ผู้บริหารสีเบเยอร์ฯ ยอมการบริหารธุรกิจต้องประเมินทุก 3 วัน หลังไม่มีใครคาดการณ์การเมืองจะจบอย่างไร ชี้ตลาดสีทาอาคารปีนี้อย่างเก่งเติบโต 5% ชี้บริษัทมีบุญเก่าที่สะสมมาดี ภาวะตลาดรวมสีซบกระทบธุรกิจน้อย เผยปี 56 ตลาดสีเติบโตลดลง 10% มูลค่าตลาดรวมปรับลงมาอยู่ที่ 15,500 ล้านบาท เหตุการเมือง นโยบายประชานิยม คนก่อหนี้ได้ง่าย กำลังซื้อล่วงหน้าถูกใช้หลังผ่านอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ เดินหน้ารุกตลาดสีพรีเมียม วางเป้าปีนี้ออก 10 ผลิตภัณฑ์ เผยแผนลงทุนรวมกับเอสซีจีในอินโดฯ ยังไม่คืบ
นายวรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ รองประธานบริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ กล่าวด้วยความเป็นห่วงว่า ในปีนี้ไม่มีผู้ใดจะประเมินได้ว่าวิกฤตการเมืองจะจบลงเมื่อไร ซึ่งการดำเนินธุรกิจในภาวะสถานการณ์แบบนี้จะต้องประเมินในระยะ 3 วัน มากกว่าที่จะประเมินในระยะยาวได้ โดยที่ตลาดสีในปีนี้น่าจะเติบโตได้ไม่มากนักอย่างเก่งน่าจะอยู่ประมาณ 5% ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้ว หรืออาจจะลดลง 5% จากปีที่ผ่านมา
“ปีนี้เป็นปีที่พิสูจน์ความสามารถของผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจที่มีการทำตลาดแบบต่อนื่องอาจจะได้รับผลกระทบน้อย แต่หากเป็นธุรกิจที่มีการทำตลาดแบบฉาบฉวยจะได้รับผลกระทบค่อนข้ามาก สำหรับบริษัทถือว่ามีบุญเก่าที่สะสมมาดี และมีจุดแข็งตรงที่ความยืดหยุ่นในด้านการบริหารงาน และที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา”
สำหรับภาพรวมของตลาดสีทาอาคารในปี 2556 ที่ผ่านมา เติบโตลดลง 10% ทำให้มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 15,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมากจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ประกอบกับมีปัจจัยลบในด้านอื่นเข้ามาเสริมได้ หนี้สินครัวเรือนของผู้บริโภคในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา มีสัดส่วนที่สูงมากขึ้น เนื่องจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่าย ทำให้ใช้จ่ายเกินกำลัง จนในปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่าย มีการประหยัดมากขึ้น เลือกเน้นในสิ่งที่จำเป็นที่เป็นปัจจัยสี่ อีกทั้งหลังผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 55 เกิดการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยกันมาก ซึ่งส่วนนี้เป็นการดึงกำลังซื้อล่วงหน้าไป ทำให้ความต้องการในการปรับปรุงอาคารในปี56ลดลงไปด้วย
“ผลประกอบการของบริษัทสีเบเยอร์ในปี 56 สามารถทำยอดขายได้ 4,200 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 7% จากเป้าที่ตั้งไว้ 4,800 ล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งตลาดขยับมาอยู่ที่ 25% ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ และสอบผ่านในช่วงเศรษฐกิจขาลง และสวนทางกับภาพรวมของตลาดสีที่ลดลงไป 10% เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะเน้นเจาะตลาดสีพรีเมียมเป็นหลัก”
วางเป้าผลักดันสินค้าพรีเมียมสู่ตลาด 10 รายการ
สำหรับในปี 2557 นี้ ทางกลุ่มมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ประมาณ 10 รายการ ล่าสุดเปิดตัวไปแล้ว 2 รายการ คือ BegerShield Art Effects (สีเบเยอร์ชิลด์ อาร์ท เอฟเฟ็กซ์) นวัตกรรมสีสร้างลายนำเข้าจากอิตาลีใหม่ล่าสุด ให้รังสรรค์ลวดลายศิลปะบนผนังห้องได้ด้วยตัวเอง อย่างมีเอกลักษณ์ มีให้เลือก 6-7 ลาย ราคาอยู่ที่ 2,500-3,000 บาท และ Beger Aqua Series นวัตกรรมสีงานไม้สูตรน้ำ ให้คุณทาสีง่าย แห้งเร็ว กลิ่นไม่ฉุน ปราศจากสารโลหะหนัก ด้วยมาตรฐานยุโรป EN71 ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ราคาเริ่มต้นที่ 1,000 กว่าบาท
นอกจากนี้ ในปีนี้ยังทุ่มงบการตลาดประมาณ 400 ล้านบาท ในการประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น Beger BeYours ที่เปิดกว้างให้แก่ทุกจินตนาการได้ระบายไอเดียแบบไม่จำกัด ปฏิวัติทุกทฤษฎีสีที่เคยมีมา ให้คุณกล้าที่จะแตกต่างอย่างลงตัว สไตล์ Beger BeYours ด้วยการพัฒนาหลากหลายนวัตกรรมมาอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องขายสีหยอดเหรียญอัตโนมัติ (BeYours Color @ Home) เทคโนโลยีใหม่สุดล้ำ จะทำให้การเลือกทาสีบ้านง่ายขึ้น เพื่อให้ได้เฉดสีที่ถูกใจก่อนตัดสินใจซื้อ หรือสามารถสั่งซื้อแบบ Online ผ่าน www.begerbeyours.com เฉดสีโปรดของคุณจะถูกส่งตรงถึงบ้านภายใน 24 ชม. โปรแกรมออกแบบสีบ้าน Beger BeYours Simulation ให้ได้ลองมิกซ์แอนด์แมตช์คู่สีโปรดอย่างสะดวกสบายที่ www.beger.co.th พร้อมระบบคำนวณปริมาณสีที่ต้องใช้ หรือจะเลือกใช้บริการออกแบบสีบ้าน Beger Color Design Service โดยผู้เชี่ยวชาญการออกแบบระดับมืออาชีพที่พร้อมให้คำแนะนำการออกแบบสีบ้านให้คุณ อุปกรณ์อ่านเฉดสี Beger BeYours Color Reader ช่วยอ่านค่าเฉดสี บอกเบอร์เฉดสีที่ลูกค้าชอบ จากตัวอย่างเฉดสีโปรดที่ต้องการ
ปัจจุบัน เบเยอร์จำหน่ายสีทาอาคารระดับพรีเมียม สัดส่วน 70-80% ส่วนที่เหลือเป็นสีระดับกลาง และระดับล่าง 30% จากตลาดรวมสีทาอาคารที่ระดับพรีเมียม สัดส่วน 40% ระดับกลาง 30% และระดับล่าง 30% โดยปีนี้กลุ่มเบเยอร์ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรวมสีทาอาคารในปี2557 เพิ่มอีก 1% เป็น 26% อีกทั้งคาดว่าภายในระยะเวลา 3-5 ปี จะเพิ่มสัดส่วนสีระดับพรีเมียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคตลาดพรีเมียมเริ่มเปลี่ยนเข้ามามีบทบาทในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น อีกทั้งการเติบโตของโมเดิร์นเทรดที่มีการขยายสาขาเพิ่มมากขึ้นทุกปี
ส่วนช่องทางการจำหน่ายสินค้าในปัจจุบัน เป็นการจำหน่ายตรงผ่านโครงการอสังหาฯ สัดส่วนประมาณ 10% ซึ่งปัจจุบันธุรกิจอสังหาฯ ค่อนข้างทรงตัว การก่อสร้างล่าช้ากว่าปกติ เพราะยังมีที่อยู่อาศัยที่ยังไม่ได้โอนอีกมากมายหลายยูนิต แต่ถ้าหากเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว ก็จะเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาฯ ได้ในไตรมาส4/57 หรือไตรมาส1/58 ส่วนช่องทางการจำหน่ายอีก 90% จะเป็นการทำตลาดผ่านดีลเลอร์ ที่ปัจจุบันมีจำนวน 2,000 ราย
“การแข่งขันของตลาดสีทาอาคารในปีนี้จะมีการจัดโปรโมชันที่รุนแรงในตลาดระดับพรีเมียมมากขึ้น เนื่องจากความต้องการในตลาดลดลง อันเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว”
ทางด้านโรงงานในปีนี้มีแผนใช้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงไลน์การผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบัน ทางโรงงานมีการใช้กำลังการผลิตที่ 60-70%
ส่วนความคืบหน้าแผนการลงทุนสร้างโรงงานผลิตสีร่วมกับกลุ่มเอสซีจี ที่ประเทศอินโดนีเซียนั้นขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า อันเนื่องมาจากปัญหาการเมืองของทั้ง 2 ประเทศ คาดว่าประมาณเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน 2557 นี้จะสามารถเข้าไปเริ่มดำเนินการได้บ้าง
สำหรับตลาดการส่งออก ปัจจุบันได้เริ่มทำตลาดประเทศแถบอินโดจีน ในสัดส่วนเกือบ 10% ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะสามารถทำตลาดได้มากกว่า 10% แต่ทั้งนี้ มองว่าตลาดในประเทศไทยยังสามารถเติบโตได้สูง เพราะตลาดสีทาอาคารยังสามารถโตได้อีกถึง 40,000-50,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ทางบริษัทได้ตั้งเป้าให้มีการเติบโตที่ 10% หรือคิดเป็นยอดขายที่4,600 ล้านบาท



