xs
xsm
sm
md
lg

จริงหรือเท็จ! 2 พยานใหม่คดี ‘บอส กระทิงแดง’ หวั่นเป็น ‘มวยล้ม’ ดึงมวลชนลงถนน!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ม.รังสิต อดีตอาจารย์โรงเรียนนายร้อย ตีแผ่หลักฐานคดี ‘บอส อยู่วิทยา’ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว และจุดเปลี่ยนจาก กมธ.ชุด ‘น้องบิ๊กป้อม’ เข้าข่าย ‘ผู้มีอิทธิพลทางความคิด’ พร้อมจับตาการปั้น 2 พยานเท็จหรือไม่? แนะญาติผู้ตายยังสามารถฟ้องศาลได้ ถามหากผลสอบชุด ‘ศ.วิชา มหาคุณ’ สรุปออกมา บิ๊กตู่จะกล้าจัดการหรือไม่ ด้าน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แจงเชื่อมั่นชุด ‘วิชา มหาคุณ’ แต่เป็นห่วง 3 ประเด็นใหญ่ เพราะคำสั่ง ‘บิ๊กตู่’ มัดมือกรรมการ ทำงานได้ยาก หวั่นเป็นมวยล้มต้มคนดู จุดชนวนคนลงถนนมากขึ้น! 

กรณีการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา (บอส) ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ที่ขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อปี 2555 สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกระบวนการยุติธรรม จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการพิจารณาคดี รวมทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีสั่งไม่ฟ้องถึง 3 คณะ ซึ่งมีทั้งชุดอัยการ ชุดตำรวจ และชุดของนายกรัฐมนตรี

นายวรยุทธ อยู่วิทยา (บอส)
จากนี้ไปประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากผลสอบของชุดนายกรัฐมนตรีที่มี ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ ที่สังคมเชื่อมั่นออกมาแล้ว ผู้มีอำนาจจะสามารถดำเนินการตามความเห็นได้หรือไม่? และหากไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย

ส่วนคดีนี้ผู้เสียหาย หรือญาติของ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ยังมีโอกาสต่อสู้ในทางคดีได้หรือไม่? และอะไรคือพิรุธที่ช่วยให้ ‘บอส’ ไม่มีความผิด

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีและประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต บอกว่า คดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา มีข้อพิรุธตั้งแต่ในชั้นของพนักงานสอบสวน เมื่อปี 2555 เริ่มตั้งแต่มีการนำตัวพ่อบ้านมารับผิดแทน สังคมก็ต้องมาดูกันต่อไปว่า ทำไมในเวลานั้นตำรวจจึงเอาตัวพ่อบ้านมารับผิด

แต่การสอบสวนลึกลงไปจะเห็นว่าพ่อบ้านไม่ใช่ผู้กระทำผิดจริง เพราะให้การไม่สอดคล้องกับหลักฐานที่ปรากฏในที่เกิดเหตุ

“พ่อบ้านก็บอกเองว่ามารับผิดแทนนาย ทำให้รู้ว่าคนผิดคือ นายบอส”

นั่นคือการจุดประเด็นความสนใจทางสังคมครั้งแรกในช่วงเกิดเหตุที่มีการนำพ่อบ้านมารับผิดแทน


รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล
ประเด็นต่อมา คือ การตรวจร่องรอยหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุ จากกองพิสูจน์หลักฐาน และมีการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ร่องรอยความเสียหายทางวิทยาการ การชนของรถ และคำนวณหาความเร็วของรถเฟอร์รารี ที่นายบอส ขับมาด้วยความเร็วประมาณ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดคือ ร่องรอย Safety Belt รัดตรงรอยจ้ำแดงในตัวของนายบอส !

ตรงนี้ทั้งผู้เชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์และแผนกสอบสวนของตำรวจ ก็พบว่า มีร่องรอยเกิดขึ้นในตัวของนายบอสเช่นกัน ประกอบกับพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวนายบอส ไปตรวจหาสารเสพติดและปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดซึ่งปรากฏว่ามีสารออกฤทธิ์ประเภทโคเคน ตามที่โรงพยาบาลรามาฯ แจ้งไปยัง สน.ทองหล่อ

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงนำไปสู่การสั่งฟ้องและศาลออกหมายจับนายบอส!

ส่วนประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2562 ที่มีพยานใหม่เกิดขึ้น 2 ปาก คือ พล.อ.ท.จักกฤช ถนอมกุลบุตร และนายจารุชาติ มาดทอง (เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 30 ก.ค.2563)

ตรงนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่สังคมตั้งคำถามเป็นครั้งที่ 2 ว่าทำไมเรื่องราวผ่านมาถึง 7 ปี พยานใหม่จึงเพิ่งจะโผล่มา และพยานจำคำให้การได้ดีด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นายบอส ก็ได้ร้องขอความเป็นธรรมไปยังอัยการสูงสุด และมีการร้องไปที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2557 (สนช.) ที่มี พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชายของ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ อธิบายว่า ข้อมูลที่เกิดขึ้นในการพิจารณาของ กมธ.ชุดที่น้องบิ๊กป้อม เป็นประธาน น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของคดีที่นำไปสู่การสั่งไม่ฟ้องนายบอส เพราะมีการสอบกันใหม่ มีการนำความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอีกคนมาหักล้างกับข้อเท็จจริงเดิมที่มีการสอบไว้ ณ สถานที่เกิดเหตุ

ดังนั้น คณะกรรมการที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงต้องตรวจสอบในประเด็นเหล่านี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นธรรม ซึ่งเรื่องนี้สังคมก็ต้องติดตามดู ประกอบด้วย

1.กระบวนการสอบสวนที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เกิดเหตุ มีทั้งผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มาตรวจที่เกิดเหตุ การตรวจพิสูจน์ความเร็วตามหลักฟิสิกส์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตรงนี้น่าจะมีน้ำหนักมากกว่า ที่เวลาผ่านไปถึง 7 ปี แล้วมีประจักษ์พยานใหม่ที่ทำให้หลักฐานเปลี่ยน

“เรื่องนี้กรรมการก็ต้องทำความจริงให้กระจ่าง แค่เรื่องความเร็วของรถเดิมวิ่งด้วยความเร็วจาก 177 กม.ต่อชั่วโมง แต่หลักฐานใหม่ ไม่เกิน 80 กม.ต่อชั่วโมง ร่องรอยการชนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต้องชัด”

สำหรับเรื่องของประจักษ์พยานใหม่ 2 คน ที่เห็นรถวิ่ง ก็ต้องสอบให้ลึกว่าทำไม? ช่วงเกิดเหตุใหม่ๆ จึงไม่มาให้การต่อพนักงานสอบสวน

“ตรงนี้เป็นเรื่องผิดปกติ ในการทำสำนวนก็ต้องมาดูว่า ถ้าอัยการรับฟังความเห็นพยานที่พบใหม่ และผู้เชี่ยวชาญที่มาให้ความเห็นใหม่ ทั้งที่ได้ข้อยุติแล้ว ถ้าเขาเห็นด้วยกับความเห็นตรงนั้น ก็ต้องมาดูต่อว่า พยาน 2 คนนั้นจริงๆ แล้วอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงหรือไม่ หรือเป็นพยานที่เสกสรรปั้นแต่งและผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลจากการคำนวณจาก 177 กม.ต่อชั่วโมง มาเหลือ 70-80 กม.ต่อชั่วโมง มันน่าสงสัย”


แต่หากมาดูร่องรอยการชนของรถเฟอร์รารี ชนกระจกหน้าแตก ฝากระโปรงยุบขนาดนั้น ก็ไม่น่าจะชนด้วยความเร็วของรถ 70-80 กม.ต่อชั่วโมงแน่ เพราะมีการคำนวณจากหลักฟิสิกส์ ตั้งแต่การวิ่งจนกระทั่งจุดชน ใช้หลักการคำนวณ ก็สามารถคำนวณอัตราความเร็วได้เลย

นั่นหมายความว่าที่พูดมาทั้งหมด ไม่ว่าพยานบุคคลที่มีการให้ปากคำ หรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่มีการสอบไปแล้วอาจจะไม่สอดคล้องต่อเท็จจริงที่มีการสอบสวนตั้งแต่ 7 ปีก่อน และมีการรวบรวมหลักฐานไว้ อาจจะต้องมีการรื้อฟื้น เพราะมีความแตกต่างในด้านหลักฐาน

“ก็ต้องมาดูเปรียบเทียบกัน ทำไม่ถึงมีความแตกต่าง เพราะสำนวนเขามีความเห็นไปแล้วจนกระทั่งฟ้อง ออกหมายจับไปแล้ว แต่สุดท้ายมีการสั่งไม่ฟ้อง”

2.ในการใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ สั่งไม่ฟ้องนายบอส ในข้อหาล่าสุดคือขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหายและทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ที่ยังไม่ขาดอายุความนั้น ก็ต้องมาดูว่า คำว่าการใช้ดุลพินิจต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ไม่ใช่ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ

3.ต้องยอมรับว่า ผู้ต้องหาคือนายบอส เป็นทายาทมหาเศรษฐี และต้องยอมรับว่าสังคมไทยมีความแตกต่างเหลื่อมล้ำทางด้านสถานภาพทางสังคม ระหว่างคนรวย กับคนจน และตรงนี้ก็ต้องยอมรับต่อไปว่ายังส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำด้านความยุติธรรมของคนในสังคมด้วย จึงนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกฎหมาย ที่ปรากฏให้เห็นในงานวิจัยมากมาย

“ข้อนี้สำคัญมาก คนรวย คนจน นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านความยุติธรรมตามมา จึงเป็นเหตุให้สังคมมีคำถามเกิดขึ้นต่อคดีของนายบอส มากมาย”

4.เรื่องของจรรยาบรรณ และจริยธรรมในวิชาชีพมีความสำคัญมาก จะต้องมีความหนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร หากคนถือกฎหมายไม่มีความเป็นธรรมแล้ว การบังคับใช้กฎหมายก็ไม่มีความเป็นธรรม ดังนั้น คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือคนอื่นที่มองว่าการบริหารจัดการของรัฐไม่ได้รับความเป็นธรรม คนอื่นๆ ก็จะมาเรียกร้องก็จะเกิดเป็นกระแสขึ้นมาได้


สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอัยการก็ต้องอธิบายให้สังคมได้เข้าใจว่าเหตุใดจึงสั่งไม่ฟ้องนายบอส และตำรวจมีเหตุผลอะไร ก็ต้องทำความจริงให้กระจ่าง และการที่รัฐบาลบิ๊กตู่ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญานายบอส ที่มี ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ และคนนอกรวม 10 คน ขึ้นมาสอบสวน ชี้ให้เห็นถึงความโปร่งใส จึงเป็นที่คาดหวังของสังคมเช่นกัน

“แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าคณะกรรมการชุดอาจารย์วิชา สรุปผลออกมาอย่างไรแล้วผู้มีอำนาจจะกล้าตัดสินใจหรือสั่งการหรือไม่ แต่ถ้าไม่กล้าสั่งการ ก็ไม่มีความเป็นธรรมอยู่ดี พูดง่ายๆ ตั้งกรรมการให้ดูดี แต่ถ้าไม่ทำ ก็เหมือนกับหลอกชาวบ้าน”

ยกตัวอย่างในการใช้อำนาจบริหารของนายกฯ บิ๊กตู่ หากการสอบสวนของคณะกรรมการฯ พบว่ามีการใช้อำนาจเพื่อนำไปสู่การทุจริต บิ๊กตู่ ก็สามารถใช้อำนาจทางการบริหารมาพิสูจน์ให้เห็นชัดเจน ว่าการทุจริตครั้งนี้มีการโยงใยอย่างไรและใครเกี่ยวข้องบ้าง ที่ทำให้เกิดการใช้ดุลพินิจเช่นนั้น

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ บอกอีกว่า ถึงวันนี้ญาติของ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ยังสามารถยื่นฟ้องต่อศาลโดยตรงได้ เพราะคดียังไม่ขาดอายุความ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าญาติผู้เสียหายจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง ซึ่งตอนนี้เริ่มมีทนายออกมาจะช่วยฟ้องคดีให้ ซึ่งคดีนี้เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจติดตามก็น่าจะทำให้การทำงานชัดเจนมากขึ้น

“คดีนี้ยังไม่ได้ตัดสิทธิผู้เสียหาย ยื่นฟ้องโดยตรงได้ แม้ว่าอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง แต่ขอให้คดีนี้ขึ้นสู่ชั้นศาลได้ พยานหลักฐานจะได้รับการพิสูจน์ และยอมรับมากขึ้น”

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย
ส่วนเหตุใดความเห็นของ กมธ.จึงเป็นจุดเปลี่ยนของคดีนี้ จนนำไปสู่การสั่งไม่ฟ้องได้นั้น ก็ต้องไปดูความเห็นของ กมธ.เพราะตามหลักทั่วไป ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ซึ่ง กมธ.ที่ตั้งขึ้นมานั้น เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหา ผู้กระทำผิดสามารถร้องเรียนได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กมธ.อยู่เหนือกฎหมาย

“ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เพียงแต่ว่ามันอาจจะมีอะไรที่เหนือกฎหมาย ที่เรียกว่า ผู้มีอิทธิพลทางความคิดทางการตัดสินใจ เพราะประธานชุดนี้เป็นญาติกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงเป็นเหตุให้สังคมตั้งคำถาม”

ดังนั้น หากผลสอบออกมาแล้ว บิ๊กตู่ไม่กล้าดำเนินการอะไรก็อาจจะเป็นเหตุให้การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ มีมากขึ้น ด้วยการหยิบยกเรื่องของความเหลื่อมล้ำด้านความยุติธรรมไปขยายวงกว้างมากขึ้น

ด้าน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มองว่า คณะกรรมการทั้ง 3 คณะที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในการทำคดีของนายบอสนั้น มีเพียงคณะของนายวิชา มหาคุณ เพียงคณะเดียวที่มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นการตรวจสอบโดยคนนอก และนายวิชา ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะมีประวัติการทำงานด้านการตรวจสอบที่โปร่งใส ได้รับความเชื่อถือจากสังคม ส่วนคณะกรรมการชุดตำรวจและชุดของอัยการ มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือเพราะเป็นการสอบกันเองภายใน และมีลักษณะของการตั้งลูกน้องไปสอบเจ้านายซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ดี การทำงานของคณะกรรมการของนายวิชา ก็มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงอยู่ 3 ประการ คือ

1.มีการระบุในคำสั่งว่าไม่ให้คณะกรรมการก้าวล่วงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาในการทำงาน เนื่องจากเป็นการตรวจสอบการทำหน้าที่ของอัยการ หากอัยการทำหน้าที่โดยมิชอบ คณะกรรมการของนายวิชา จะสามารถชี้ได้หรือไม่ว่าไม่ชอบ และจะถือเป็นการก้าวล่วงการทำงานหรือไม่ ?

2.ให้คณะกรรมการทำงานเพื่อให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แต่คณะกรรมการมีเวลาทำงานแค่ 30 วัน ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้

3.ให้เสนอปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่กว้างมาก แทนที่จะมุ่งเฉพาะกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายวรยุทธ ซึ่งตรงนี้อาจมีผลต่อผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง

“กังวลแทนคณะกรรมการของอาจารย์วิชา เพราะท่านเป็นคนดี แต่คำสั่งที่ออกมาเท่ากับเป็นการมัดมือคณะกรรมการ แล้วเขาจะทำงานได้อย่างไร ไม่มีความชัดเจนว่าคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่มากน้อยแค่ไหน สามารถชี้แนะวิธีแก้ปัญหาได้หรือไม่ ที่สำคัญผู้ที่แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้จะเอาผลสอบไปทำอะไร ผลสอบออกมาแล้วท่านนายกฯ จะดำเนินการต่ออย่างไร เช่น ถ้าผลสอบออกมาว่าอัยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง นายกฯ จะมีคำสั่งอย่างไร ถ้าสอบเสร็จแล้วเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่มีประโยชน์” รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุ

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ
อีกทั้งหากผลสอบออกมาแล้วนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาความไม่ธรรมในคดี ก็จะช่วยกู้วิกฤตศรัทธาที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยกลับมาได้ แต่หากเป็นมวยล้ม ก็จะเป็นการตอกย้ำว่าความยุติธรรมในสังคมไทยไม่มีอยู่จริง ซึ่งจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีนักศึกษาออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารและการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาล

“จุดที่ทำให้คดีนี้พลิกแบบหน้ามือเป็นหลังมือก็คือ การใช้พยานหลักฐาน ซึ่งพยานหลักฐานเดิมมัดตัวนายวรยุทธแน่น แต่พยานหลักฐานใหม่ที่นำมาใช้เป็นการคลายปม ทำให้รูปคดีเปลี่ยน”

ส่วนการที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของตำรวจออกมาแถลงบอกว่าคดีของนายวรยุทธ จบแล้วนั้น รศ.ดร.เจษฎ์ ชี้ว่า หากพิจารณาตามหลักกฎหมายแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

คดีจะจบได้ก็ต่อเมื่อกระบวนการทางกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและถึงที่สุด แต่กรณีนี้มันเกิดกระบวนการทำคดีที่ไม่ถูกต้อง คดีจะจบได้อย่างไร!



กำลังโหลดความคิดเห็น...