xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เว็บหมิ่นบน facebook “อนุดิษฐ์” มีปัญญาแค่อย่ากด LIKE

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -“กระทรวงวอนประชาชน ถ้าพบเห็นการโพสต์ข้อมูล และข้อความหมิ่นสถาบัน กรุณาอย่ากด Like หรือคอมเมนต์ เพราะจะเป็นการสร้างกระแส และเผยแพร่ทางอ้อม สุดท้ายทำให้เพื่อนที่อยู่กลุ่มเฟซบุ๊กเห็นข้อความดังกล่าวด้วย  ทั้งนี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาเพียงระยะเวลา 2-3 วัน การหมิ่นสถาบันการกระจายรวดเร็วมาก เพราะมีการเชื่อมโยงในกลุ่มเพื่อน เช่น ในเฟชบุ๊ก 1 คน มีเพื่อน 10,000 คน ก็จะได้เห็นและได้รับทราบข้อความนั้นทันที ฉะนั้นวอนประชาชนอย่ากด Like หรือประณาม ให้แจ้งยูอาร์แอลต่อกระทรวงไอซีทีทันที ถ้าหากร่วมกด Like ด้วย จะเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์พ.ศ.2550 ทันที”

นั่นคือคำประกาศของ “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” รัฐมนตรีมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ที่ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า ไม่มีปัญญาหรือมีปัญญาอันน้อยนิดที่จะจัดการกับขบวนการล้มเจ้าที่ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์โพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์

การประกาศของน.อ.อนุดิษฐ์คือการยอมรับว่า ขณะนี้ขบวนการหมิ่นสถาบันผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นดำเนินไปอย่างรวดเร็วในทุกทิศทุกทาง และกำลังเป็นภัยที่คุกคามความมั่นคงของชาติอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่หน่วยงานสำคัญที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงคือกระทรวงไอซีทีทำงานอย่างเชื่องช้า และมีปัญญาแค่เพียงอ้อนวอนให้ประชาชนอย่ากด Like

ช้าเสียจนปวงชนชาวไทยผู้มีความจงรักภักดีอดนึกเปรียบเทียบกับการที่กระทรวงไอซีทีใช้ทุกสรรพกำลังในการควานหามือแฮ็กทวิตเตอร์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะในครั้งนั้นใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันน.อ.อนุดิษฐ์ก็สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้

ที่สำคัญคือนายอนุดิษฐ์ยังแก้ตัวไปอย่างข้างๆ คูๆ ว่า การจัดการกับการโพสต์ข้อความและรูปหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทำได้ยากเพราะตัวตนของผู้กระทำความผิดอยู่ต่างประเทศ ซึ่งต่างจากการจัดการกับการแฮ็กทวิตเตอร์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ทำได้ง่ายกว่า เสมือนเมื่อโจรเข้าบ้านก็สามารถจับโจรได้ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

  น.อ.อนุดิษฐ์กำลังโกหกคำโตและบิดเบือนข้อมูลอย่างน่ารังเกียจ เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า มือโพสต์และข้อมูลหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ไม่ได้อยู่ในต่างประเทศ ดังเช่นที่ “นายศิริโชค โสภา” รัฐมนตรีไอซีทีเงาแห่งพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยว่า “หลังจากที่ น.อ.อนุดิษฐ์ให้สัมภาษณ์ ผมก็ได้นำข้อมูลบัญชีเฟสบุ๊กที่มีปัญหาประมาณ 50 บัญชี และทำการตรวจสอบในเชิงลับโดยการอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในต่างประเทศ ปรากฏว่า 98% อยู่ในประเทศไทย”
 
นอกจากนี้ กรณีของเฟซบุ๊กยังง่ายกว่าทวิตเตอร์ เพราะผู้กระทำความผิดนั้นทำในประเทศไทย และในสหรัฐอเมริกา เพราะทำให้เฟซบุ๊กเกิดความเสียหาย เนื่องจากมีการใช้บัญชีของเขา ปล่อยไวรัสประเภทมัลแวร์ ขณะที่กรณีทวิตเตอร์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นความเสียหายเฉพาะบุคคล

“การที่คุณอนุดิษฐ์ยกตัวอย่างกรณีทวิตเตอร์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาเปรียบเสมือโจรเข้าบ้าน ผมคิดว่ากรณีเว็บหมิ่นสถาบันยิ่งกว่าโจรเข้าบ้านเสียอีก เพราะนอกจากจะเอาบ้านมาเป็นซ่องโจรแล้ว และยังปล่อยไวรัสไปทำลายบ้านอื่นๆ ในหมู่บ้าน เจ้าของบ้านอย่างเฟซบุ๊ก ย่อมไม่พอใจและพร้อมให้ความร่วมมือ แต่ขณะนี้รัฐบาลไทยโดยคุณอนุดิษฐ์ไม่มีทีท่าที่จะประสานงานขอเส้นทางการทำ ความผิด หรือ IP จากเฟซบุ๊กเลย หรือถือว่าบ้านนี้มีความสำคัญน้อยกว่าบ้านของคุณยิ่งลักษณ์”นายศิริโชคแจกแจงข้อเท็จจริง
    
ยิ่งเมื่อ น.ส.มัลลิการ์ บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สร้างตำนานถีบ “เก่ง-การุณ” ตั้งโต๊ะให้ข้อมูลก็ยิ่งแสดงให้เห็นการทำงานของกระทรวงไอซีทีในยุคนี้ว่า ย่ำแย่ขนาดไหน

น.ส.มัลลิการ์ระบุชัดเจนว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและติดตามเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตลอด 3 เดือนกว่า คือนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายนพบคลิปหมิ่นสถาบันฯ โผล่ในยูทูบหรือเว็บไซต์ต่างๆ มากกว่า 400 คลิป และล่าสุดจากการที่เปิดรับข้อมูลเพียงแค่ 2 วันก็สามารถรวบรวมลิงก์ต่างๆ ได้มากกว่า 400 กว่าลิงก์เลยทีเดียว

ทั้งนี้ ตัวอย่างการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์หมิ่นสถาบันฯ ตามที่ น.ส.มัลลิการ์ระบุและกำลังแพร่ระบาดอยู่ในเฟซบุ๊กขณะนี้ก็อย่างเช่นผู้โพสต์ที่ใช้ชื่อว่า “หนูปิ่น สก๊อยต้านเจ้า” ซึ่งกระทำการอันไม่บังควรต่อพระบรมฉายาลักษณ์ โดยอาศัยความจงรักภักดีของคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์ยั่วให้เข้าไปแสดงความคิดเห็น จากนั้นก็จะมีการโหลดมัลแวร์เผยแพร่ไปตามเพื่อนๆ ที่มีอยู่บัญชีทันที ทำให้สามารถแพร่ขยายไปได้อย่างรวดเร็วราวกับเชื้อไวรัส

แน่นอน หลายคนเชื่อว่า การกระทำดังกล่าวผ่านการวางแผนอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน โดยอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ในการบริหารจัดการ เพื่อหล่อเลี้ยงเหล่ากอของขบวนการล้มเจ้าให้ดำรงคงอยู่สืบไป

นอกจากนั้น อีกประเด็นที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือ กรณีที่ น.ส.มัลลิการณ์ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ “นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล” ซึ่งถือเป็นมือโพสต์ตัวหลักของเครือข่ายต่อต้านฯ สถาบันและเป็นนักเคลื่อนไหวในกลุ่ม นปช.ที่เคยถูกเจ้าพนักงานบุกจับกุมถึงที่พักและได้บันทึกปากคำไว้โดยนายณัฐวุฒิรับปากจะยุติการกระทำดังกล่าว ได้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง

ที่สำคัญคือเป็นการเคลื่อนไหวที่มีเงื่อนงำที่ไม่ธรรมดาดังเช่นที่ น.ส.มัลลิการ์นำภาพถ่ายคาดหน้าของนายณัฐวุฒิมาโชว์พร้อมกับอีก 1 รูปที่นายณัฐวุฒิยืนเขียงข้าง น.อ.อนุดิษฐ์ โดยระบุว่า “ปัจจุบัน นายณัฐวุฒิสวมสูทผูกไทมาดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา รมว.ไอซีที ในฐานะคณะทำงานของรัฐมนตรี จนเป็นที่มึนงงของข้าราชการ ก็ไม่ต้องหาคำตอบที่ไหน ในเมื่อตัวพ่อเดินตามหลังรัฐมนตรี จึงถึงบางอ้อว่า ทำไมเว็บไซต์หมิ่นและคลิปหมิ่นสถาบันฯ ถึงออกมามากมายขนาดนี้โดยที่กระทรวงไอซีทีไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว”

อย่างไรก็ตาม แม้ น.อ.อนุดิษฐ์จะแก้ตัวและอธิบายว่า นายณัฐวุฒิไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงไอซีที โดยภาพถ่ายที่นำมาเผยแพร่นั้น เป็นวันที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมมาเรียกร้องให้กระทรวงไอซีทีจัดการกับเว็บหมิ่นฯ อย่างจริงๆ จังๆ และนายณัฐวุฒิก็เดินมาใกล้ๆ ก็ไม่ทำให้สังคมคลายข้อข้องใจได้

เพราะหลายคนคิดไม่ออกว่า ทำไมมือโพสต์หมิ่นสถาบันฯ ตัวพ่อถึงเข้ามาอยู่ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาเรียกร้องให้จัดการกับเว็บหมิ่นสถาบันฯ ได้

และหลายคนก็คิดไม่ออกเช่นกันว่า ทำไมมือโพสต์หมิ่นสถาบันฯ ตัวพ่อจึงสามารถเข้าใกล้ น.อ.อนุดิษฐ์ราวกับเป็นวอลเปเปอร์เช่นนี้

แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็คงต้องตั้งคำถามย้อนกลับถึงนายศิริโชคและ น.ส.มัลลิการ์ด้วยเช่นกันว่า ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เถลิงอำนาจปกครองประเทศ นายศิริโชคผู้เป็นวอลเปเปอร์ข้างกายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ น.ส.มัลลิการ์ผู้เดินตามนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกรทรวงไอซีทีราวกับเงาตามตัว ได้เคยจริงจังในการกำราบและปราบปราบขบวนการล้มเจ้าบ้างหรือไม่

หรือพรรคประชาธิปัตย์จะเก่งเฉพาะเวลาเป็นฝ่ายค้านเท่านั้น

ส่วนกรณี “อากง-นายอำพล ตั้งนพกุล” ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก 20 ปีด้วยพฤติกรรมใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวพิมพ์ข้อความอันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่นพระเกียรติและหมิ่นประมาท ใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถก็เช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้วคงต้องย้อนกลับไปถามว่า ใครเป็นคนสร้างอากงให้มีความรู้สึกเช่นนี้

ใช่พรรคการเมือง ใช่ขบวนการเสื้อแดงหรือไม่ที่ล้างสมองประชาชนชาวไทยให้มีคิดเช่นนี้ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

และใช่รัฐบาลทุกรัฐบาลหรือไม่ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ที่ “ดีแต่พูด” โดยไม่ได้ตั้งใจในการหยุดยั้งแนวความคิดดังกล่าวให้หมดไปจากราชอาณาจักรไทย

และในเมื่อผู้มีอำนาจไม่ทำงาน ก็ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดีจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยตนเอง

       
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
กำลังโหลดความคิดเห็น...