xs
xsm
sm
md
lg

ปตท.หนุนรัฐปัดฝุ่น “สำรองน้ำมันยุทธศาสตร์” ใช้ช่องทาง บ.ลูกซื้อแหล่งปิโตรเลียม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ปตท.แนะรัฐอาศัยจังหวะราคาน้ำมันถูก ปัดฝุ่นนโยบายสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์อีกครั้ง โดยสนับสนุนให้บริษัทลูก คือ ปตท.สผ.เข้าไปลงทุนซื้อกิจการแหล่งน้ำมันในต่างประเทศถือเป็นแนวทางหนึ่งในการสำรองน้ำมัน

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกรณีที่กระทรวงพลังงานปัดฝุ่นนโยบายสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานว่า ปตท.ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานเห็นว่าราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวต่ำมาที่ระดับ 30 เหรียญเหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเป็นจังหวะที่เหมาะสมหากรัฐจะมีนโยบายสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

โดยรูปแบบการการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ ทำได้ดังนี้ คือ 1. คลังน้ำมันที่มีอยู่เดิมที่แต่ขาดโครงสร้างท่อเชื่อมโยง ก็ให้ลงทุนสร้างท่อเชื่อมโยงระหว่างคลัง 2. ปัดฝุ่นโครงการเดิม เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ในภาคใต้ เพื่อเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานในภูมิภาคนี้ ด้วยการวางท่อขนส่งน้ำมันเชื่อมทะเลอันดามันกับฝั่งอ่าวไทยและสร้างคลังน้ำมันและท่าเรือส่งออกไว้ที่ฝั่งอ่าวไทย โดยจะนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง หากไทยจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อว่ามีประเทศในตะวันออกกลางให้ความสนใจเพราะต้องการที่จะนำน้ำมันมาเก็บไว้ และ 3. สนับสนุนให้ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ.(PTTEP) ไปลงทุนเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันในต่างประเทศ เพราะมีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งการเข้าไปซื้อแหล่งปิโตรเลียมก็เปรียบเสมือนมีปริมาณสำรองน้ำมันอยู่ในใต้ดินด้วย

สำหรับแหล่งเงินลงทุนในโครงการดังกล่าวนี้ หากรัฐต้องการเดินหน้านโยบายดังกล่าว ทาง ปตท.หรือ ปตท.สผ.พร้อมที่จะลงทุน เนื่องจากกลุ่ม ปตท.มีเงินสดในมือถึง 2 แสนล้านบาทสำหรับซื้อกิจการแหล่งพลังงานต่างๆ ได้ หรือหากรัฐจะนำเงินสำรองมาลงทุนก็ทำได้ โดยสามารถเลือกทำได้หลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์มีความเห็นต่างกัน โดยกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยมองว่าราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลง และมีกำลังการผลิตที่เกินความต้องการ จึงสามารถซื้อจัดหาน้ำมันได้ในตลาดต่างๆ ทั่วโลก จึงไม่จำเป็นต้องมีการสำรองน้ำมันฯ เอาไว้ อีกทั้งภูมิศาสตร์ของประเทศไทยไม่มีความเสี่ยงด้านสงครามด้วย

ส่วนกลุ่มที่สนับสนุนให้มีการสำรองน้ำมันทางยุทศาสตร์นั้น เห็นว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจะเป็นโอกาสที่ดีในการจัดหาและใช้เงินทุนไม่มาก ขณะเดียวกันไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วน 80% ของความต้องการใช้ ดังนั้นก ารสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์จึงเป็นหลักประกันว่ามีสำรองพลังงานไว้ใช้ในยามที่จำเป็น

ปัจจุบันไทยมีการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย 7% แบ่งเป็นการสำรองน้ำมันดิบ 6% และน้ำมันสำเร็จรูป 1% ทำให้ไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันไว้ใช้ 25 วัน ซึ่งเมื่อ พ.ค. 2558 ได้ปรับลดลงจากเดิมที่เคยกำหนดสำรองน้ำมันดิบไว้ที่ 6% และน้ำมันสำเร็จรูป 6%หรือคิดเป็นปริมาณสำรองน้ำมันไว้ใช้ 45วัน โดยก่อนหน้านั้นทางองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ(IEA )เคยเสนอให้มีการสำรองน้ำมันไว้ใช้ 90 วัน

นายเทวินทร์กล่าวถึงแนวโน้มราคาน้ำมันโลกว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันโลกยังเกินความต้องการใช้ไปอีก1-1.6 ปีจึงจะเข้าสู่จุดสมดุล แต่ราคาน้ำมันไม่น่าจะปรับตัวขึ้นไปสูงระดับ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเหมือนในอดีต ดังนั้น บริษัทน้ำมันจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้อยู่รอดได้ภายใต้ราคาน้ำมันดิบ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ขณะที่วันนี้ (9 ก.พ.) ปตท.ได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (พช.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวและจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นทั่วประเทศในพื้นที่สถานีบริการน้ำมันปตท. 148 แห่งทั่วประเทศภายใต้ชื่อ “ประชารัฐสุขใจ Shop” เพื่อส่งเสริมสนับสนุนสินค้าพื้นบ้านและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน โดย ปตท.ไม่คิดค่าเช่าที่ในปั๊มเป็นเวลา 3ปี

โดย ททท.จะสนับสนุนด้านงบประมาณการจัดตั้งร้านประชารัฐสุขใจ Shop ทั้ง 148 ร้านๆ ละ 1 ล้านบาท รวมทั้งดูแลเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์และอบรมเจ้าหน้าที่ในการให้ข้อมูลการท่องเที่ยว ส่วน สสว.ร่วมกับกรมพัฒาชุมชนคัดเลือกสินค้าเด่นผลิตภัณฑ์โอทอปเข้ามาวางจำหน่ายในร้าน โดย สสว.ได้รับการอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการนี้ 100 ล้านบาทใน 3 ปี ขณะที่ ธพว.จะสนับสนุนเงินทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และ OTOP ในโครงการนี้ รวมทั้งใช้เงินเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการด้วย
กำลังโหลดความคิดเห็น