xs
xsm
sm
md
lg

คลังมั่นใจศก.ปีมะเส็งแกร่ง จับตาทุนเคลื่อนย้ายกระทบค่าเงิน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

***ปีมะเส็ง 2556 เศรษฐกิจไทยเศรษฐกิจโลกจะเดินหน้าไปในทิศทางใด ASTVผู้จัดการรายวัน ได้พูดคุยกับ “สมชัย สัจจพงษ์” ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังได้ให้มุมมองและแง่คิดต่างๆ ไว้ดังนี้***

เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะยังคงได้รับอิทธิพลจากสองเสาหลักของเศรษฐกิจโลกคือสหรัฐฯ และจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยในส่วนของสหรัฐนั้นจะมีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2555 ที่ผ่านมา ปัญหาหน้าผลทางการคลัง หรือ Fiscal Cliff นั้นจะได้รับการแก้ไขและเป็นไปในเชิงบวกมา ซึ่งหลายฝ่ายได้คาดการณ์กันไว้ว่าหากเกิดปัญหาหน้าผาทางการคลังเกิดขึ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถดถอยประมาณ 2% แต่สัญญาณที่เกิดขึ้นในขณะนี้หลัง บารัค โอบามา เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 แล้ว หลายฝ่ายต่างมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีในปี 2555 ตัวแปรต่างๆ ก็ออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจนทั้งอัตราการว่างงานที่ลดลงจาก 8% กว่าๆ เหลือเพียง 7% อีกทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในขณะที่เศรษฐกิจจีนก็เช่นเดียวกันรัฐบาลจีนได้พยายามลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจลงเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2556 ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งทุกฝ่ายก็ยอมรับว่ารัฐบาลจีนสามารดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและดีกว่าประเทศอื่นๆ สามารถลดดอกเบี้ยได้ทันที อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบได้ทันตามความต้องการ ส่วนสหภาพยุโรปยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเนื่องจากปี 2555 เศรษฐกิจขยายตัวในระดับ -0.9% มากที่สุดในประวัติการณ์ ซึ่งโดยรวมแล้วเศรษฐกิจโลกยังคงส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง
ส่วนเศรษฐกิจไทยเองในปี 2555 ที่ผ่านมาก็เติบโตในระดับที่น่าพอใจที่ระดับ 5.5% และในปี 2556 จะคงยังสามารถขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องเพราะได้รับอานิสงส์จากปีที่ผ่านมา ซึ่งหลักๆ แล้วการลงทุนจากภาครัฐจะยังคงเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการที่รัฐบาลพยายามผลักดัน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาท พ.ศ. ... เข้าสู่สภาและคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในไตรมาส 2 ของปี 2556 โดยในปีแรกจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกัน พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ก็เข้าสู่การประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ทั้งหมดภายในปีนี้เช่นกัน
ซึ่งเมื่อเม็ดเงินทั้งสองส่วนนี้เข้าสู่ระบบแล้วการลงทุนจากภาคเอกชนที่เริ่มมีความมั่นใจในการลงทุนของรับก็จะตามมาช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งจะส่งผลไปยังการบริโภคของประชาชนโดยในปี 2555 ที่ผ่านมาถือว่ามีการขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 8 ปีที่สามารถขยายตัวได้ถึง 5.2% ซึ่งตามปกติแล้วจะขยายตัวในอัตรา 4-5% เท่านั้น ดังนั้นเมื่อทุกอย่างสามารถขับเคลื่อนไปได้แล้วเศรษฐกิจในปี 2556 จะมีความสมดุลมากขึ้นกว่าในปี 2555 ที่ผ่านมาได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในส่วนของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจนั้นยิ่งไม่มีอะไรน่ากังวลไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สามารถดูแลและควบคุมได้เป็นอย่างดี การว่างงานก็ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก ทุนสำรองระหว่างประเทศก็ยังอยู่ในระดับที่สูง ระบบสถาบันการเงินที่ยังแข็งแกร่งทั้งในปีนี้และปีหน้าจากสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์(BIS Ratio) ที่เฉลี่ย 15% จากที่กำหนดขั้นต่ำไว้ 8.5% หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ก็ต่ำ 2% กว่าเท่านั้น และกำไรของธนาคารพาณิชย์ยังเติบโตดี

***อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกว่าจะเป็นไปตามประมาณการหรือไม่ ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีน จะทวีความรุนแรงหรือว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ในทิศทางใด หากไม่ดี ก็จะเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงการเลือกตั้งในยุโรป ทั้งเยอรมันและอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในยุโรป จึงต้องดูผลการเลือกตั้ง และต้องติดตามการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศที่รุนแรงมากขึ้น เพราะสหรัฐอเมริกายังยืนยันที่จะใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณหรือ QE 3 QE 4 และแนวโน้มค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่จะแข็งขึ้น ทำให้การไหลเงินทุนของญี่ปุ่นจะหาที่ลง หรือยุโรปและสหรัฐฯ ก็ต้องหาที่ลง และที่จะดึงเงินลงทุนได้คือ ประเทศที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่สูง คือเอเชียและไทย ต้องจับตาดูการบริหารความเสี่ยง การไหลเข้าออกของเงินทุนว่าทำได้ดีแค่ไหน เพราะจะกระทบต่อค่าเงินของบาทด้วย***.
กำลังโหลดความคิดเห็น...