xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

นิติราษฎร์ สร้างรธน.แห่งรัฐไทยใหม่ ล้อมเจ้า-ลดพระราชอำนาจ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-ไม่ว่า “นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวโจก กลุ่มนิติราษฎร์ จะแก้ตัวหรืออรรถาธิบายใดๆ เกี่ยวกับ 4 ข้อเสนอที่กลั่นออกมาจากหัวสมอง ก็มิอาจปฏิเสธแก่นและความคิดที่แท้จริงของพวกเขา รวมถึงความยึดโยงต่อการช่วยเหลือ “นช.ทักษิณ ชินวัตร” และสายสัมพันธ์ที่มีต่อ “พรรคเพื่อไทย” ได้

เพราะผลลัพธ์แห่งข้อเสนอของนิติราษฎร์ท้ายที่สุดแล้วคือการช่วยให้ นช.ทักษิณพ้นผิดจากทุกคดีความที่เขาได้รับในขณะนี้ มิฉะนั้นแล้วบรรดาทาสในเรือนเบี้ยทั้งเบื้องสูงและเบื้องต่ำในพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงคงไม่ตีปีกสนับสนุนกันอย่างครึกโครม

อย่างน้อยก็อีกช่วงหนึ่งกว่าที่จะมีคนฟ้องร้องและส่งคดีทุจริตของ นช.ทักษิณเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามปกติเหมือนดังเช่นที่นายวรเจตน์ออกตัวเอาไว้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะกินเวลานานแค่ไหน ยิ่งในยิ่งที่ทนายแผ่นดินนิยมชมชอบถุงขนมเช่นนี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งมองไม่เห็นอนาคต

ไม่เช่นนั้นแล้วบรรดานักกฎหมายสำนักเดียวกันอย่าง รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และรศ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ รวมถึงสภาทนายความคงไม่ออกแถลงการณ์ตั้งข้อสังเกตถึงวาระซ่อนเร้นของกลุ่มนิติราษฎร์และให้ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด

เพราะฉะนั้นนายวรเจตน์มิต้องฟูมฟายและกล่าวโทษสื่อว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เขานำเสนอต่อสังคม

แต่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ เมื่อลงลึกไปในรายละเอียดก็จะพบแก่นความคิดหรือเป้าประสงค์ที่แท้จริงของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่แถลงการณ์ดังกล่าวมีวาระซ่อนเร้นที่ต้องการประหวัดและมีเจตนาก้าวล่วงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมีนัยสำคัญ เสมือนหนึ่งต้องการโยงเรื่องการลบผลพวงของการรัฐประหาร การแก้มาตรา 112 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาไว้ด้วยกัน

แก่นความคิดที่ว่านั้นบรรจุอยู่อย่างชัดเจนในข้อเสนอประเด็นที่ 2 ว่าด้วยเรื่อง “การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112” และประเด็นที่ 4 ว่าด้วยเรื่อง “การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

***ขบวนการล้อมเจ้า รื้อ ม.112

กรณีมาตรา 112 กลุ่มนิติราษฎร์มีความชัดเจนว่า เป็นกฎหมายที่มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้และอุดมการณ์ และจำเป็นต้องแก้ไข โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ควรปฏิเสธว่ามาตรา 112 ไม่มีปัญหาและไม่จำเป็นต้องแก้ไข ทั้งที่ยังไม่มีการศึกษาและอภิปรายในวงกว้างอย่างจริงจัง

พร้อมทั้งย้ำด้วยว่า การแก้มาตรา 112 คือการรักษาสถาบัน

แต่ถ้าหากติดตามร่องรอยความคิดของกลุ่มนิติราษฎร์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเว็บไซต์ http://www.enlightened-jurists.com รวมถึงการให้สัมภาษณ์ในวาระต่างๆ ก็จะเข้าใจจิตเจตนาของพวกเขาได้ไม่ยากเย็นนัก

อาทิ การที่นายวรเจตน์ยังเคยให้สัมภาษณ์รายการ Intelligence - Voice TV ในหัวข้อ "กล่าวอ้าง - พาดพิง พูดปกป้องสถาบัน...?" พร้อมทั้งนำเสนอเอาไว้ในเว็บไซต์ของกลุ่มนิติราษฎร์เอาไว้ด้วยว่า

"...เราถูกห้ามพูด เราเก็บทุกอย่างเอาไว้ใต้พรมหมด...ผมถามว่า แล้วปัญหามันจะถูกแก้ได้ยังไงล่ะ ?....พระมหากษัตริย์จะอยู่ในสถานะเป็นที่เคารพสักการะ ก็ต่อเมื่อพระองค์เป็นกลางทางการเมือง พ้นไปจากการเมือง..."

หรือส่วนหนึ่งบทสัมภาษณ์นายวรเจตน์ที่ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์แทบลอยด์ วันอาทิตย์ที่ 25 เม.ย.54 ที่ระบุเอาไว้ว่า....

"เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมเราเสนอแบบนี้ก่อนคือ หนึ่ง ให้เลิก 112 ก่อนหรือเอา 112 ออกจากความผิดในหมวดความมั่นคงของรัฐก่อน นี่เป็นประเด็นที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะเราเห็นว่าความผิดเรื่องหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ไม่ใช่เรื่องความมั่นคง เรื่องความมั่นคงคือเรื่องที่กระทบต่อการดำรงอยู่ของราชอาณาจักร โอเคถ้าเป็นเรื่องการปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ ประมุขของรัฐ อย่างนี้พอบอกได้ว่าเป็นเรื่องกระทบความมั่นคง แต่กรณีของการดูหมิ่น คือการพูดจาไปทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ กำหนดเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ มันไกลไป เพราะเราต้องเข้าใจว่าสมัยใหม่เราแยกสถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐออกจากกัน”

เพียงแค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว นายวรเจตน์และกลุ่มนิติราษฎร์ไม่ได้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มิได้เป็นความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทย

แล้วขณะที่ตราโทษเอาไว้หนักหนาสาหัสเช่นนี้ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ยังเกิดขึ้น ถามว่า เมื่อลดโทษลงให้น้อยกว่านี้ ขบวนการล้มเจ้าจะมิเหิมเกริมไปยิ่งกว่านี้ดอกหรือ

นอกจากนี้ ความจริงที่กลุ่มนิติราษฎร์ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ กฎหมายอาญามาตรา 112 จะไม่สามารถเอาผิดใครได้เลย ถ้าหากอ้ายหรืออีผู้นั้นจะไม่กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เหมือนดังเช่นที่ นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความออกแถลงการณ์ชี้ชัดว่า “ความผิดทางอาญาตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้น อยู่ในหมวดของความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร เป็นตัวบทกฎหมายซึ่งมีที่มาจากประวัติศาสตร์ของชาติไทยอันมีความผูกพันกับพระมหากษัตริย์อยู่ในทุกรัฐธรรมนูญ เมื่อพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย ทรงไม่อาจดำเนินการใดๆ โดยลำพัง การดำเนินการใดๆ ของพระมหากษัตริย์ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา จะมีบทบัญญัติให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ดังนั้น มาตรา 112 ดังกล่าว จึงมุ่งที่จะคุ้มครองพระมหากษัตริย์มิให้มีผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย และให้ความสำคัญเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีโทษรุนแรง สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ดังกล่าว”

**รัฐธรรมนูญใหม่ ฤาตั้งใจลิดรอนพระราชอำนาจ

สำหรับกรณี “การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นั้น กลุ่มนิติราษฎร์ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า มีวาระซ่อนเร้นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์รวมอยู่ในข้อเสนอข้อนี้ด้วย

กล่าวคือ สิ่งที่มาพร้อมกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอแนะนั้นอยู่ตรงที่ข้อเสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับเก่าๆ เพื่อใช้เป็นต้นแบบในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

คณะนิติราษฎร์เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ สมควรเป็นพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญเท่าที่สอดคล้องกับพัฒนาการในยุคร่วมสมัยมาเป็นแนวทางในการยกร่าง   

ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในฉับพลันทันทีก็คือ ทำไมกลุ่มนิติราษฎร์ถึงย้อนกลับไปไกลถึงพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475

ยิ่งเมื่อผนวกกับถ้อยคำที่พวกเขา “ตั้งใจ” ใช้เป็นชื่อกลุ่มว่า “คณะนิติราษฎร์” ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ประหวัดนึกไปถึงความจงใจที่จะให้สอดคล้องกับ “คณะราษฎร” ที่ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของราชอาณาจักรสยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้ ความโดดเด่นของถึงพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ตามที่ “คำนูณ สิทธิสมาน” เขียนบทความเอาไว้อยู่ตรงที่ “ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ไม่มีคำว่าพระมหากษัตริย์เหมือนรัฐธรรมนูญทุกฉบับต่อ ๆ มา โดยใช้คำว่า กษัตริย์เฉย ๆ ไม่ใช่แต่เพียงภาษาเท่านั้นแต่ฐานภาพของกษัตริย์ ก็ไม่เหมือนพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาทุกฉบับต่อจากนั้น ที่สำคัญและดูเหมือนจะเชื่อมโยงไปถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่คณะนิติราษฎร์และคนเสื้อแดงบางกลุ่มเสนอให้ทบทวนด้วยก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับต่อมาบัญญัติคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์พระมหากษัตริย์ไว้เด็ดขาด ดังเช่นความในมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งก็เหมือนฉบับ 2540 และฉบับอื่น ๆ ก่อนหน้า รัฐธรรมนูญฉบับนี้บัญญัติไว้ในมาตรา 6 ว่า “กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย”   
    
นอกจากนั้น เมื่อได้อ่านบทความต่างๆ ที่บรรจุเอาไว้ในเว็บไซต์กลุ่มนิติราษฎร์ก็จะยิ่งเห็นความจริงที่ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ

ทั้งนี้ บทความชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ บทความชื่อ “การลดพระราชอำนาจกษัตริย์ในสวีเดน และการเพิ่มพระราชอำนาจกษัตริย์ในลิคเตนสไตน์”ที่เขียนโดย “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนิติราษฎร์ (http://www.enlightened-jurists.com/page/231)

เนื้อหาสาระของบทความชิ้นนี้พยายามทำให้เห็นถึงทิศทางการลดพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในประเทศต่างๆ โดยยกตัวอย่างที่สวีเดนดังมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า

“สวีเดนตรารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1974.... สาระสำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้ คือ การลดพระราชอำนาจกษัตริย์ในทางการเมือง โดยยังยืนยันให้กษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ แต่เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่มีมรดกตกทอดมาทางประวัติศาสตร์เท่านั้น กล่าวเช่นนี้ อาจเข้าใจกันว่า ระบอบของสวีเดนก็ไม่ต่างอะไรกับประเทศประชาธิปไตยที่ใช้ประมุขเป็นกษัตริย์ ดังเช่น สหราชอาณาจักร สเปน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น แต่หากพิจารณารัฐธรรมนูญของสวีเดนโดยละเอียดแล้วจะพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกเทคนิคการลงพระปรมาภิไธย-การสนองพระบรมราชโองการ”

หรืออีกช่วงหนึ่งที่นายปิยบุตรเขียนเอาไว้ว่า.....

“ในหมวดประมุขของรัฐ ยังคงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความคุ้มกันของกษัตริย์ไว้ว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องกษัตริย์ไม่ได้ ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ กษัตริย์ต้องปรึกษาหารือนายกรัฐมนตรีก่อนทุกครั้ง หากกษัตริย์พักงานในหน้าที่ไปเกิน 6 เดือน หรือล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ ประธานสภาอาจเสนอให้ที่ประชุมสภาพิจารณาว่าสมควรถอดกษัตริย์ออกจากบังลังก์หรือไม่ ในกรณีกษัตริย์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไม่มีบุคคลใดทำหน้าที่กษัตริย์ ให้สภา Riksdag เลือกบุคคลใดมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนชั่วคราว หากไม่มีบุคคลใดได้รับความเห็นชอบ ก็ให้ประธานสภา Riksdag เป็นผู้สำเร็จราชการแทน”

ไม่แน่ใจว่านายปิยบุตรมีเป้าประสงค์ในการเขียนบทความชิ้นนี้อย่างไร แต่เชื่อว่าวิญญูชนน่าจะคาดเดาได้ไม่ยากนัก

ยิ่งเมื่อนำบทความดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่ “นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ” องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ” ก็จะยิ่งเห็นว่า แนวคิดของกลุ่มนิติราษฎร์เป็นการบิดเบือนจากความเป็นจริง รวมถึงตระหนักรู้ถึงความคิดของผู้คนในระบอบทักษิณที่ถูกล้างสมองให้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นโดยฝีมือของพวก “ซ้ายอกหัก”

“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัดเสมอ จะเห็นได้ว่าทรงมีพระราชดำรัสในโอกาสที่ประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล วันอังคารที่ 25 เม.ย. 2549 ความตอนหนึ่งว่า มาตรา 7 ว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญก็ให้ปฏิบัติตามประเพณีหรือตามที่เคยทำมา แต่ว่าในมาตรา 7 นั้น ไม่ได้บอกว่า พระมหากษัตริย์สั่งได้ ไม่มี ลองไปดูมาตรา 7 เขาเขียนว่าไม่มีบทบัญญัติแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่ามีพระมหากษัตริย์ที่จะมาสั่งการได้และขอยืนยันว่าไม่เคยสั่งการอะไรที่ไม่มีกฎเกณฑ์ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของกฎหมาย พระราชบัญญัติทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง พระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ 9 ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ ตั้งแต่เป็นมา มีรัฐธรรมนูญหลายฉบับแล้วก็ทำมาหลายสิบปี ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบถ้าทำไปตามใจชอบก็เข้าใจว่าบ้านเมืองล่มจมมานานแล้ว”

และที่เด็ดที่สุดก็คือการอภิปรายในหัวข้อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่สรุปเอาไว้อย่างตรงไปตรงมาและแทงใจดำของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า....

“การปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยนั้นไม่เหมือนกับการปกครองในระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในประเทศอื่นๆ ไม่มีประเทศไหนที่พระมหากษัตริย์จะประทับยืนบนพื้นดิน กางแผนที่พูดคุยกับชาวบ้านด้วยภาษาธรรมดาไม่ใช้ราชาศัพท์ ภาพลักษณ์นี้คนไทยจะเห็นจนชินตาตลอดระยะเวลาครองราชย์ 60 ปี ก่อนที่พระองค์จะทรงประชวร”

“พระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยนั้นเป็นของวิเศษ 2 อย่างคือ 1 เป็นความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทยและรู้ว่าตนเองมีอารยธรรมมาเป็นพันปี ขณะเดียวกันเราก็มีระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกับพระมหากษัตริย์ จึงเป็นระบบที่เราควรรักษาให้ดำรงยั่งยืนสืบไป ดังนั้นพระมหากษัตริย์กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงควรเป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยทุกคนพึงพอใจ”

***ล้มยุบทรท.-พลังประชาชน เลอะเทอะยกตัวอย่างศาลนาซี ตรรกะอันแสนเลอะเทอะ

ขณะเดียวกันนายวรเจตน์และกลุ่มนิติราษฎร์ก็ตั้งใจที่จะไม่ขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แถมยังตีโพยตีพายอีกว่า บิดเบือนสิ่งที่กลุ่มนิติราษฎร์นำเสนอเรื่องฟอกความผิดให้แก่ นช.ทักษิณ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายนแนบแน่นอย่างแยกไม่ออกจากการช่วยเหลือ นช.ทักษิณและวงศ์วานว่านเครือ

ดังจะเห็นได้จากบทสัมภาษณ์ของนายวรเจตน์ที่มีต่อสื่อหัวอกเดียวกันอย่าง “มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2554”

กรณีแรกที่นายวรเจตน์ประกาศชัดเจนคือ เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่า ในคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหากร่างรัฐธรรมนูญออกมาหมวดหนึ่งให้ล้างคดีดังกล่าวจะมีผลอย่างไร

“ก็ต้องคืน ถือว่าศาลไม่เคยตัดสิน นี่ผมชัดเจนเลย รวมถึงคดีอาญาที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกศาลสั่งให้จำคุก เงินก็ต้องคืนเริ่มกระบวน การสอบกันใหม่ ถามว่าทำไมคนถึงติดใจประเด็นนี้เพราะถ้าเอาจากหลักการจากผลพวงรัฐประหารก่อน ไม่ต้องสนใจว่าเป็นเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท จะต้องคืนหรือไม่ และ คนคิดแบบนี้เป็นปรปักษ์การเมือง ส่วนจะเข้าทางคุณทักษิณไหมบางคนอาจเข้าทาง แต่เข้าทางมาจากฐานคิดอะไร ก็คุณทำคำพิพากษามาจากฐานรัฐประหารเอง (เสียงดัง)”

เรียกว่า คำตอบของนายวรเจตน์ชัดเจนอยู่ในตัวเองเพราะคิดอยู่เพียงประการเดียวว่า รัฐประหาร 19 กันยายนผิด นช.ทักษิณทำอะไรก็ไม่ผิด

กระทั่งทำให้นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ อดรนทนไม่ได้จนต้องออกแถลงการณ์สภาทนายความ ฉบับที่ 2/2554 โดยระบุว่า สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารที่ล้มล้างรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารโดยชอบธรรม เนื่องจากเป็นการทำให้ระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องสะดุดและต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดมาถึง 17 ครั้ง สำหรับการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็มีเหตุผลเช่นเดียวกัน สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารในขณะนั้นได้ใช้อำนาจเงินครอบงำพรรคการเมืองอื่น จนสามารถรวบรวมเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจเด็ดขาดในรัฐสภา ใช้อำนาจบริหารและอำนาจเงินครอบงำสื่อสารมวลชน และองค์กรอิสระ จนทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไม่บรรลุผล ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และมีการทุจริต ประพฤติมิชอบ เพื่อหาประโยชน์แก่ตนเอง และพวกพ้อง จนกระทั่งเป็นเหตุให้มีการรัฐประหาร

        ทั้งนี้ นายสักกล่าวด้วยว่า การดำเนินคดีกับ นช.ทักษิณนั้นเป็นไปตามกระบวนการปกติคือ อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องร้องต่อศาล ขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และวิธีพิจารณาในศาลฎีกาดังกล่าว เป็นศาลและวิธีพิจารณาที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับก่อนที่จะมีการรัฐประหาร จำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และมีบางคดีที่ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่งเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้แก่จำเลยได้เป็นอย่างดี

ส่วนกรณีที่สองที่นายวรเจตน์ประกาศชัดเจนอีกเช่นกันคือ การยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน

“เรื่องยุบพรรคมีอยู่ 2 ครั้งจริงๆ ครั้งแรกยุคพรรคไทยรักไทยตอนตุลาการรัฐธรรมนูญ อันนั้นเราจะประกาศให้คำวินิจฉัยครั้งนั้นเสียไปถือว่าไม่มีอยู่ เพราะฉะนั้นนักการเมืองพวกนี้ไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ถึงแม้ความเป็นจริงจะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแต่ทางกฎหมายต้องถือว่าเขาไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในระบบกฎหมายไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิ ถึงแม้จะย้อนเวลาไปคืนเลือกตั้งให้เขาไม่ได้ แต่เราสามารถคลีนทางกฎหมายได้ ให้ไม่มีในคำวินิจฉัยนี้ดำรงอยู่ แต่จะประกาศว่านักการเมืองเหล่านี้ไม่ได้เสียสิทธิเลือกตั้งเลย ถึงแม้ความเป็นจริงจะสูญเสียสิทธิเลือกตั้งแล้ว และย้อนกลับไม่ได้ เพราะในโลกความเป็นจริงเราไม่อาจสามารถขี่ไทม์แมชชีน แต่ทางกฎหมายเราทำได้”

“กรณีพรรคพลังประชาชนจะต่างไป เพราะกรณีพลังประชาชนคำวินิจฉัยเกิดขึ้นจากศาลรัฐธรรมนูญชุดที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2550 คราวนี้จะต้องมาดูเฉพาะกรณีนี้ในทางนิตินโยบายตอนนั้นจะทำอย่างไง ว่าจะจัดการให้เสียไปด้วยไหม หรือจะถือว่ามีผลทางกฎหมาย จะต้องมานั่งเลือกเอา เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นผลพวงโดยตรง แต่เป็นผลพวงที่ตามมาโดยอ้อมแทน”

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 2 คดีเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ตรงไหน?

นายวรเจตน์และกลุ่มนิติราษฎร์ต้องไม่ลืมว่าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญชี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนทุจริตการเลือกตั้งและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มิได้เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารแต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญถัดมาที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากคือ กรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ยกตัวอย่างเรื่องศาลประชาชนของเยอรมนีมาประกอบเหตุผลในการลบล้างผลพวงที่เกิดขึ้นจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

กรณีนี้ รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้เขียนบันทึกในเฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ “สิ่งที่คล้ายกันพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่ไม่พึงปฏิบัติอย่างเดียวกันกับสิ่งที่ต่างกัน” โดยตีแสกหน้ากลุ่มนิติราษฎร์อย่างไม่ไว้หน้าว่า....

       “ผู้ที่สนใจประวัติของนาซีเยอรมันย่อมรู้ดีว่าศาลประชาชนยุคนาซีนั้นไม่ใช่ศาลยุติธรรมตามความหมายที่เราเข้าใจกันในประเทศไทย แต่เป็นศาลพิเศษที่ฮิตเลอร์ตรากฎหมายตั้งขึ้น และเหตุที่ตั้งศาลพิเศษนี้ขึ้นก็เพราะศาลยุติธรรมเยอรมันในเวลานั้นไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจการชี้นำของฮิตเลอร์ โดยได้พิพากษาปล่อยตัวกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันที่ฮิตเลอร์กล่าวหาว่าเป็นตัวการวางเพลิงเผารัฐสภาเยอรมันเป็นอิสระ ฮิตเลอร์ไม่พอใจที่ตนควบคุมตุลาการในศาลยุติธรรมไม่ได้ ก็เลยอ้างอำนาจประชาชนใช้รัฐสภาแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความเสียใหม่ แล้วตั้ง ศาลประชาชนขึ้นมา โดยโอนคดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐทั้งหมดมาไว้กับศาลประชาชนนี้ แล้วจำกัดเขตอำนาจศาลยุติธรรมพิจารณาคดีอาญาทั่ว ๆ ไปเท่านั้น”

“เพียงเท่านี้เราก็จะเห็นได้ว่า กรณีที่เยอรมันตรากฎหมายลบล้างคำพิพากษาศาลประชาชนนาซีนั้น ยากที่จะนำมาเทียบกับกรณีของไทย เพราะตุลาการในศาลแผนกคดีอาญานักการเมืองนั้นไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติรัฐประหาร แต่มาจากการเลือกตั้งของผู้พิพากษาศาลยุติธรรม เป็นผู้พิพากษาอาชีพที่มีที่มาจากผู้พิพากษาอาชีพเท่านั้น คณะปฏิวัติรัฐประหารไม่มีอำนาจคัดเลือกหรือแต่งตั้งแต่อย่างใด”
และในที่สุด ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ก็ได้ตั้งคำถาม 15 ข้อต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มนิติราษฎร์ ทาง facebook  Somkit Lertpaithoon ว่า ในฐานะนักกฎหมายช่วยตอบคำถามเหล่านี้ด้วย

1.เราสามารถยกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ เช่น การยกเลิกรธน. 2549
2.ถ้าตำรวจจับคนร้ายที่ทำผิดจริงมา แต่ไม่ได้สอบสวนโดยละเอียด ต่อมาคนร้ายถูกฟ้องศาล มีการโต้แย้งว่ากระบวนการของตำรวจไม่ค่อยถูกต้อง แต่ศาลเห็นว่าไม่เป็นไร ศาลก็พิพากษาไป ตกลงคำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่
3. ถ้ามีคนเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในช่วง คมช.ไม่ถูกต้อง ก็ให้ดำเนินการใหม่ คนอีกกลุ่มเห็นว่าการตัดสินคดีซุกหุ้น ศาลตัดสินผิดโดยสิ้นเชิง คนกลุ่มหลังจะขอให้ยกเลิกรธน. 2540 ตั้งศาลรธน.ใหม่ แล้วพิพากษาคดีซุกหุ้นใหม่ จะได้หรือไม่

4.ประชาชนจะลงมติแก้รธน.ที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่
5.รธน. 2550 ได้รับการลงประชามติโดยประชาชน ในทางกฎหมายเราจะพูดได้หรือไม่ว่า ประชาชนลงมติโดยไม่ถูกต้อง หรือรธน. 2550 ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของประชาชน?
6. คตส. ตั้งโดย คมช. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตั้งโดย คมช. ใช่หรือไม่

7.การดำเนินการตามแนวคิดของนิติราษฎร์ ไม่มีผลทางกฎหมายต่อนายกทักษิณเลยใช่หรือไม่
8.มาตรา 112 ขัดแย้งกับ รธน .จริงหรือ และขัดกับรธน. 2550 ที่จะถูกยกเลิกใช่หรือไม่
9.ประเทศทั้งหลายในโลกรวมทั้งเยอรมัน เขาไม่คุ้มครองประมุขของประเทศเป็นพิเศษแตกต่างไปจากประชาชนใช่หรือไม่

10.ถ้ามีคนไปโต้แย้งนิติราษฎร์ในที่สาธารณะเขาจะไม่ถูกขว้างปาและโห่ฮาเหมือนกับหมอตุลย์ใช่หรือไม่
11. ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประภาศ สฤษฏ์ จอมพล ป.  อ.ปรีดี หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกทักษิณ
12. ความเห็นของนักกฎหมายที่เห็นไม่ตรงกับนิติราษฎร์แต่ดีกว่านิติราษฎร์รัฐบาลนี้จะรับไปใช่หรือไม่

13.ศาลรธน. ช่วยนายกทักษิณคดีซุกหุ้นถือว่าใช้ได้ แต่ไม่ช่วยคดียึดทรัพย์ถือว่าใช้ไม่ได้ เป็นตุลาการภิวัตน์ใช่หรือไม่
14.บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรธน. 2550 แย่กว่า รธน. 2540, 2475 ที่นิติราษฎร์จะนำมาใช้ใช่หรือไม่
15.คมช. เลว สสร.ที่มาจากคมช.ก็เลว  รธน.2550 ที่มาจาก สสร.ก็เลว   แต่รัฐบาลที่มาจาก รธน. เลวเป็นรัฐบาลดีใช่หรือไม่ สสร.ที่มาจากรัฐบาลชุดนี้และที่ อ.วรเจตน์จะเข้าร่วมก็เป็น สสร.ที่ดีใช่หรือไม่”

…เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ในไม่ช้าสังคมคงจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของ “วรเรด” และ “นิติเรด” ได้กระจ่างแจ้งขึ้น