xs
xsm
sm
md
lg

ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.บ.ยุบเลิก บตท. โอนย้ายรวมเข้า ธอส.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ราชกิจจานุเบกษา ประกาศยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย และโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน ทุน และภาระผูกพันของ บตท.ให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการธุรกรรมที่เหลืออยู่ ตามพันธกิจเพื่อให้คนไทยมีบ้าน

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศพระราชบัญญัติยุบเลิกบรรษัท ตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ.2563 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยหลักการของพระราชบัญญัติดังกล่าวคือ ให้ยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) และโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน ทุน และภาระผูกพันของ บตท. ให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการธุรกรรมที่เหลืออยู่ของ บตท. ต่อไป และยังกำหนดให้ บตท. ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือดำเนินการอื่นใดที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ แต่ไม่เกิน 270 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ และพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังมีสาระสำคัญส่วนอื่น เช่น กำหนดให้พนักงาน บตท. ที่ประสงค์ไปปฏิบัติงานกับ ธอส. ต้องแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 60 วัน นับแต่พระราชบัญญัตินี้บังคับใช้ และให้ ธอส. รับโอนพนักงาน บตท. ไปดำรงตำแหน่งที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของแต่ละคนต่อไป ส่วนพนักงาน บตท. ที่ไม่แสดงความจำนงไปปฏิบัติงานกับ ธอส. ให้ถือว่าเป็นการออกจากงานเพราะเลิกจ้างโดยไม่ใช่ความผิดของพนักงานนั้น

นายกมลภพ วีระพละ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการเงินและบัญชี ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับการควบรวมกิจการของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยเข้ากับธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า การยุบเลิก บตท. และให้ ธอส. บริหารจัดการธุรกรรมที่เหลืออยู่ของ บตท. ต่อไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกดังกล่าวแก่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 และผ่านกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก่อนที่จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพในการดำเนินกิจการให้แก่ ธอส. มากยิ่งขึ้น เพราะ ธอส. และ บตท. ต่างดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก จึงเชื่อว่าจะสามารถนำจุดแข็งของทั้ง 2 หน่วยงานมาร่วมกันสนับสนุนพันธกิจของ ธอส. “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ด้วยการนำความเชี่ยวชาญของ บตท. ในด้านการออกตราสารทางการเงินที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลังมาออกเป็นหุ้นกู้ หรือ Mortgage-Backed Securities : MBS มาเป็นส่วนหนึ่งในการปรับให้อายุของหนี้สินและสินทรัพย์ (Maturity Mismatch) ให้มีความสัมพันธ์กันได้ยิ่งขึ้น นำไปสู่การปล่อยสินเชื่อในระยะยาวให้แก่ประชาชนสามารถสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวมและประเทศชาติ ซึ่งที่ผ่านมา ธอส. ได้ประสานงานกับ บตท. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ปฏิบัติงานและลูกค้าของทั้ง 2 องค์กรอย่างเท่าเทียม และทั้ง 2 หน่วยงานจะร่วมกันดำเนินการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 270 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป

“ด้วยความแข็งแกร่งของ ธอส. ในปัจจุบัน ซึ่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างรวม 1,256,305 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 1,300,881 ล้านบาท และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ยังอยู่ที่ระดับแข็งแกร่ง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 อยู่ที่ 15.26% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้เชื่อว่าการควบรวมกิจการกับ บตท. ในครั้งนี้ แม้อาจทำให้ธนาคารมีต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นด้วยจำนวนบุคลากรที่เพิ่มขึ้นจำนวนประมาณ 90 อัตรา และการตั้งสำรองจากกรณีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2,600 ล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อรวมกว่า 14,000 ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกัน กิจการหรือธุรกรรมต่างๆ ของ บตท. จะมีส่วนช่วยให้ ธอส. มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจ ฐานลูกค้า และสินทรัพย์รวมที่เพิ่มมากขึ้นได้เช่นกัน” นายกมลภพ กล่าว 

นายกรพล ชินพัฒน์ รักษาการผู้จัดการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) กล่าวว่า บตท. ก่อตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ.2540 ด้วยทุนประเดิมจากกระทรวงการคลัง 1,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2540 เป็นช่วงที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ประสบปัญหาการ ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง บตท. จึงมีหน้าที่หลักในการเข้าไปช่วยสนับสนุนสภาพคล่องและลดภาระในการดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ด้วยการรับซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) โดยการออก MBS ซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาตลาดตราสารหนี้ และตลาดทุน รวมถึงเป็นการสนับสนุนการพัฒนาภาคอสังหาริมทรัพย์ในทางอ้อม โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 บตท. มีสินทรัพย์รวม 15,339 ล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 16% และมีตราสารหนี้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์คงค้างที่เป็นหุ้นกู้มีหลักประกันจำนวน 9,455.33 ล้านบาท โดยเชื่อว่าการที่ บตท. เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ ธอส. ในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อลูกค้า ประชาชน ภาคอสังหาริมทรัพย์ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และจะไม่เกิดผลกระทบใดๆ กับลูกค้าสินเชื่อบ้าน นักลงทุน และคู่ค้าของ บตท. เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวเป็นการโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน ทุน ภาระผูกพัน และบุคลากรของ บตท. ไปยัง ธอส.

สำหรับการติดต่อธุรกรรมกับ บตท. ยังสามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Line Official Account : @smc.or.th, Facebook : บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย SMC, เว็บไซต์ www.smc.or.th, อีเมล contactcenter@smc.or.th ส่วนลูกค้าของ ธอส. สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และเว็บไซต์ www.ghbank.co.th




กำลังโหลดความคิดเห็น...