xs
xsm
sm
md
lg

ยาพัฒนาสมอง : ความฉลาดที่ซื้อได้ ?

เผยแพร่:   โดย: สุทัศน์ ยกส้าน


บางคนจึงใช้วิธีเสริมสมรรถภาพของสมองแบบง่ายๆ คือ ดื่มกาแฟ (แฟ้มภาพ/Jessica McGowan / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP )
มนุษย์ปักกิ่ง มนุษย์ Neanderthal มีความฉลาดน้อยกว่ามนุษย์ปัจจุบันมาก แต่เราก็ฉลาดน้อยกว่า Einstein, Pauling, Watson และ Crick มากเช่นกัน กระนั้นเราทุกคนก็ตระหนักดีว่า ถ้าจะคอยให้กระบวนการวิวัฒนาการทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป เวลาที่เหลือคงไม่นานพอจะทำให้เราฉลาดมากขึ้นได้

ดังนั้นในปี 1964 นักเภสัช - จิตวิทยา Corenliu Giurgea ชาวโรมาเนีย จึงได้เสนอให้มีการหายามากินหรือใช้อุปกรณ์ไฟฟ้ากระตุ้นสมอง เพื่อเพิ่มความสามาถ ในการเรียนรู้ และการทำงานอย่างสร้างสรรค์ เช่น แต่งเพลง เล่นดนตรี เล่นกีฬา วิจัยหรือวาดภาพ ฯลฯ ให้ดีขึ้น เพื่อให้บรรจุความฝันอันสูงสุดของแต่ละคนเป็นจริง เช่นในกรณีนักเรียน ก็อาจจะให้กินยาบำรุงสมอง ก่อนจะเข้าห้องสอบ หรือให้นำอุปกรณ์ไฟฟ้ามากระตุ้นการทำงานสมองส่วนที่เรียกว่า prefrontal cortex ให้ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้คะแนนดี เป็นต้น

แต่ความสามารถทางสติปัญญาของคนนั้นมีหลายด้าน เช่น ทางคณิตศาสตร์ ภาษา ดนตรี วิทยาศาสตร์ การกีฬา การพนัน การโกง การมีเหตุมีผล ฯลฯ ดังนั้นคำถามที่ตามมาคือ การกระตุ้นความสามารถด้านหนึ่งของสมองให้เพิ่มขึ้น จะไปกระทบกระเทือนความสามารถด้านอื่นๆหรือไม่ อย่างไร และเพียงใด นอกจากนี้การกระตุ้นสมองอย่างผิดที่ หรือมากเกินไปจะมีผลทำให้ร่างกายสูญเสียความสามารถนั้นไปอย่างถาวรหรือไม่ และถ้าการกินยากระตุ้นความสามารถในการเรียนรู้ได้จริง นั่นหมายความว่าคนที่เป็นอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อม โรคลมชัก จะสามารถจำอะไรได้แม่นยำขึ้น ใช่หรือไม่ หรือถ้าจะให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป เขาจะต้องกินยาไปจนตายใช่หรือไม่ นอกจากนี้เวลายาต่างๆ ถูกฉีดเข้าร่างกาย ใครจะมั่นใจว่า ยานั้นมิได้ทำร้ายหรือทำลายสมองส่วนใดเลย

คำตอบโดยสรุปที่เรามี ณ วันนี้ คือ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีความรู้มากพอในการอธิบายกลไกการทำงานของสมองมนุษย์ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ลึกลับและซับซ้อนมากที่สุดในเอกภพ ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า ความเป็นอัจฉริยะเกิดจากสาเหตุใด และสติสัมปชัญญะต่างๆ กับความรู้สึกด้านจริยธรรรม หรือ สันดานคอรับชั่นของคน ฯลฯ มีสมุฏฐานจากการทำงานส่วนใดของสมอง

กระนั้น เราก็รู้ว่า นิสิตและนักเรียน (ในอเมริกา) หลายคนแอบกินยา Ritalin (methylphenidate) เพื่อกระตุ้นจิตใจและสมอง เวลาต้องส่งรายงานและเวลาสอบ แม้แต่ Hillary Clinton ก่อนเข้าพิธีโต้วาทีกับ Donald Trump ทางโทรทัศน์ก็กินยา Ritalin เพื่อให้เธอมีสมาธิและสามารถตอบคำถามได้อย่างฉะฉาน ส่วนยา Adderall (methamphetamine) ที่นักเคมีสังเคราะห์ได้ เมื่อปี 1919 และให้นักบิน kamikaze กินก่อนจะขึ้นเครื่องบินไปทำอัตวินิบาตกรรมอย่างมุ่งมั่น อันเป็นการทำวีรกรรมฆ่าตัวตายเพื่อชาตินั้นก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน และเป็นเรื่องที่รู้กันดี

คำถามที่ต้องการคำตอบในลำดับต่อไป คือ สติปัญญาและความเฉลียวฉลาด คืออะไร และมีอะไรเป็นเกณฑ์วัด เป็นความสามารถที่จะเพิ่มได้หรือไม่ หรือถ้าเพิ่มไม่ได้เลย เพราะสาเหตุใด

ในอดีตเมื่อ 100 ปีก่อน นักจิตวิทยา Charles Spearman และนักสถิติ-ชีววิทยา Francis Galton ได้ออกแบบทดสอบความสามารถและสติปัญญาในการใช้ภาษาของนักเรียน ด้าน Alfred Binet ก็ได้ออกแบบทดสอบวัดดัชนีความฉลาด Intelligence quotient (IQ) ซึ่งเป็นการวัดอายุของจิตใจ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับอายุจริง แต่แบบทดสอบก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่เหมาะสำหรับคนทั่วไป เพราะมีความลำเอียง ทั้งทางเพศ ทางชาติพันธุ์ และทางฐานะ อีกทั้งไม่ได้วัดความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ emotional intelligence (EQ) ดังนั้น จึงเป็นการวัดความเฉลียวฉลาดที่ไม่ได้ครอบคลุมการทำงานของสมองในทุกมิติ

สำหรับประเด็นวิธีเพิ่มความเฉลียวฉลาดนั้น ในอดีตหลายคนได้ใช้วิธีฝึกสมองด้วยการแนะนำวิธีเรียน วิธีจำ รวมทั้งวิธีทำสมาธิ และใช้ยาเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ โดยเฉพาะยา Provigil (modafinil) ที่นิยมใช้เพิ่มความสามารถในการจำ เช่น จำหมายเลขโทรศัพท์ เลขประจำตัวบัตรประชาชน เลขบัญชีธนาคาร ฯลฯ และใช้รักษาคนที่สัปงกไม่เป็นเวลา และมีสมาธิสั้น attention deficit hyperactivity disorder (ADHD) แต่ก็มีคำถามว่า การใช้ยาช่วยเช่นนี้ เป็นการทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมหรือไม่ เพราะคนที่ใช้ยาในการสอบ จะได้เปรียบคนที่ไม่ใช้ยา คนที่มีเงินซื้อยาก็จะได้คะแนนดีกว่าคนที่ไม่มีเงิน และถ้าการ “โกง” ลักษณะนี้เกิดขึ้นจริง ครูจะต้องตรวจร่างกายนักเรียนทุกคนก่อนสอบหรือไม่ และต้องทำอย่างไรเพื่อไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น หรือในกรณีบริษัท เวลานายจ้างเห็นลูกจ้างมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลงๆ นายจ้างจะบังคับลูกจ้างให้กินยาเพิ่มสมรรถภาพหรือไม่ และในทำนองตรงกันข้าม ถ้านายจ้างทำงานไม่เอาไหน เหล่าลูกจ้างจะบังคับให้นายจ้างกินยาบ้างได้หรือไม่ แล้วความวุ่นวายที่ตามมาจะเป็นเช่นไร

ถึงแม้หลายคนจะคิดว่า คนที่มีความจำดีคือคนที่มี IQ สูง แต่การฝึกจำก็มิได้เป็นวิธีเพิ่ม IQ เพียงวิธีเดียว และตามปกติ คนที่มีสุขภาพดีและไม่มีปัญหาทางจิตใจ มักจะเรียนรู้อะไรต่างๆ ได้ดีกว่ามี IQ สูงกว่าคนที่มีสุขภาพทรุดโทรมและจิตใจว้าวุ่น ดังนั้นตัวเลข IQ ที่วัดได้ต้องมีการนำประเด็นนี้ไปพิจารณาก่อนจะสรุปด้วย

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ความสามารถทางสติปัญญามีหลายด้าน ดังนั้นผู้คนจึงมีหลายอาชีพ เช่น นักเต้นรำ และนักกีฬา ซึ่งคนเหล่านี้มี motor intelligence อันเป็นความชาญฉลาดด้านการเคลื่อนไหว อย่างลงตัวของอวัยวะต่างๆ ภายใต้การควบคุมของสมอง และนี่ก็เป็นความเฉลียวฉลาดอีกประเภทหนึ่งที่มิได้มีการกล่าวถึงกันมาก ซึ่งเห็นได้ชัดจากการดูสไตล์การเล่นเท็นนิสของ Roger Federer และการเตะฟุตบอลของ Christiano Ronaldo รวมทั้งการเล่นสกี downhill ที่นักเล่นสกีต้องสามารถทรงตัวในอากาศได้เป็นอย่างดี และมีพลังในการกระโดดขึ้น ขณะร่างกายเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อวัยวะทุกส่วนของร่างกายและอุปกรณ์ในการกระโดดจะต้องทำงานอย่างสอดคล้องกันและอยู่ในสมดุล การกระโดดจึงจะเป็นไปได้อย่างปลอดภัย

และนักกรีฑาสามารถไปได้ไกล แต่กลับพบว่า ถ้านักสกีได้รับการกระตุ้นที่สมองส่วนที่เรียกว่า motor cortex ประสิทธิภาพการกระโดดก็จะเพิ่มขึ้น 70% ด้านนักจักรยานก็เช่นกันถ้าสมองส่วน temporal cortex ได้รับการกระตุ้น 2 นาที การรู้ตัวตลอดเวลาจะทำให้การทรงตัวขณะแข่งขันดีขึ้น

แต่การกระตุ้นดังกล่าวนี้ ก็ใช่ว่าจะมีประสิทธิภาพเสมอไป เพราะในบางเวลา และในบางคน การกระตุ้นไม่ได้ผลเลย และคนๆ เดียว ถ้ากระตุ้นผิดเวลา ก็อาจไม่ได้ผล สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ยังไม่มีคำตอบใดๆ และอาจต้องอาศัยเทคโนโลยีการถ่ายภาพศึกษาการทำงานของสมอง เพื่อดูการทำงานเวลาสมองยามได้รับยา “โด๊ป” เราจึงจะสามารถตอบคำถามที่น่าสงสัยได้

บางที การกินอาหารดีๆ การออกกำลังกายและการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ น่าจะเป็นวิธีเสริมความฉลาดอย่างง่ายๆ (EZRA SHAW / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP )
ทุกวันนี้ เรากำลังสนใจสติปัญญาทั่วไป (general intelligence,g) มากขึ้น คือการมีความเฉลียวฉลาดไม่เฉพาะทาง และตอบข้อสงสัยว่า เหตุใดคนเราจึงต้องพัฒนาความสามารถทางสติปัญญาด้วย

ความจริงมีอยู่ว่า ประชากรโลกกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่โอกาสการได้งานทำของทุกคนมีน้อยลงๆ สังคมที่โหดร้ายเช่นนี้ อาจทำให้คนบางคนท้อแท้ว่า ยังไงๆ ก็วิ่งหนีเสือไม่พ้น แต่สำหรับบางคน ที่มีความตั้งใจจะวิ่งหนีเสือให้ได้ จึงหาวิธีเพิ่มสติปัญญา และนี่ก็คือ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชากรโลกตะวันตกมี IQ เพิ่ม ซึ่งเรียกว่าปรากฏการณ์ Flynn (Flynn effect) อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีการปฏิรูปอุตสาหกรรม ที่บังคับให้ทุกคนต้องทำงานดีขึ้น มิฉะนั้นจะเป็นคนที่ด้อยพัฒนาและเป็นตัวถ่วงองค์กร

เมื่อปี 2015 ในการแข่งขันการเล่นวิดีโอเกมส์ ESL One Cologne ในประเทศเยอรมนี ได้มีการตรวจจับนักเล่นที่ใช้ยาโด๊ปสมองเป็นครั้งแรกของโลก โดยใช้น้ำลายของผู้เข้าแข่งขันเป็นสารทดสอบ ผลปรากฎว่า ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 80 คน บริสุทธิ์

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปฟันธงได้ว่า “ยาโด๊ปสมอง” เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Adderall, Ritalin หรือ modafinil สามารถช่วยให้สมองคนธรรมดาๆ ปราดเปรื่องขึ้นได้เพียงใด แต่ที่แน่ๆ คือ ยา amphetamine สามารถทำให้งานที่น่าเบื่อหน่าย ดูสนุกขึ้นได้ แต่จะทำคนที่ได้คะแนนเคมี B สามารถได้คะแนน A ในทันทีนั้น เป็นไปไม่ได้

ส่วนการที่ยาสามารถทำให้สมองคนมีสมาธิและความตั้งใจมากขึ้น ก็เพราะสมองส่วนที่เรียกว่า prefrontal cortex (หรือ big boss) ทำงานดีขึ้น เพราะมีการหลั่งฮอร์โมน dopamine และ noradrenaline ออกมา และถ้าสารทั้งสองนี้มีในปริมาณที่เหมาะสม boss จะทำงานได้ดีที่สุด แต่ถ้ามีน้อยไป การสั่งงานของ boss จะล่าช้า และถ้ามากไป การสั่งงานก็จะสับสน ดังนั้น จุดมุ่งหมายหลักของการกินยาโด๊ป ก็เพื่อให้ boss ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้น บางคนจึงใช้วิธีเสริมสมรรถภาพของสมองแบบง่ายๆ คือ สูบบุหรี่ (nicotine) และดื่มกาแฟ (caffeine) ซึ่งจะทำให้ร่างกายหลั่ง dopamine และ noradrenaline ออกมา และได้พบว่า สารเหล่านี้ช่วยให้จำดีขึ้นได้ เพราะมันกระตุ้นไม่แรง ดังนั้น เราจึงไม่มีการห้ามดื่มกาแฟ หรือ สูบบุหรี่ ในขณะที่มีการสอบ

สำหรับคนปกติที่มีสุขภาพดี แต่ก็ยังต้องการ “เก่ง” ขึ้น ด้วยการบริโภคยา นักวิทยาศาสตร์ก็สนใจหาวิธีช่วย เช่น วัดสติปัญญาด้านความรวดเร็วในการปรับตัว (fluid intelligence) แต่ยังไม่ได้ผล เพราะผลที่ได้ขึ้นกับระดับความยากง่ายของแบบทดสอบ

ประเด็นการติดยาก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะคนที่กินยาเพื่อแก้อาการ ADAD ไม่ปรากฏผลว่ามีอาการติดยา ส่วนคนที่บริโภค Ritalin นั้น แสดงอาการติดน้อย แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอจะไม่มีภัยในระยะยาว ซึ่งผลกระทบจะเป็นเช่นไร ก็ยังไม่มีใครรู้

โดยสรุปยา smart ยังเป็นยาที่อยู่ในชั้นพัฒนาให้เป็นยาที่ช่วยการเจริญเติมโตของเซลส์ประสาทในสมอง เพื่อให้สามารถส่งสัญญาณถึงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้สามารถคิดอะไรๆ ได้อย่างปลอดโปร่ง แต่ก็ต้องคำนึงถึงการใช้ว่า ไม่ควรทำให้สังคมมีความเหลื่อมล้ำมาก เพราะใครที่มียาจะได้เปรียบ และการใช้ยาเพื่อเอาชนะสังคม ถือเป็นเรื่องทุจริต

ดังนั้นสำหรับเรื่องนี้ นักวิจัยบางคนจึงคิดว่า การดื่มกาแฟ สูบบุหรี่ การกินอาหารดีๆ หรือการดื่มโกโก้ การออกกำลังกายและการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ น่าจะเป็นวิธีเสริมความฉลาดอย่างง่ายๆ ที่ไม่เป็นอันตรายมาก และน่าจะเป็นที่นิยมเช่นเดียวกับวิธีเสริมความงามทั้งหลาย

อ่านเพิ่มเติมจาก The Genius Within: Unlocking Your Brain's Potential โดย David Adam จัดพิมพ์โดย Pegasus ปี 2018


สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์


กำลังโหลดความคิดเห็น...