xs
xsm
sm
md
lg

“เลยดั้น” ความงดงามจากธรรมชาติ ลานหินมหัศจรรย์แห่งเพชรบูรณ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ความอัศจรรย์ของธรรมชาติ “เลยดั้น” ลานหินมหัศจรรย์ ที่ อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ลานหินทรายที่ถูกกัดกร่อนจากเม็ดกรวดที่ไหลมาตามน้ำ จนเกิดเป็นหลุมรูปร่างต่างๆ กลายเป็นจุดเช็คอินสวยๆ ของคนชอบถ่ายรูป

ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวใน จ.เพชรบูรณ์ หลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดีกับการไปเที่ยวเขาค้อ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ภูทับเบิก หรืออุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

แต่ทริปนี้จะชวนมาเช็คอินที่เที่ยวสุดอัศจรรย์ ที่กำลังฮอตฮิตในเหล่านักท่องเที่ยว นั่นคือ “เลยดั้น” ลานหินมหัศจรรย์แห่งเพชรบูรณ์




“เลยดั้น” ตั้งอยู่ที่ บ้านห้วยกะโปะ ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อยู่ในพื้นที่อุทยานธรณีเพชรบูรณ์

หากไปถึงที่เลยดั้น ก็จะเห็นภาพของลานหินกว้างที่เต็มไปด้วยหลุมรูปร่างต่างๆ กัน ทั้งหลุมเล็กหลุมใหญ่ ไปจนถึงเส้นสายตามชั้นของหินที่คล้ายกับว่ามีคนมาสลักไว้ พื้นที่หน้าตาแบบนี้ อาจจะเคยเห็นกันที่ สามพันโบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งการเกิดขึ้นของประติมากรรมจากธรรมชาติลักษณะนี้ ก็มีที่มาในแบบเดียวกัน

“เลยดั้น” มีลักษณะเป็นลานของชั้นหินทรายที่ถูกกัดกร่อนจากเม็ดกรวดเม็ดทรายที่ถูดพัดพามาจากกระแสน้ำของ “ลำน้ำเลย” ที่ไหลผ่านลานหินทรายแห่งนี้ ทำให้เกิดลักษณะเป็นหลุมใหญ่บ้างเล็กบ้าง ลึกลงไปในเนื้อหินคล้ายหลุมขนมครก ลักษณะการกัดกร่อนของชั้นหินทรายนี้ มีชื่อเรียกทางวิชาการว่า “กุมภลักษณ์" (Potholes) สามารถเห็นการกัดกร่อนได้ถึง 5 แบบ คือ แบบวงกลม แบบวงรี แบบเสาหิน แบบสะพานหิน และแบบกัดเซาะด้านข้าง นับเป็นความแปลกพิสดารและความสวยงามที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้น




สำหรับ “กุมภลักษณ์” หรือ หลุมรูปหม้อ เกิดจากกระบวนการกร่อนจากลำน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินที่อยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะหินทราย เม็ดกรวดเม็ดทรายที่ไหลมากับลำน้ำผ่านชั้นหินเกิดการหมุนวนทำให้เกิดเป็นหลุมเล็กๆ และเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี หลายพันปี เม็ดกรวดเม็ดทรายที่อยู่ก้นหลุมก็หมุนวนขยายหลุมให้ใหญ่ขึ้น (เม็ดกรวดเม็ดทรายทำหน้าที่เหมือนสว่านเจาะหิน) เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่และเชื่อมต่อกันหลายๆ หลุมจนกลายเป็นดั่งประติมากรรมหินทรายที่มีรูปร่างแปลกตาตามจินตนาการของผู้ที่มองเห็น

กุมภลักษณ์สามารถพบทั่วไปในลำน้ำหรือแม่น้ำที่มีชั้นหินทรายที่อยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีโครงสร้างธรณีวิทยาเป็นหินทราย จนปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น สามพันโบก ริมน้ำโขง จ.อุบลราชธานี , แก่งตะนะ ริมน้ำมูล จ.อุบลราชธานี และ เลยดั้น ริมแม่น้ำเลย จ.เพชรบูรณ์




เลยดั้นยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่าง คือ ลานหินทรายมีการวางตัวของชั้นหินหันเข้าหาด้านต้นน้ำ ทำให้น้ำที่ไหลลงมาตามชั้นหินเกิดการมุดตัวลงไปใต้ผิวดินตามชั้นหิน แล้วไหลไปออกยังที่ต่ำกว่าที่อยู่ไกลออกไปทางปลายน้ำ ทำให้ดูเหมือนว่าสายน้ำในฤดูแล้งขาดหายไปเป็นช่วงๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ “เลยดั้น” โดยจะเห็นลานหินมหัศจรรย์เหล่านี้ได้ชัดเจนมากในฤดูแล้งที่ไม่มีน้ำท่วมสูงขึ้นมา

นอกจากความน่าอัศจรรย์ของการเกิดเลยดั้นตามข้อมูลทางธรณีวิทยา ก็ยังมีการเกิดเลยดั้นตามนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อๆ กันมา ดังนี้ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พญาช้างเอราวัณ มีลูกสาวคนหนึ่ง มีความงดงามมากชื่อว่า แม่นางผมหอม ซึ่งพญาช้างเอราวัณรักและแหนหวงลูกสาวของตนเองเป็นอย่างมาก ถึงขนาดสร้างเรือนหอให้อยู่ไว้บนยอดเขาและไม่ให้ออกไปไหน โดยพญาช้างจะคอยหาผลหมากรากไม้มาส่งให้กินเป็นประจำตลอดมา อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่พญาช้างออกไปแสวงหาอาหาร นางผมหอมได้ออกมาจากเรือนหอ และเป็นเพราะบุพเพสันวาส จึงได้พบกันนายพรานซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงาม จึงเกิดมีความรักชอบพอกัน และด้วยความกลัวว่าพญาช้างจะเป็นอุปสรรคขัดขวาง ทั้งคู่จึงได้พากันหนีตามไปด้วยกัน


เมื่อพญาช้างกลับมาไม่พบลูกสาว จะร้องเรียกเสียงดังลั่นป่า แต่ก็ไม่มีเสียงขานรับจากแม่นางผมหอม พญาช้างใจแทบแตกสลาย และด้วยความโกรธจึงใช้กำลังเท่าที่มี พังภูเขาลูกที่ตนได้สร้างเรือนหอไว้นั้นเสียจนเกือบหมด คงเหลือไว้เป็นบางส่วน คือ ภูหอ ในปัจจุบัน

หลังจากนั้น พญาช้างจึงออกติดตามหาลูกสาวของตน เดินหน้าไปมาจนเกิดเป็นทางยาวลึกลงกลายเป็นลำน้ำ ซึ่งก็คือแม่น้ำเลย เมื่อเดินมาห้วยกะโปะ ก็เดินเหยียบย่ำวนไปวนมา จนลานหินเกิดเป็นหลุมเป็นบ่อมากมายตามรอยเท้าของพญาช้าง ซึ่งก็คือ เลยดั้น ในปัจจุบัน พญาช้างเสียใจจึงร้องไห้ น้ำตาไหลผ่านก้อนหินจนเป็นร่อง กลายเป็นน้ำตก และได้ใช้งาทั้งคู่แทงลงไปเป็นรอยไว้ที่ลานหิน ซึ่งก็ยังคงเห็นเป็นรอยช้างฝนงาได้จนทุกวันนี้

หลังจากนั้น พญาช้างก็ไปยืนรอลูกสาวที่หน้าผาบันได ซึ่งเป็นหน้าผาสูงตะหง่าน รออยู่อย่างนั้น นานจนกลายเป็นหิน มองเห็นได้ชัดเจนเป็นรูปช้างยืนติดอยู่กับที่หน้าผา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านห้วยกะโปะจนทุกวันนี้


ไม่ว่าจะเป็นความน่าอัศจรรย์จากธรรมชาติ หรือเป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อกันมา แต่ทุกวันนี้ “เลยดั้น” ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปชมความงดงาม ในพื้นที่เลยดั้นมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเช็คอินมากมาย ใครจะถ่ายรูปเองหรือจะให้ช่างภาพจิตอาสาช่วยถ่ายภาพให้ก็ได้ ซึ่งตรงมุมสุดฮิตอาจจะมีนักท่องเที่ยวมาต่อคิวรอถ่ายรูปในมุมนี้เป็นจำนวนมาก (โดยเฉพาะในช่วงวันหยุด) แนะนำให้ใช้เวลาถ่ายรูปคนละไม่เกิน 2-3 นาที ทุกคนจะได้ถ่าบรูปในมุมสวยๆ กันอย่างทั่วถึง

ช่วงเวลาที่เหมาะกับการมาเที่ยวเลยดั้น เป็นช่วงหน้าแล้งที่ไม่มีน้ำ เพราะลานหินจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาชัดเจน ช่วงราวๆ เดือนพฤศจิกายน ถึง เมษายน โดยแนะนำให้มาเที่ยวเวลาประมาณ 08.00-10.00​ น. และ 15.00-17.00 น. เนื่องจากแดดจะไม่ร้อนเกินไป แสงกำลังสวย แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าหุ้มส้นที่พื้นไม่ลื่น เพราะหินมีผิวมันเงาและโค้งมน บางพื้นที่จะแคบและลาดเอียง อาจทำทำให้เกิดอุบัติเหตุได้








* * * * * * * * * * * * * *

“เลยดั้น” ตั้งอยู่ห่างจากตัว อ.น้ำหนาว ประมาณ 45 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถยนต์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2216 (สายกกกะทอน-ห้วยสนามทราย) สังเกตทางเข้าจะอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 58-59 เส้นทางบ้านโนนชาด-บ้านห้วยกะโปะ ตรงเข้าไปประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณทางเข้าจะมีลานจอดรถและห้องน้ำสำหรับบริการนักท่องเที่ยว

#########################################

สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline


กำลังโหลดความคิดเห็น