xs
xsm
sm
md
lg

เหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตาม เก็บข้อมูลให้ครบถ้วน และวิเคราะห์ให้ถูกต้อง

เผยแพร่:   โดย: ปราโมทย์ นาครทรรพ

ปราโมทย์ นาครทรรพ

“รู้สึกว่าบ้านเมืองของเรากำลังล่มจม เพราะว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างแย่งกัน ต่างคนต่างไม่เข้าใจว่าทำอะไร”

(พระราชดำรัสวันที่ 23 สิงหาคม 2552)

คนที่รับผิดชอบบ้านเมืองอยู่ขณะนี้ นายกรัฐมนตรี? คณะองคมนตรี? กองทัพแห่งชาติ? ข้าราชบริพาร? ข้าราชการของรัฐ? ศาล? และรัฐสภา? ใครมีคำตอบบ้าง

ผมว่าไม่มีเลยสักคน มีแต่คนท่องคาถาว่า อย่ารบกวนเบื้องพระยุคลบาท

ขณะนี้เมืองไทยอยู่บนทาง 3 แพร่งไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะออกมายังไร นั่นก็คือ (1) อยู่ตามยถากรรมอย่างเดิม (2) คนไทยฆ่าฟันกันเองอย่างเมามัน บานปลายเกิดสงครามการเมือง (3) ปฏิวัติยึดอำนาจแล้วก็ “วิ่งเต้น เล่นพวก ทำอะไรลวกๆ เละอย่างเป็นระบบ และก็จบอย่างเดิม”

ผมเคยเสนอว่า หนึ่งในทางสามแพร่งน่าจะเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยหรือปฏิวัติรัฐธรรมนูญ โดยพึ่งบารมีในหลวง ปวงชนและกองทัพ แต่เกือบทุกคนก็โก่งคอว่า ไม่มีทาง เพราะกองทัพไทยไม่เอาไหน ครั้นจะพึ่งพระบารมีก็เกรงว่าจะเป็นการดึงพระองค์ท่านลงมา ส่วนปวงชนนั้นคือใคร จะทำอะไรได้

ขณะนี้มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกิดขึ้นเป็นระลอก เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ชัดว่าเมืองไทยจะเลือกอยู่ในสถานภาพเดิมอีกต่อไปไม่ได้แล้ว

ถ้าอย่างนั้นเมืองไทยควรจะทำอย่างไร และเดินต่อไปทิศทางไหน

ผมว่าเราจะต้องติดตามเหตุการณ์สำคัญดังนี้ เก็บข้อมูลให้ครบถ้วน และวิเคราะห์ให้ถูกต้อง จึงจะตอบได้อย่างแม่นยำ และเลือกทางที่ไม่พลาด ความเขลาขลาดและความประมาทย่อมจะทำให้เลือกผิด บ้านเมืองจะล่มจม

เหตุการณ์ต่างๆ ที่พึงติดตาม

(1) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 กรกฎาคม กรณีพรรคเพื่อไทยถูกร้องว่าแก้รัฐธรรมนูญไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (และคำวินิจฉัยในครั้งต่อๆ ไป เช่น คำร้องของพลตรีจำลองและพวกให้ลงโทษ ส.ส.กว่าสี่ร้อยคนฯ กรณีเดียวกัน) คำตัดสินจะออกมาอย่างไรก็ล้วนแต่จะเป็นคุณกับระบอบทักษิณในระยะยาวทั้งสิ้น

(2) ความเคลื่อนไหวของกองทัพปลดแอก ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย พร้อมปะทะม็อบแดงของรัฐบาล เพื่อปกป้องศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันกษัตริย์ ท่าทีของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยภายใต้คณะผู้นำใหม่ที่ประกาศว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยเป็นอันตรายต่อประชาชนหากกลับมีแต่เกื้อกูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการในพระราชดำริก็ล้วนแล้วแต่ตรงกับอุดมการณ์ของพรรคทั้งสิ้น ศัตรูที่แท้จริงของประชาชนคือทุนสามานย์ที่นำโดยทักษิณต่างหาก (ข้อมูลเรื่องนี้จะต้องดูให้ลึกถึงการจัดตั้งแหล่งทุนสนับสนุน ความผูกพันกับบุคคลสำคัญในอดีต และเจตนารมณ์ร่วมที่สนับสนุนกองทัพให้ยึดอำนาจกวาดล้างทุนนิยมแดงสามานย์)

(3) การเลื่อนยศปลดย้ายในกองทัพ การปฏิวัติยึดอำนาจมักจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์และกันยายน-ตุลาคม อันเป็นฤดูโยกย้ายซึ่งผู้นำเหล่าทัพเกรงว่าตนเองจะโดนด้วย นอกจากนั้นคือการแทรกแซงทางการเมืองและเหนือขึ้นไปที่ทำให้ทหารอาชีพไม่ได้รับความเป็นธรรม มีข้อน่าคิดเปรียบเทียบขึ้นมาใหม่ว่าให้เพิ่มมีตัวแทนของจอมทัพขึ้นในสภากลาโหมจะดีหรือไม่ หรือให้อยู่วงที่เรียกว่า Status Quo นอกไม่รู้เห็นอะไรด้วย อย่างไหนจึงจะดี

(4) การปรับครม.ภายใต้การกดดันของบ้านเลขที่ 111 หรือทักษิณ หรือแม้กระทั่ง นปช.กลุ่มที่ถูกทักษิณลอยแพ เช่น มิ่งขวัญกับสามารถ กลับไปเลียทักษิณหรือยัง มีอำนาจต่อรองมากขึ้นหรือไม่ ช่องว่างในรัฐบาลจะเกิดขึ้นเมื่อไร ด้วยเหตุใด

(5) อิทธิพลของอภิมหาทุนต่างประเทศที่มีเหนือรัฐบาลมหาอำนาจ และสหประชาชาติครอบงำทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ของประเทศต่างๆ ได้แผ่ขยายขอบเขตและอาณาบริเวณออกไปเรื่อยๆ ต้องตรวจสอบดูว่าไทยจะตกเป็นเหยื่อในข้อใดหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพลังงาน อันอาจจะเป็นปัจจัยค้ำจุนรัฐบาลแต่ทำลายความมั่นคงของประเทศได้

(6) ในเรื่องทำนองเดียวกับข้อ 4 อิทธิพลและผลประโยชน์ทางการทหารและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในการหยุดยั้งการท้าทายของจีน จะมีผลทั้งในด้านยุทธศาสตร์และในทางการเมืองของไทยด้วย ตัวอย่างเช่น เรื่องอู่ตะเภายังไม่ถึงไหนก็บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนแล้ว สหรัฐฯ เคยพยายามขออู่ตะเภาไปใช้ในโครงการ Global Transpark มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวลิต โดยมีสถาบันคีนันเป็นตัวตั้งตัวดี อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานมูลนิธิคีนันในประเทศไทย เหตุใดGlobal Transpark จึงพับไปสหรัฐฯ เป็นไปได้หรือไม่ที่สหรัฐฯ จะใช้อู่ตะเภาเพื่อค้ำจุนรัฐบาลเพื่อไทย และเป็นฐานเตรียมความพร้อมที่จะสู้ Asymmetric War หากเกิดเหตุการณ์คล้าย Arab Spring ขึ้นในประเทศไทย

(7) ทักษิณเข้าสหรัฐฯ ได้แล้ว ความเคลื่อนไหวที่จะนำทักษิณเข้ามาล้างมลทินโดยกฎหมายปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีเงื่อนไขและเงื่อนเวลาอย่างไร

(8) ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ กำกับและวางแผนโดยล็อบบี้ยิสต์ของทักษิณยังดำรงความมุ่งหมายและคืบหน้าไปเรื่อยๆ โดยเป็นอิสระ คือ ทักษิณไม่ต้องกำกับ ความสำเร็จของล็อบบี้ทำให้ผู้นำนโยบายต่างประเทศอเมริกันสรุปว่าต้องเข้าข้างทักษิณต่อสู้กับ The Establishment อันประกอบด้วยพระเจ้าอยู่หัว+กองทัพ+ขบวนการต่อต้านทักษิณซึ่งถูกเหมาว่าเป็นฟาสซิสต์อนากิสต์ ทั้งๆ ที่ความจริงคำที่น่าจะใช้เรียกม็อบแดงของทักษิณมากกว่า อเมริกันสรุปว่าเมืองไทยไม่มีทางปรองดองหากEstablishment ยังอยู่ เมื่อหมด Establishment แล้วประชาธิปไตยไทยจึงจะเป็นไปได้

(9) ความเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ แนวร่วมหลากสี จะเผชิญหน้ากับม็อบสีแดงในเงื่อนไขและเงื่อนเวลาใดแบบไหนและยืดเยื้อเพียงใด

(10) คำพิพากษาศาลโลกเรื่องเขาพระวิหาร ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย จะส่งผลให้มีความเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลหนักเป็นประวัติการณ์

ทั้งหมดนี้ รวมกันหรือแต่ละอันแล้วแต่เหตุการณ์อาจทำให้เกิดสุญญากาศในประเทศได้
กำลังโหลดความคิดเห็น...