xs
xsm
sm
md
lg

“ขึ้นบัญชีดำ (ในใจ) ไทยพัฒนาฯ” ... ชุมชนคนหุ้น By สุนันท์ ศรีจันทรา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


การลงทุนซื้อหุ้นบริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) ของบริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพ่งเล็ง เพราะรายการนี้เข้าข่ายความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และเป็นรายการที่มีลักษณะวาระซ่อนเร้น

ผู้ถือหุ้นใหญ่ “ฮอท พอท” ได้เสนอขายหุ้นจำนวน 41.50 ล้านหุ้น หรือ 10.22% ของทุนจดทะเบียนผ่าน นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ไทยพัฒนาโรงงานฯ โดยนายอภิชัย ซื้อไว้เองจำนวน 32.40 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 7.98% ของทุนจดทะเบียน ในราคาหุ้นละ 2.80 บาท และได้เสนอ หรือสะกิดให้ผู้บริหารบริษัท ไทยพัฒนาฯ ซื้อหุ้นฮอท พอท ตามอีกจำนวน 9.10ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 2.24 % ของทุนจดทะเบียน
 
ผู้ถือหุ้นใหญ่ฮอท พอท และผู้ถือหุ้นใหญ่ไทยพัฒนาฯ น่าจะมีความสัมพันธ์มักคุ้นกันอย่างดี จึงเจรจาซื้อขายหุ้นโดยอาจมีข้อตกลง หรือเงื่อนไขอื่นอันไม่เป็นที่เปิดเผยแลกเปลี่ยน ก่อนหน้านั้น มีข่าวลือถึงการซื้อหุ้น “ฮอท พอท” และตลาดหลักทรัพย์ได้เคยสอบถามไปแล้ว ซึ่งบริษัท ไทยพัฒนาฯ ปฏิเสธข่าวการเข้าซื้อหุ้น แต่ผ่านไปเพียง 3 สัปดาห์ คณะกรรมการบริษัทฯ ก็ลงมติซื้อหุ้น “ฮอท พอท” ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องจี้ให้ไทยพัฒนาฯ แจกแจงถึงประเด็นที่น่าสงสัยอีกครั้ง
 
ประเด็นที่ตลาดหลักทรัพย์สั่งให้แจงคือ
1.การลงทุนใน ฮอท พอท มีขั้นตอนดําเนินการอย่างไร ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัทเมื่อใด และนายอภิชัย มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการตัดสินใจลงทุนหรือไม่

2.ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทต่อกรณีลงทุนในหุ้นฮอท พอท สัดส่วน 2.24% พร้อมกับประธานกรรมการบริหารบริษัทนั้น มีความเหมาะสม และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทอย่างไร และมีแนวทางขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไร

3.สาเหตุ หรือเหตุผลที่บริษัทได้แจ้งปฏิเสธข่าวการพิจารณาเข้าลงทุนใน ฮอท พอท แต่หลังจากนั้นเพียง 3 สัปดาห์กลับเข้าลงทุน

นายกัมพล ติยะรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพัฒนาโรงงาน ชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ ว่า นายอภิชัย ได้ถามคณะกรรมการการลงทุนของบริษัทฯ ซึ่งมีจำนวน 3 คน รวมทั้งนายอภิชัย ว่า สนใจลงทุนหุ้นฮอท พอท หรือไม่ ก่อนที่คณะกรรมการการลงทุน 2 คน จะนำเข้าที่ประชุมพิจารณา โดยไม่มี นายอภิชัย ประชุมด้วย และอนุมัติการเข้าซื้อหุ้น เพราะเห็นว่าราคาที่เสนอขายหุ้นละ 2.80 บาทนั้น เป็นราคาที่เหมาะสม สามารถสร้างผลตอบแทนให้บริษัทได้ เนื่องจากเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยราคาหุ้นฮอท พอท เฉลี่ยย้อนหลัง 15 วัน อยู่ที่หุ้นละ 3.02 บาท

ส่วนการลงทุนในหุ้นฮอท พอท พร้อม นายอภิชัย นั้นจะไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เพราะมติคณะกรรมการการลงทุนนั้น นายอภิชัย ไมได้ร่วมประชุมด้วย และการลงทุนของบริษัทจะเน้นการลงทุนระยะสั้น ขณะที่นายอภิชัย จะลงทุนระยะปานกลาง หรือระยะยาว

สำหรับประเด็นสุดท้าย ทำไมจึงปฏิเสธข่าวการซื้อหุ้นในครั้งแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ถามนั้น นายกัมพล อ้างว่า ในช่วงเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์สอบถามยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทฯ ว่า จะมีการซื้อหุ้นฮอท พอท แต่เมื่อนายอภิชัย เจรจาตกลงกับผู้ถือหุ้นใหญ่ฮอท พอท แล้วจึงแจ้งให้บริษัทฯ ทราบในภายหลัง

คำชี้แจงของไทยพัฒนาฯ ฟังดูง่ายดี แต่ไม่ทำให้นักลงทุนสิ้นสงสัยในธุรกรรมการลงทุนครั้งนี้ และเชื่อกันว่าน่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ลึกซึ้งไปกว่าเหตุผลที่ฝ่ายบริหารบริษัท ไทยพัฒนาโรงงาน อธิบายมา คำถามที่ฝ่ายบริหารไทยพัฒนา ยังตอบไม่หมดคือเมื่อตลาดหลักทรัพย์สอบถามถึงข่าวการซื้อหุ้นฮอท พอท ครั้งแรก ทำไมฝ่ายบริหารบริษัทฯ จึงไม่สอบถามไปยังนายอภิชัย หรือกลุ่มเตชะอุบล ที่ถือหุ้นใหญ่ และถ้านายอภิชัย ไม่ซื้อหุ้นฮอท พอท ไม่ส่งสัญญาณให้ฝ่ายบริหารบริษัท ไทยพัฒนาฯ ซื้อตาม ฝ่ายบริหารจะนำประเด็นการเสนอขายหุ้นฮอท พอท เข้าพิจารณาหรือไม่

สุดท้าย เหตุผลในการตัดสินลงทุนซื้อหุ้นฮอท พอท โดยหวังว่าจะหาผลตอบแทนระยะสั้นจากส่วนต่างราคาหุ้นนั้น ฝ่ายบริหารบริษัทมีหลักประกันความมั่นใจในผลตอบแทนอย่างไร จะรอใครปั่นหุ้นฮอท พอท ขึ้นไปใช่หรือไม่ เพราะเป็นที่รับรู้กันอยู่ว่า ฮอท พอท เป็นหุ้นร้อน ไม่มีปัจจัยพื้นฐานในการคำนวณความเหมาะสมของราคา เพราะขาดทุนต่อเนื่อง และไม่จ่ายเงินปันผลมาหลายปี การที่ผู้บริหารบริษัทเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง และพอร์ตของบริษัทเข้าไปซื้อตาม เคยเป็นหนึ่งในช่องทางการหาประโยชน์จากการซื้อขายหุ้นในอดีต โดยผู้ที่เก็บเกี่ยวกำไรจากหุ้นที่เข้าไปลงทุนจะเป็นผู้บริหารบริษัทที่ซื้อหุ้นไว้ก่อน และพอร์ตบริษัทซื้อตามเพื่อไล่ราคาหุ้น

นายอภิชัย จะลงทุนส่วนตัว ซื้อหุ้นฮอท พอท เพื่อหวังเก็งกำไรระยะสั้นคงไม่มีใครว่า เพราะเป็นเงินของ นายอภิชัย แต่การนำเงินของบริษัทไทยพัฒนาโรงงาน ไปเล่นหุ้นฮอท พอท ตามนายอภิชัย นั้นไม่น่าจะเหมาะสมนัก เพราะไทยพัฒนาฯ เป็นของผู้ถือหุ้นกว่า 7 พันคน ซึ่งถือหุ้นรวมกันกว่า 50% ถ้าฝ่ายบริหารเพียงคน 2 คน ตัดสินใจเพราะใบสั่งผู้ถือหุ้นใหญ่เพียงคนเดียว และเกิดความเสียหายตามมา ผู้ถือหุ้นรายย่อยทั้งหมดจะต้องรับเคราะห์ และปัจจุบันผู้ถือหุ้นไทยพัฒนาฯ ใกล้จะรับเคราะห์แล้ว เพราะราคาหุ้นฮอท พอท ย่อมาเหลือประมาณ 2.80 บาทเศษเท่านั้น

การเป็นบริษัทมหาชน การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่กลับทำมาหากินกับการเก็งกำไรระยะสั้นจากการเล่นหุ้นไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะหุ้นฮอท พอท ซึ่งไม่สามารถคำนวณราคาหุ้นที่แหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานได้ ทั้งหุ้นไทยพัฒนาฯ และหุ้นฮอท พอท อันที่จริงแล้วฐานะไม่แตกต่างกันนัก โดยเป็นหุ้นร้อนเหมือนกัน มีการสร้างข่าวจุดพลุเก็งกำไรเป็นพักๆ ขณะที่ผลประกอบการหุ่นทั้ง 2 ตัว ขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี ไม่จ่ายปันผลมานาน

การที่ นายอภิชัย ลงทุนซื้อหุ้นฮอท พอท ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหุ้นไทยพัฒนาฯ ที่นายอภิชัย ถือหุ้นใหญ่ และควบคุมอำนาจการบริหารมีพฤติกรรมไม่แตกต่างจากหุ้นฮอท พอท เท่าใด เป็นเจ้ามือหุ้นร้อนอย่างหุ้นไทยพัฒนา เมื่อลุยเข้าไปเล่นหุ้นร้อนอย่าง “ฮอท พอท” ไม่มีใครติดใจสงสัยในพฤติกรรม นายอภิชัย แต่การนำเงินของผู้ถือหุ้นรายย่อยไทยพัฒนาฯ ตามไปลงทุนในหุ้นฮอท พอท ด้วยนี่สิเป็นธุรกรรมที่แปลกๆ

แม้จะมีพฤติกรรมที่ชวนให้สงสัย แต่ตลาดหลักทรัพย์คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากเหล่ตามอง ได้แต่ขึ้นบัญชีดำฝ่ายบริหารบริษัทไทยพัฒนาโรงงาน ไว้ในใจเท่านั้น คราวนี้รอดตัวไป คราวหน้าอย่าพลาดแล้วกัน
 
ชุมชนคนหุ้น ... สุนันท์ ศรีจันทรา
กำลังโหลดความคิดเห็น...