xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ทายาท "อยู่วิทยา" ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-จากความสำเร็จของแบรนด์ “กระทิงแดง” ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากการบริหารของทายาท ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มผู้บริหารคนรุ่นใหม่ที่ “เฉลียว อยู่วิทยา” ผู้เป็นพ่อวางตัวด้านธุรกิจไว้ก่อนหน้าเพื่อนำกิจการไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เพราะหลังจากที่เฉลียวได้สร้างอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่แล้ว เฉลียว ก็ส่งไม้ต่อให้ทายาทตระกูลอยู่วิทยาเป็นผู้สืบทอดธุรกิจ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วแต่ละคนก็ล้วนเป็นลูกไม้ไม่ไกลต้น

ทั้งนี้ ต้องนับว่าตระกูลอยู่วิทยามีทายาทหลายคนที่โดดเด่นในเรื่องการทำธุรกิจหลายคน แต่ถ้าคนที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุด ผู้ที่อยู่ในทุกความสำเร็จของตระกูลอยู่วิทยา ซึ่งคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “เฉลิม อยู่วิทยา” ลูกชาย คนโตของตระกูล

“เฉลิม” เป็นลูกชายคนโตของ “โกเหลียว” กับภรรยาคนแรกคือ “นางนกเล็ก สดศรี” เขาคือกำลังสำคัญและถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้กำเนิดกระทิงแดงร่วมกับบิดา ซึ่งวันนี้อยู่ในฐานะประธาน บริษัท เรดบูล คอมปานี ลิมิเต็ด ฯ กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ดูแลตลาดในภาคพื้นยุโรปและเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยาม ไวเนอรี่ จำกัดและอีกกว่า 20 บริษัทในเครือ

ว่ากันว่า ถึงแม้จะเป็นนักเรียนนอก และเป็นถึงลูกเจ้าของบริษัท แต่เฉลิมเป็นคนสู้ชีวิต และเป็นคนรักครอบครัว ติดดิน มีหัวใจนักสู้เหมือนบิดา ช่วยงานบิดาทุกอย่างและเกือบจะทุกขั้นตอนเท่าที่จะทำได้ เรียกว่าถอดพิมพ์เขียวของบิดามาแบบไม่ผิดเพี้ยนเลยทีเดียว

นอกจากนั้น เฉลิมยังมีบทบาทหลักในการพัฒนาสูตร, ตราสินค้า และบรรจุภัณฑ์ของกระทิงแดงให้ติดตลาดทั้งในประเทศและระดับอินเตอร์ รวมทั้งเป็นหัวหอกสำคัญในการบุกเบิกตลาดเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์เป็นเจ้าแรกๆ ในเมืองไทย ตั้งแต่เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว โดยทุ่มทุนกว่า 400 ล้านบาท สร้าง “สปาย ไวน์ คูลเลอร์” ให้เป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค ก่อนจะก้าวสู่ความเป็นผู้นำการผลิตไวน์คุณภาพระดับแถวหน้าของเอเชีย ส่งออกไวน์ไทย ภายใต้ชื่อ “มอนซูน แวลลี่ย์” ไปวางขายทั่วทุกมุมโลก

“คุณพ่อเป็นต้นแบบทางธุรกิจของผมและเป็นครูคนแรก!! ผมไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่อายุ 11 ขวบ จนจบด้านการบริหารจัดการที่อังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ เดินทางกลับมาเมืองไทยตอนอายุ 23 และถูกคุณพ่อดึงตัวมาช่วยงานที่บริษัทผลิตยา ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล ตอนนั้นผมต้องลุยจับธุรกิจทุกอย่าง ตั้งแต่การทำแพ็กเกจ,ฉลาก, จัดโกดัง, ดูแลสต็อก, สั่งวัตถุดิบ หลังจากทำงานได้ 2 ปี ก็เริ่มหันมาจับกระทิงแดง คุณพ่ออยากทำ ผมจึงสานต่อไอเดียของท่าน ตอนนั้นลงมือทำเองทุกอย่าง เป็นคนชิมรสชาติ และทดลองผลิต ใช้เวลาลองผิดลองถูกหลายเดือน เอาไปให้เพื่อนๆ ที่กรมศิลปากรชิมแล้วชิมอีก จนได้รสชาติที่ถูกใจ ปรากฏว่าพอออกวางขาย ติดตลาดเร็วมาก ภายในเวลาไม่กี่ปี ก็กลายเป็นเครื่องดื่มชูกำลังอันดับหนึ่งของเมืองไทย ก่อนจะขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ในชื่อเรด บูล” เฉลิมเล่าถึงประสบการณ์ทำงานช่วงแรกๆ หลังจากกลับจากศึกษาที่เมืองนอก

ครั้งหนึ่ง เฉลิมเคยบอกว่าชีวิตของเขานั้นมีอยู่ 3 อย่าง ความฝันที่หนึ่ง ต้องการนำสินค้าไทยไปบุกตลาดต่างประเทศซึ่งเรดบูลก็ได้ทำสำเร็จมาแล้ว ความฝันที่สอง เขาอยากเห็นธงชาติไทยและโลโก้กระทิงแดงหรือเรดบลูไปผงาดติดอยู่บนรถแข่งของฟอร์มูล่าวัน ซึ่งก็สำเร็จลุล่วงไปแล้ว ความฝันที่สาม ต้องการให้เมืองไทยมีอุตสาหกรรมไวน์เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และไวน์ไทย มอนซูน แวลลีย์ ก็ได้สร้างชื่อให้ประเทศไทยเมื่อปี 2553 โดยสามารถคว้ารางวัลอันทรงเกรียติ จากการแข่งขันไวน์นานาชาติ international wine challenge 2010 และ งาน decanterworld wine awards 2010 ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งความฝันทั้งหมด ก็เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจไว้แล้ว

ส่วนทายาทตระกูลอยู่วิทยา อีกคนหนึ่งที่จะต้องเอ่ยถึงซึ่งถือว่าถอดแบบตามรอยเท้าของเจ้าสัวเฉลียว ก็คือ สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา บุตรสาวคนโต ซึ่งเป็นลูกคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 11 คน ที่เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้บริหารนับเป็นเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสายงานธุรกิจตลาดระหว่างประเทศ หลังจากที่เฉลียววางมือจากธุรกิจและย้ายไปอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกระทิงแดงในปัจจุบันแทน

กล่าวถึงสุทธิรัตน์นับเป็นหนึ่งทายาทที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นหัวหอกดูแลงานในด้านตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นตลาดหลักของแบรนด์กระทิงแดงในหลายปีที่ผ่านมาแล้ว เธอยังรับหน้าที่สานต่อภารกิจของเจ้าสัวเฉลียวที่ได้ปูทางไว้เมื่อครั้งยังบุกเบิกธุรกิจ นั้นคืองานด้านกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดเพื่อช่วยเหลือตอบแทนสังคมของเฉลียว โดยปัจจุบันเธอก็ยังได้ดำรงตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการแผนกกิจกรรมเพื่อสังคม ทำหน้าที่ดูแลควบคุมงานด้านส่งเสริมและช่วยเหลือสังคมของบริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด เพื่อสืบสานปณิธานของบิดาอย่างแน่วแน่

ว่ากันว่าเธอมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกับเฉลียวผู้เป็นพ่อ จะพูดว่าถอดแบบมาก็ไม่ผิด ตั้งแต่เรื่องการใช้ชีวิตอย่างสมถะ แต่งตัวเรียบง่าย บุคลิกหน้าตาและอุปนิสัยที่ไม่ชอบเปิดตัว โดยเธอบอกว่า “ชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ไม่ใช่มาตรวัดความความสำเร็จ แต่ความสำเร็จแท้จริงคือทำอย่างไรให้สังคมมีคุณภาพ” จนนำมาสู่แนวคิดริเริ่มโครงการ เรดบลู สปิริต (red bull spirit) ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือสังคมหลายด้าน อาทิ โครงการใจสมานใจ กิจกรรมศิลปะดนตรีเพื่อเยียวยาเด็กและเยาวชน โครงการพี่เลี้ยงอาสาเพื่อนักกีฬาผู้พิการทางสมองและปัญญา โครงการรักษ์ป่าชายเลน โครงการอนุรักษ์ลุ่มแม่น้ำมูล เขาแผงม้า โครงการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำแม่ปิง เป็นต้น

ปัจจุบันสุทธิรัตน์นั่งในตำแหน่งรองประธานกรรมการ

นอกจากนั้นแล้ว ในส่วนของทายาทรายอื่น ก็ยังได้ถูกส่งไปดูแลธุรกิจของ เจ้าสัวเฉลียวกันอย่างครบครัน ด้วยการดอดเข้ามาอุ้มธุรกิจของโรงพยาบาลปิยะเวท ด้วยการเข้าเทกโอเวอร์โรงพยาบาลแห่งนี้ในสัดส่วนหุ้น 75%จนเมื่อปี 2552 ได้เพิ่มสัดส่วนในการถือหุ้นเป็น 90%

ขณะที่ “จิรวัฒน์ อยู่วิทยา” ทายาทคนที่ 2 ของตระกูลคือ คนที่ถูกเลือกให้นั่งในตำแหน่งประธานกรรมการคนใหม่

“นโยบายหลักเลยที่คุณเฉลียวฝากมา ในฐานะที่เป็นธุรกิจใหม่และเป็นโรงพยาบาล คุณเฉลียวจะเน้นเงื่อนไข คือ ต้องบริหารจัดการโดยไม่มุ่งเน้นผลกำไรแต่จะเน้นด้านบริการแพทย์เชี่ยวชาญ มีจริยธรรม เพราะว่า ปัจจุบันวงการแพทย์ค่อนข้างจะพาณิชย์เยอะ คุณเฉลียวก็สร้างโรงพยาบาลในต่างจังหวัดมาเยอะ เลยมองว่า ในเมื่อสร้างโรงพยาบาลมาเยอะ ลองมาบริหารโรงพยาบาลดูว่าจะเป็นไง”

“ธุรกิจโรงพยาบาล ในมุมมองของคุณเฉลียว มองเป็นยูนิตการกุศลมากกว่า เลยไม่ได้คิดเรื่องต่อยอดธุรกิจเลย มองแค่สั้นๆ เอาโรงพยาบาลเป็นการกุศล มองว่าเป็นซีเอสอาร์ ตอบแทนกำไรคืนสังคม"จิรวัฒน์ อยู่วิทยา ทายาทคนที่ 2 ของตระกูลอยู่วิทยา ได้กล่าวไว้

อย่างไรก็ดี ส่วนในทายาทรายอื่นๆนั้นก็ยังมีส่วนอยู่ในการสืบทอดธุรกิจตระกูลอยู่วิทยาต่อจาก เจ้าสัวเฉลียว ไม่ว่าจะเป็น สายพิณ พึงใจ ศักดิ์ชาย ปนัดดา สราวุฒิ และนุชรี ก็ยังมีตำแหน่งสำคัญในการบริหารในกิจการของตระกูลอยู่วิทยาในส่วนอื่นๆ อยู่

แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน สำหรับทายาทตระกูลอยู่วิทยาก็คือ ทั้งหมดได้รับการปลูกฝังมาจากเจ้าสัวเฉลียว ในเรื่องของการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ลงมือปฏิบัติมากกว่าพูด ต้องไม่เอาเปรียบใครในการทำธุรกิจ และเรื่องกตัญญูที่ต้องรู้จักตอบแทนคนที่เคยช่วยเหลือมา และสุดท้ายก็ต้องไม่ลืมตอบแทนต่อสังคม แผ่นดินเกิด ตลอดเวลา

และถึงแม้ว่า "เฉลียว" จะจากโลกนี้ไปแล้วแต่สิ่งที่เขาฝากไว้ในโลกแห่งนี้ คือ รากฐานธุรกิจที่แข็งแรง รวมถึงทายาทที่พร้อมจะสานต่อกระทิงแดงและธุรกิจในเครืออีกมากมายให้โลดแล่นไปในโลกธุรกิจต่อไป ซึ่งทายาททั้งหมดของเฉลียว มาถึงวันนี้ก็ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ของเฉลียว อยู่วิทยา อยู่ตลอดเวลา ด้วยหลักการทำธุรกิจที่เน้นในเรื่องคุณธรรม อยู่ไม่เสื่อมคลาย