xs
sm
md
lg

กระบวนการยุติธรรมที่อยุติธรรม / จรูญ หยูทอง-แสงอุทัย

เผยแพร่:



คอลัมน์ : คนคาบสมุทรมลายู

โดย...จรูญ หยูทอง-แสงอุทัย



นับตั้งแต่รัฐบาลของนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ หลังจากถูกมวลมหาประชาชนออกมาคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแบบสุดซอย และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่ายรัฐบาลตั้งโต๊ะแถลงข่าวปฏิเสธอำนาจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลรักษาการที่ขาดความชอบธรรมทั้งทางกฎหมายและการเมืองก็พยายามใช้อำนาจตามกฎหมายมาทำลายความชอบธรรมของมวลมหาประชาชน โดยผ่านองค์กรของรัฐที่ผู้นำองค์กรมีพฤติกรรมเป็น “สมุน” รับใช้อำนาจรัฐทรราชย์เสียงข้างมาก

องค์กรแรกคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ประชาชนเรียกว่า “ตะกวด” ได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่ารับใช้รัฐบาลทรราชย์ จนประเทศนี้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐตำรวจ โดยรัฐบาลใช้กองกำลังฝ่ายตำรวจเป็นกำลังหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในช่วงวิกฤติ ตำรวจถูกมองว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของความรุนแรงและการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน และตำรวจด้วยกัน รวมทั้งมวลมหาประชาชนไม่ยอมรับอำนาจของตำรวจ โดยหันไปพึ่งพาทหารในการตรวจสอบที่เกิดเหตุและเก็บพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ร้ายแรงถึงชีวิตและมีการบาดเจ็บหลายต่อหลายครั้ง

องค์กรต่อมาคือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ผู้นำองค์กรเป็นคนที่มวลมหาประชาชนเกลียดและก่นด่าประนามไม่น้อยกว่าผู้นำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือยิ่งกว่าด้วยซ้ำไป เพราะอธิบดีกรมนี้มีพฤติกรรมรับใช้อำนาจรัฐบาลทรราชย์อย่างออกนอกหน้าและน่าเกลียด โดยเฉพาะการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมาสร้างความอยุติธรรมอย่างอัปยศและน่าอดสูที่สุด นับตั้งแต่การพยายามตั้งข้อหา พยายามออกหมายจับแกนนำให้ได้ การอายัดบัญชีธนาคารพาณิชย์ของแกนนำมวลมหาประชาชน การออกมาประกาศจะใช้อำนาจศาลกักขังนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ให้ได้ด้วยทุกวิถีทาง แสดงให้เห็นถึงเจตนาของการใช้กฎหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของตนและพรรคพวก โดยไม่คึงถึงความยุติธรรมและความสงบสุขในสังคมอันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชน โดยเฉพาะกฎหมายอาญา

องค์กรต่อมาคือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ผู้นำองค์กรนี้คนปัจจุบันที่ได้ตำแหน่งมาโดยการแย่งชิงมาจากผู้นำองค์กรคนเดิมที่ถูกการเมืองสามานย์รังแก ทำให้องค์กรนี้กลายเป็นองค์กรที่รักษาความมั่นคงของรัฐบาลทรราชย์เสียงข้างมาก แทนการรักษาความมั่นคงของรัฐไปอย่างน่าเกลียด เพราะผู้นำองค์กรนี้ละเลยต่อความมั่นคงของรัฐในเรื่องความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชนในจังหวัดภาคใต้ ความปลอดภัยของมวลมหาประชาชนที่ถูกชายชุดดำที่เชื่อกันว่าส่วนหนึ่งเป็นกองกำลังจากประเทศเพื่อนบ้าน และที่น่าเศร้าใจคือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติคนนี้ใช้วาจาท้าทายถากถางมวลมหาประชาชนเป็นระยะๆ เป็นการเรียกแขกให้กับมวลมหาประชาชนมาตลอด

รัฐบาลรักษาการชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ถูกประชาชนของตนดูหมิ่นดูแคลนมากที่สุด พยายามทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของตนและนายใหญ่ที่ดูไบ โดยใช้กระบวนการยุติธรรมสร้างความอยุติธรรมต่อประชาชนที่ไม่สนับสนุน หรือคัดค้านการดำรงอยู่ของรัฐบาลอย่างมากมายมหาศาลเป็นเวลากว่าร้อยวัน โดยรัฐบาลรักษาการที่ขาดความชอบธรรมและมีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉลไม่รู้สึกรู้สา ยังยืนยันที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าก็คือพวกเขาเช่นเดิม

ความอัปยศอดสูอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลรักษาการชุดนี้ นอกเหนือจากพฤติกรรมชั่วร้ายที่รับรู้อยู่ทั่วกันอยู่แล้วคือ การพยายามทุกวิถีทางให้มีการเลือกตั้งให้ได้ ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงและทั่วถึงจากทุกสารทิศ จนนำไปสู่ความวุ่นวาย โดยเฉพาะในภาคใต้หลายเขตไม่มีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต เพราะถูกกีดกันจนไม่สามารถจะรับสมัครได้ และ ก.ก.ต.เขตหลายเขตประกาศยกเลิกการรับสมัคร จนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งในคราวเดียวกันทั่วประเทศตามพระราชกฤษฎีกาได้ เป็นปัญหาคาราคาซังให้รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องมาปรึกษาหารือกัน และรัฐบาลใช้ท่าทีข่มขู่ ก.ก.ต.ให้จัดการเลือกตั้งไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม พร้อมทั้งใช้นักวิชาการหางเครื่องของรัฐบาลมาร่วมสำทับข่มขู่ด้วยทุกครั้งที่มีการพูดคุย

ประเทศไทยในปัจจุบันถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ตกต่ำในด้านต่างๆ เป็นอันดับต้นๆ ทั้งในระดับอาเซียนและระดับโลก และเป็นอันดับท้ายๆ ในด้านดี โดยเฉพาะคุณภาพนักการเมือง การทจริตคอรัปชั่น คุณภาพการศึกษา ฯลฯ และส่วนใหญ่อันดับเหล่านี้ล้วนได้มาในสมัยรัฐบาลทักษิณและบริวารทั้งสิ้น ยิ่งสมัยรัฐบาลรักษาการของนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นยุคที่ประเทศนี้ติดอันดับโลกและอาเซียนอันดับต้นๆในด้านความตกต่ำนานาประการ



กระบวนการยุติธรรมของประเทศเริ่มต้นจากตำรวจ พนักงานสืบสวนสอบสวน จับกุมดำเนินคดีและจัดทำสำนวนการสอบสวนเบื้องต้น เพื่อส่งให้อัยการทำหน้าที่ฟ้องต่อศาล และผู้พิพากษาทำหน้าที่พิพากษาตามสำนวนของทั้งสองฝ่าย เมื่อตำรวจซึ่งเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมขาดความน่าเชื่อถือ ก็ย่อมทำให้กระบวนการยุติธรรมนั้นไม่สามารถจะสร้างความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ และยิ่งนักการเมืองที่มากำกับดูแลองค์กรต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมถูกมองว่าเป็นคนถ่อย ต้นทุนต่ำ และประกาศตัวต่อสาธารณชนทั้งโดยวาจาและพฤติกรรมว่าเต็มใจรับใช้ เป็น “ขี้ข้า” ของเผด็จการทรราชย์ที่หนีคดีไม่กล้ากลับเข้าประเทศ ยิ่งสร้างความอัปลักษณ์และอัปยศอดสูในความรู้สึกของประชาชนฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...