xs
xsm
sm
md
lg

เกษตรกร จ.ตรัง ปลูกข้าว 10 สายพันธุ์ในสวนยาง ได้ผลผลิตดีเยี่ยม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


 
ตรัง - กลุ่มเกษตรกรบ้านป่ากอ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง นำพื้นที่ว่างในสวนยางพารามาปลูกข้าวไร่กว่า 10 สายพันธุ์ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิดอย ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พระราชทาน รัชกาลที่ ๙ ซึ่งให้ผลผลิตดีมาก
 

 
วันนี้ (29 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเกษตรกรบ้านป่ากอ หมู่ที่ 5 ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ใช้พื้นที่ว่างในสวนยางพาราวัยอ่อน ปลูกข้าวไร่กว่า 10 สายพันธุ์ โดยมีการแบ่งปันพื้นที่เพื่อให้เพื่อนบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินได้มาช่วยกันปลูกข้าวไร่เพื่อนำออกจำหน่าย สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น ยังใช้วิธีการลงแขก และเกี่ยวข้าวด้วยแกระ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อส่งเสริมความรักความสามัคคีของคนในชุมชน ซึ่งไม่มีการว่าจ้างแต่อย่างใด
 

 
ขณะเดียวกัน ยังมีการนำข้าวหอมมะลิดอย ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งพระราชทานแก่ชาวเขาที่ จ.น่าน แต่ชาวบ้านขอแบ่งมาปลูกที่ จ.ตรัง เมื่อปี 2552 ปรากฏว่า ได้ผลดี จึงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ และขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้น จนมีเพียงพอสำหรับการบริโภคในครัวเรือนได้ตลอดทั้งปี ส่วนที่เหลือนำออกจำหน่าย สร้างรายได้ตั้งแต่ 15,000-35,000 บาทต่อปี พร้อมทั้งยังมีการปลูกข้าวเหนียวขาว และข้าวเหนียวดำ เช่น พันธุ์ลืมผัว หอมนิน ไรซ์เบอรี่ ดำหมอ และอื่นๆ เพื่อนำมาทำข้าวเม่าส่งขายทั้งใน และนอกพื้นที่ สร้างรายได้เสริมได้อีกทางหนึ่งด้วย
 

 
ทั้งนี้ ข้าวแต่ละสายพันธุ์จะให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 200-250 กิโลกรัมต่อไร่ โดย 1 ปี จะปลูกข้าวไร่เพียง 1 ครั้ง แต่ปลูกในพื้นที่สวนยางพาราวัยอ่อนของเกษตรกรหลายสิบราย แล้วนำผลผลิตมาแบ่งปันกันตามสัดส่วน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รู้รักสามัคคี และรู้จักช่วยเหลือกัน รวมทั้งร่วมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ ตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงตรัสไว้ ทำให้วันนี้เกษตรกรหมู่ที่ 5 ต.ปะเหลียน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
 

 
นางละม่อม สินสุภางค์ อายุ 68 ปี เจ้าของสวนยางพารา ชาวหมู่ที่ 5 ต.ปะเหลียน กล่าวว่า ตนเองได้ปลูกข้าวไร่ไว้บริโภคในครัวเรือน และนำออกจำหน่ายมา 7-8 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี 2552 โดยมีข้าวทั้งหมดกว่า 10 สายพันธุ์ หนึ่งในนั้นคือ ข้าวหอมมะลิดอย ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พระราชทานให้แก่ชาวเขาที่ จ.น่าน แต่นำมาปลูกที่ จ.ตรัง จนได้ผลดีเกินคาด และขยายพื้นที่ปลูกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายข้าวเม่าไม่ต่ำกว่า 10,000-15,000 บาท ส่วนตนขายข้าวไร่ได้ไม่ต่ำกว่า 35,000 บาทต่อปี ซึ่งแต่ละปีจะมีเกษตรกรหันมาปลูกข้าวกินเองมากขึ้น เพราะพืชผลทางการเกษตรที่นำมาขายในท้องตลาดมีราคาแพงขึ้น