาของเสี่ยเปี๋ยงที่มีคดีขึ้นสู่ศาลเมื่อปี 2551 ในยุครัฐบาลขิงแก่ และถูกศาลตัดสินล่าสุด เมื่อวันที่24 มิ.ย. 2557 ก็คือ คดีที่สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท เพรสซิเด้นท์อะกริ จำกัด กับ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง อายุ 50 ปี นักธุรกิจชื่อดังในวงการค้าข้าว เป็นจำเลยฐานยักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องส่งไปขายอิหร่าน 2 หมื่นตัน มูลค่า 200 ล้านบาท คดีนี้ศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษาให้จำคุกเสี่ยเปี๋ยง6 ปี ปรับ 12,000 บาท ซึ่ง เสี่ยเปี๋ยง ได้ขอประกันตัวและสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

ถึงขนาดยักยอกข้าวหลวงไปขายถ้าคนหนุนหลังไม่ใหญ่จริงมีหรือจะกล้าทำ ถาม คสช. รู้ไหมว่าใครหนุนหลังเสี่ยเปี๋ยง คสช.อาจรู้หรือแกล้งไม่รู้ แต่ใครๆ เขาก็เห็นภาพชุดจากคลิป “งานปาร์ตี้ฮ่องกง” ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พบ เสี่ยเปี๋ยง อดีตกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง เดินข้างกาย พ.ต.ท.ทักษิณ ช็อปสินค้าแบรนด์เนมห้างชั้นนำ ในช่วงเวลาที่เสี่ยเปี๋ยงถูกพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโยงการระบายข้าวจีทูจี ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อปลายปี 2555ในคลิปดังกล่าวที่สำนักข่าวอิศรา นำมาเผยแพร่นั้น ปรากฏภาพชายวัยกลางคน ผิวขาว ใส่แว่น คอยเดินตามประกบ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ด้านหลัง

“หมอวรงค์” น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเกาะติดโครงการทุจริตจำนำข้าว ตั้งข้อสังเกตว่า “รู้สึกแปลกใจว่าคนที่มีคดีทุจริตเรื่องข้าวในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในอดีต ยังมามีอิทธิพลต่อเรื่องข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีก แสดงว่า เสี่ยเปี๋ยง ต้องไม่ธรรมดาจริงๆ และเป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายการเมืองจะไม่รับรู้ นี่ขนาดเป็นการยักยอกข้าว 2 หมื่นตัน ถ้ามาพิจารณาถึงการสมคบคิดทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะหนักยิ่งกว่านี้ เพราะนับแล้วหลายล้านตัน หวังว่าคดีจีทูจีจะไม่ใช่เสี่ยเปี๋ยงคนเดียว อย่างน้อยฝ่ายการเมืองที่สมรู้ร่วมคิดจะต้องโดนด้วย”

หมอวรงค์ พูดบนพื้นฐานกรณีแหกตาขายข้าวแบบจีทูจี ที่อภิปรายในช่วงปลายปี 2555 โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การตรวจสอบพบพิรุธในการขายข้าวจำนวน 7.32 ล้านตัน ให้กับบริษัทต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี โดยบริษัทจากจีนชื่อ GSSG IMP AND EXPORT CORP อยู่ที่เมืองกวางเจา เข้ามาทำสัญญาค้าข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ 5 ล้านตัน แต่ปรากฎว่าผู้ที่มีอำนาจของบริษัทจากจีนดังกล่าวนั้นคือ นายรัฐนิธ โสติกุล ซึ่งมอบอำนาจให้นายนิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เป็นผู้ดำเนินการแทน

นายรัฐนิธ หรือ “ปาล์ม” มีฐานะตำแหน่งเป็นผู้ช่วยส.ส.ในลำดับที่ 3 ของนางรพิพรรณ พงษ์เรืองรอง (ภรรยานายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง) ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ส่วนนายนิมล รักดี มีชื่อในวงการว่า "เสี่ยโจว" เป็นมือขวาเสี่ยเปี๋ยง เจ้าของบริษัทเพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งผูกขาดการซื้อข้าวจากโครงการรับจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาลทักษิณ และนายนิมล เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูลการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในนามบริษัทเพรสซิเด้นท์ อะกริเทรดดิ้ง สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ มาแล้ว เรียกว่าวนเวียนซ้ำซากอยู่แต่กลุ่มคนหน้าเดิมๆ

ถ้าการลุยตรวจค้นโกดังข้าว ไม่ใช่แค่สร้างภาพ คสช. ต้องต่อจิ๊กซอร์ “เสี่ยเปี๋ยง” นักธุรกิจดังในวงการค้าข้าวเชื่อมโยงไปถึงผู้ร่วมขบวนการอยู่เบื้องหลังที่ร่วมทุจริตมโหฬารยาวนานต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ให้ปรากฏต่อสาธารณชน

แต่ถ้าหากปฏิบัติการครั้งนี้ ตีวงแคบมาอยู่แค่ว่า โกดังข้าวที่มีปัญหาอาจมีเจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เกี่ยวข้อง และเอาผิดกับเจ้าของโกดัง เจ้าของคลังสินค้า บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว ผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว คนถือกุญแจ หรือสูงขึ้นมาหน่อยแค่คณะกรรมการระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าฯ เป็นประธาน ก็ถือว่า การหาแพะรับบาประดับปลาซิวปลาสร้อยนี้ไม่สมราคากับค่าความเสียหายในโครงการจำนำข้าวที่ประเมินมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท เพราะเจ้าหน้าที่ อคส., อตก, ธ.ก.ส. เจ้าของโกดัง โดยเฉพาะโกดังใหญ่ของเสี่ยเปี๋ยง หากไม่มีข้าราชการระดับสูง และนักการเมืองรู้เห็นเป็นใจไหนเลยจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้

ไม่ใช่เพียงแค่การลุยโกดังข้าวเท่านั้นที่ คสช. ต้องเชื่อมโยงให้ถึงตัวผู้บงการสำคัญหาก คสช.ไม่ใช่มือฆ่าตัดตอน ในกรณีของคดีทุจริตจำนำข้าวที่อยู่ในมือของ ป.ป.ช. นั้นก็กำลังพิสูจน์ทราบเช่นกันว่า ภายใต้อำนาจพิเศษของคสช. ที่ยึดอำนาจบริหารประเทศอยู่ในเวลานี้ หน่วยงานปราบโกงอย่าง ป.ป.ช. จะได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันให้เดินหน้าจัดการปราบทุจริตอย่างเต็มที่โดยเฉพาะโครงการทุจริตจำนำข้าว หรือไม่ และอย่างไร

เพราะหากไม่มีผลงานสาวไปถึงตัวการใหญ่ การปราบทุจริตในยุคคสช. ก็เป็นแค่การลูบหน้าปะจมูกเท่านั้น และการจับปลาเล็กปลาน้อย ปล่อยปลาใหญ่ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเสียเวลาเปล่า? เสียเวลาเงื้อง่าราคาแพงเพราะว่า“คุณสมชาย” ไม่กล้าเด็ดปีก “เสี่ยงเปี๋ยง” เพราะเกรงว่าจะสะเทือนไปถึงนายใหญ่ และ เจ๊ ด. ใช่หรือไม่ ?? นั่นเป็นคำถามที่ คสช.ต้องตอบต่อสังคม






กำลังโหลดความคิดเห็น...