WWF เผยรายงาน มลภาวะ การทำประมงขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เป็นเหตุสัตว์ทะเลกว่าครึ่งโลกหายไปในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสัตว์ทะเลที่เป็นอาหารของคนแร้นแค้นในประเทศที่ยากจน
รายงานจากเอเอฟพีระบุถึงรายงานของ WWF องค์กรด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าซึ่งเผยรายงานของกลุ่มอนุรักษ์ลิฟวิงบลูพลาเนตรีพอร์ต (Living Blue Planet Report) ว่า สัตว์ทะเลได้ลดจำนวนลงกว่าครึ่งภายในเวลา 40 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสัตว์ทะเลที่เป็นอาหารของคนในประเทศยากจน ปลาทูน่าและปลาแมคเคอเรลเป็นตัวอย่างของสกุลปลาที่ลดจำนวนมากถึง 3 ใน 4 ตั้งแต่ปี 1970
“ในช่วงห่างเพียง 1 ชั่วรุ่น กิจกรรมของมนุษย์ได้ทำลายมหาสมุทรอย่างหนัก โดยการจับปลาไปเกินกว่าที่พวกมันจะขยายพันธุ์ได้ทัน การเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีสัตว์ทะเลอุดมสมบูรณ์ไปถึงลูกหลานในอนาคต” มาร์โค ลัมเบอร์ตินิ (Marco Lambertini) ผู้อำนวยการ WWF สากลกล่าวคำแถลง
รายงานดังกล่าวยังพบด้วยว่า ปลาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทางทะเลอย่างเดียวที่ลดลงฮวบฮาบ แนวปะการัง ป่าชายแลน และหญ้าทะเลก็ลดลง เนื่องจากตายหรือถูกแพ้วถาง ซึ่งการสูญเสียดังกล่าวได้ลดจำนวนประชากรปลา ผลที่ได้กลับมาคือปะชาชนกว่า 850 ล้านคนซึ่งพึ่งพิงระบบนิเวศทางทะเลเหล่านี้โดยตรงเพื่อดำรงชีพ ต้องตกอยู่ในภาวะลำบาก
งานวิจัยก่อนหน้านี้เผยว่า ปะการังครึ่งหนึ่งของทั้งหมดได้หมดไป และที่เหลือจะสูญสิ้นภายในปี 2050 หากอุณหภูมิเฉลี่ยยังคงเพิ่มสูงขึ้นในอัตราปัจจุบัน
“แนวปะการังครองพื้นที่ในมหาสมุทรไม่ถึง 1% แต่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลกว่า 1 ใน 3” กิลส์ เบอฟ (Gilles Boeuf) นักชีววิทยาชาวฝรั่งเศส ให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว
จากการสุ่มตัวอย่างประชากรสัตว์ทะเลโดย WWF และสมาคมสัตววิทยาลอนดอน (Zoological Society of London) ได้วิเคราะห์ประชากร 5,829 กลุ่มจาก 1,234 สปีชีส์ เพื่อติดตามสถานการณ์ และได้ภาพรวมของมหาสมุทรที่ย่ำแย่กว่าเดิม
ขณะเดียวกันงานวิจัยอื่นก็เผยให้เห็นว่า ปริมาณสัตว์ทะเลลดลง รวมถึงจำนวนสปีชีส์สัตว์ทะเลที่ลดลงทั้งในมหาสมุทรและชายฝั่ง แน่นอนว่านักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโลกได้เข้าสู่ยุคการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่รอบที่ 6 ซึ่งจำนวนสปีชีส์ได้ลดลงอย่างรวดเร็ว 100 เท่าในช่วงเวลาเพียง 1-2 ศตวรรษก่อน ขณะที่การสูญพันธุ์ 5 ครั้งใหญ่ใช้เวลากว่า 500 ล้านปี ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 65 ล้านปีก่อน และทำให้ไดโนเสาร์พร้อมสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ถูกกวาดล้างไปหมด
นอกจากนี้รายงาน WWF ระบุว่า 1 ใน 4 ของฉลามและกระเบนก็เสี่ยงสูญพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการประมงเกินขนาด โดย ฟิลิปเป เคอรี (Philippe Cury) นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาในมาร์แซย์ ฝรั่งเศส เผยว่าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีฉลาม 4 สปีชีส์ที่ไม่ได้พบมา 30 ปีแล้ว ซึ่งตัวเลข 50% นั้นเป็นวิกฤตถึงจุดเปลี่ยนสำหรับการสูญเสียสิ่งมีชีวิตทางทะเล หากสิ่งมีชีวติลดต่ำกว่า 50% เมื่อไรระบบนิเวศจะเริ่มแปรปรวน
ทางด้าน WWF ยังเรียกร้องให้ผู้นำโลกให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟุทะเล หลังจากที่เป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติที่ใช้เวลาร่างนาน 15 ปีเพิ่งผ่านการเห็นชอบในเดือน ก.ย.2015 นี้ โดยลัมเบอร์ตินิระบุว่าเราควรใช้โอกาสนี้พยุงมหาสมุทรและแปรเปลี่ยนความเสียหายให้กลับคืนในขณะที่เรายังทำได้ ซึ่ง WWF ยังเน้นย้ำว่าสิ่งมีชีวิตทางทะเลสามารถฟื้นคืนได้เมื่อประชากรมนุษย์เริ่มอาศัยอยู่ภายใต้ข้อกำหนดอันยั่งยืน
รายงานจากกลุ่มอนุรักษ์ระบุว่าพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3.4% ควรจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าภายในปี 2020 และยังเรียกร้องให้ผู้บริโภคและจัดจำหน่ายสินค้าประมงเลือกซื้อสินค้าประมงจากรายที่ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด ส่วน WWF แนะว่า ภาษีจากกำไรในอุตสาหกรรมประมงควรเป็นเครื่องหมายเพื่อการฟื้นฟูสิ่งมีชีวิตทางทะเล
“หากเราไม่ลงมือปกป้องทูน่าครีบน้ำเงินในเมดิเตอร์เรเนียน ก็อาจจะไม่มีใครอีกก็ได้” เบอฟกล่าว ขณะที่ลัมเบอร์ตินิ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรา เราจึงต้องเป็นผู้แก้ปัญหาในตอนนี้และเราสามารถทำได้


