สำหรับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็นคนกรุงเทพฯเกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2494 มีชื่อเล่นว่า “ออฟ” เป็นบุตรชายของ พล.ต.ต.เสมอ ดามาพงศ์ อดีตผู้ช่วย อ.ตร.เป็นพี่ชายของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร มีศักดิ์เป็นพี่เขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปัจจุบันยังครองตัวเป็นพ่อม่าย หลังหย่าร้างเมื่อหลายปีก่อน
“บิ๊กออฟ” เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จากนั้นเข้าศึกษาปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 12 มีเพื่อนร่วมรุ่น เช่น นายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กรุงเทพ และ พล.ต.ท.สุรสีห์ สุนทรสารทูล เป็นนายร้อยตำรวจอบรมรุ่น 16 และได้ปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ถือเป็นนายตำรวจที่ “ทักษิณ” วาดฝันให้ขึ้น ผบ.ตร.ในยุคที่เขามีอำนาจ แต่บุญวาสนาของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ไปไม่ถึงฝั่งหลัง"ทักษิณ" ถูกยึดอำนาจ “เพรียวพันธ์” ต้องรับชะตากรรม ด้วยการถูกคำสั่งเด้งประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
สำหรับชีวิตราชการของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ถือว่าเติบโตพรวดพราดขึ้นสู่ตำแหน่งระดับท็อป ในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องเขย
เข้าสู่วงการสีกากี เมื่อปี 2514 ตำแหน่งสำรองพิเศษ สังกัด กก.2 ส. ขึ้นเป็นตำรวจสัญญบัตรเมื่อปี 2517 ในตำแหน่งรองสารวัตร แผนก 1 กก.สส. นครบาลเหนือ ชีวิตราชการส่วนใหญ่อยู่ในเขตนครบาลทั้ง สว.สส.สน.จักรวรรดิ สน.ปทุมวันและสน.ทุ่งมหาเมฆ ปี 2523 เป็น สวป.สน.นางเลิ้ง ปี 2526 ได้เป็นสารวัตรใหญ่ ในเมืองใหญ่อย่างภูเก็ต และในปีเดียวกันก็ได้กลับนครบาลอีกครั้งเป็นรอง ผกก.2 ป.ตามด้วย ผกก. (กอ.รมน.) กำลังพล เส้นทางชีวิตราชการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ผ่านทั้งตำแหน่ง ผกก.ตำรวจท่องเที่ยว ผบ.ก.ตม. ผช.ผบช.ก.และรองผบช.ก. ก่อนจะขึ้นเป็น ผบช.ตร. และผบช.ปส. เมื่อปี 2543 โดยปี 2545 ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. และถัดจากนั้นอีกแค่ปีเศษ ได้นั่งแป้นรอง ผบ.ตร.อาวุโสสูงสุดในขณะนั้น จ่อเก้าอี้เบอร์ 1 กรมปทุมวัน แต่ต่อมาถูกมรสุมทางการเมืองสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ย้ายไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และมีการฟ้องร้องศาลปกครอง จนได้กลับมาดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอีกครั้งสมัย พล.ต.อ.เสรีพิสุทธ์ เตมียาเวส เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยจะเกษียณอายุในเดือนตุลาคม 2555
ที่สำคัญในยุคทักษิณ เขายังถูกวางตัวให้ไปนั่งในตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระ โดยเป็นถึงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ คณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทั้งที่ความจริงแล้วในองค์กรอิสระ คนที่จะเข้าไปมีตำแหน่งนั้น ต้องได้รับการยอมรับจากสังคมว่า มีความโปร่งใสทางการเมือง และเมื่อ “เพรียวพันธ์” ไปนั่งในตำแหน่งใน ปปง.ครั้งนั้น จึงยากที่จะหลุดจากข้อครหาจากสังคมว่า “ใช้ตำแหน่งในองค์กรอิสระเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง” รวมทั้งทำให้ภาพขององค์กรอิสระที่ส่วนใหญ่มีตำรวจซึ่งเป็นเพื่อนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปนั่งเป็นประธาน เสียความเป็นกลาง และถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของ “ระบอบทักษิณ”


