10. “เซิร์น” กลับมาเดินเครื่องหลังแม่เหล็กเสียหายข้ามปี
ปี 2009 เป็นปีที่ “เซิร์น” กู้หน้าให้ตัวเอง หลังจากที่การทดลองเดินเครื่องเร่งอนุภาคซึ่งสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกนั้น ทำให้เกิดความเสียหายต่อแม่เล็กจำนววนหนึ่ง จนต้องหยุดเดินเครื่องไปเป็นเวลากว่าปี การกลับมาครั้งนี้ของเซิร์นยังได้สร้างสถิติโลกเดินเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนด้วยพลังงานสูงแซงหน้าเครื่องเร่งอนุภาคของสหรัฐฯ
กว่าที่ “เซิร์น” (CERN) จะกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง ต้องใช้เวลาร่วมปีในการซ่อมแซมแม่เหล็กที่เสียหายจากการเดินเครื่องครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ย. 51 และได้ป้องกันอุบัติเหตุซ้ำรอยด้วยการติดตั้งระบบป้องกันการเกิด "เควนช์" (quench) ที่เคยเกิดขึ้นในการทดลองครั้งแรก จนกระทั่งปลายเดือน ต.ค.52ที่ผ่านมา เซิร์นจึงได้เดินเครื่องใหม่อีกครั้ง โดยได้ยิงอนุภาคเข้าเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (LHC) ได้สำเร็จ และเครื่องตรวจวัดอนุภาคอลิซ (ALICE) และแอลเอชซีบี (LHCb) สามารถตรวจวัดการทดลองดังกล่าวได้
นอกจากเดินเครื่องยิงลำอนุภาคเข้าท่อเร่งอนุภาคแล้ว เซิร์นยังได้ทดลองเดินเครื่องให้ลำอนุภาคชนกันที่ระดับพลังงานต่ำเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา และเป็นครั้งแรกด้วยที่เครื่องตรวจวัดทั้ง 4 ของเซิร์นได้ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลการชนกันของลำอนุภาคโปรตอน และในวันที่ 30 พ.ย.เซิร์นก็ได้เดินเครื่องเร่งอนุภาค 2 ลำที่ระดับพลังงาน 1.18 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ (TeV) ซึ่งเป็นสิถิติเดินเครื่องเร่งอนุภาคด้วยพลังงานสูงที่สุดในโลก แซงหน้า “เทวาตรอน” (Tevatron) เครื่องอนุภาคของห้องปฏิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคเฟอร์มิสหรัฐฯ (US Fermi National Accelerator Laboratory) ที่ทำสถิติสูงสุดไว้ที่ 0.98 เทราอิเล็กตรอนโวลต์
สำหรับปี 2010 ในช่วงต้นปีเซิร์นมีกำหนดเดินเครื่องเร่งลำอนุภาค เพื่อชนกันที่ระดับพลังงาน 7 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ ซึ่งลำอนุภาคแต่ละลำมีระดับพลังงาน 3.5 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ และทั่วโลกต้องจับตาการทดลองฟิสิกส์ครั้งสำคัญนี้อีกครั้ง
= อ่านเพิ่มเติม =
พ.ย.นี้ เซิร์นพร้อมเดินอีกครั้งครึ่งกำลัง หวั่นเสี่ยงพังแบบครั้งแรก
เดิมพันสูง! ถ้าเซิร์นเดินเครื่องไม่ได้ "ฟิสิกส์อนุภาค" ถอยหลังไปสิบปี
"เซิร์น" ติดตั้งระบบแจ้งเตือนป้องกันเหตุแม่เหล็กละลายซ้ำ
เซิร์นยิงอนุภาคเข้าท่อ "แอลเอชซี" สำเร็จหลังร้างลาเป็นปี
เซิร์นอุ่นเครื่อง LHC รอบ 2 ฉลุย พร้อมชนโปรตอนสัปดาห์หน้า
เฟสแรกผ่าน "เซิร์น" จับโปรตอนชนกันสำเร็จ
“เซิร์น” ทำสถิติใหม่ เดินเครื่องพลังงานสูงแซงหน้า “เทวาตรอน”
9. เวทีโลกร้อนล้มเหลว ประชาคมโลกผิดหวัง
ปี 2552 เป็นปีสำคัญที่ทั่วโลกรอคอย เพราะคาดหวังว่าจะได้เห็นข้อตกลงแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ภายหลังสิ้นสุดข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต แต่กลับผ่านไปโดยยังไร้ข้อตกลงใดๆ ที่ฉายให้เห็นว่าจะแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้
การประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่ตัวแทนรัฐบาล 192 ชาติเข้าร่วมประชุมกันที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก เพิ่งผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆ และสร้างความผิดหวังให้ประชาชนทั่วโลกอย่างมาก
ตลอดช่วงเวลาร่วม 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประชุมที่บาหลี อินโดนีเซียเมื่อปี 2550 UNFCCC ได้จัดการประชุมเป็นระยะในหลายประเทศ รวมทั้งที่ประเทศไทยเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันร่างแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกภายหลังพิธีสารเกียวโตสิ้นสุด โดยหวังให้ทุกประเทศมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน และกำหนดให้เวทีเจรจาที่โคเปนเฮเกนเป็นเวทีสุดท้ายที่จะได้ข้อตกลงฉบับใหม่สำหรับมีผลบังคับใช้หลังปี 2555
ทว่าผลของการเจรจาไม่เป็นไปตามความคาดหวังของทุกฝ่าย เพราะประเทศร่ำรวยกับประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถตกลงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกได้ แม้ประเทศร่ำรวยจะให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา
ผลที่ได้มีเพียงแค่ข้อตกลงที่จะร่วมกันควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ภายในสิ้นศตวรรษนี้ และขอไปตกลงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกกันใหม่ในการประชุมครั้งหน้าที่คาดว่าจะจัดขึ้นช่วงต้นปี 53 ที่ประเทศเม็กซิโก
= อ่านเพิ่มเติม=
- ปิดฉากโคเปนเฮเกนคว้าน้ำเหลว ยังไร้ปฎิญญาลดโลกร้อน
- "โคเปนเฮเกน" ปิดฉาก รุมจวกสหรัฐฯ ไม่จริงจังแก้ปัญหาโลกร้อน
- ชะตากรรม "โลก" ผลกรรม “เรา” ในวันที่ร้อนจนเกินเยียวยา
- ดูกัน “ใครเป็นใคร” บนเวทีเจรจาโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน
- เผยร่างแรกแก้โลกร้อน อีก 40 ปีต้องลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่ำ 50%
- "ก๊าซเรือนกระจก" อันตรายต่อสุขภาพ
- ยูเอ็นเชื่อประชุมโลกร้อน “โคเปนเฮเกน” ปิดฉากสวย
- เปิดโต๊ะ “โคเปนเฮเกน” ตัดสินชะตาโลกหลังปี 2012
- สำรวจภูมิอากาศโลก ก่อนเปิดเวทีเจรจาโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน
- ยุโรปกดดันสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
- คลี่แผนที่ดูกันชัดๆ ที่ไหนเสียหายบ้าง เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 4 องศา
- โนเบลสันติภาพก็ช่วยไม่ได้ เจรจาโลกร้อนที่กรุงเทพฯ ล้มเหลวเหมือนทุกครั้ง
- น้ำท่วมใหญ่ในฟิลิปปินส์ สัญญาณเตือนต้องแก้โลกร้อนอย่างจริงจัง
- อุณหภูมิโลกเพิ่ม 1 องศาฝนกระหน่ำแรงขึ้น 6%
- เปิดเจรจาโลกร้อนที่กรุงเทพฯ ประธานที่ประชุมหวั่นยังไร้ข้อสรุปเหมือนเวทีก่อนๆ
- จับตาประเด็นเจรจาโลกร้อนที่กรุงเทพฯ ก่อนหาข้อสรุปใหญ่ปลายปี
- ปี 2050 นี้ปล่อยคาร์บอนให้น้อยที่สุด กรีนพีซเรียกร้องทุกชาติร่วมมืออย่างเป็นธรรม
- ชาวนาเตรียมตัวไว้ในไม่ช้าอาจมีพันธะร่วม "ลดก๊าซเรือนกระจก"
- โลกร้อนทำป่าเสื่อมโทรม "ต้นไม้" อาจปล่อยคาร์บอนแทนดูดซับ
- ถุงยางอนามัย "วันทัช" เกาะกระแสโลกร้อน ติดฉลากลดใช้คาร์บอน
- ทุกทวีปหรี่ไฟ ให้โลกได้พักสักชั่วโมงใน Earth Hour 2009
- ไทยเริ่มติดฉลากคาร์บอน ประเดิม "สตรอเบอรี่อบแห้งดอยคำ"
8. สิทธิบัตร "ข้าว" ความสำเร็จที่ตามติดมาด้วยปมขัดแย้ง
ปีนี้คนไทยได้ภาคภูมิใจกับผลงานของนักวิจัยไทย ที่ค้นพบยีนควบคุมความหอมในข้าวที่ได้รับสิทธิบัตรจากสหรัฐฯ แต่หลังจากทราบข่าวดีได้ไม่นาน ก็ต้องได้ยินข่าวที่น่าหวั่นวิตกตามมา ไม่ว่าจะเรื่องการแก้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทย และข้าว "แจ๊สแมน" ของสหรัฐฯ ที่เตรียมปล่อยออกมาตีตลาดข้าวไทย
ทีมนักวิจัยของศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ร่วมกับ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ค้นพบยีนควบคุมความหอมในข้าวและสามารถทำให้ข้าวที่ไม่หอมกลับมีความหอมเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งนำไปสู่การยื่นจดสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองยีนและกรรมวิธีดังกล่าวทั้งในและต่างประเทศ โดยได้สิทธิบัตรแรกจากสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 51 ขณะที่ยังไม่ได้สิทธิบัตรในประเทศ
ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะผลักดันให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยรับจดสิทธิบัตรดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพื่อคุ้มครองพันธุ์ข้าวไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้กฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการจดสิทธิบัตรผลงานวิจัยดังกล่าว
ทว่าก่อให้เกิดประเด็นที่ต้องถกเถียงกันอย่างกว้างขวางและยืดเยื้อ เมื่อนักวิชาการและกลุ่มตัวแทนภาคประชาชนออกมาคัดค้าน เพราะหวั่นเกรงว่าการแก้กฎหมายดังกล่าว อาจเป็นการเปิดช่องให้ต่างชาติที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าไทยเข้ามาครอบครองทรัพยากรพันธุกรรมของไทยได้ พร้อมทั้งได้เสนอทางเลือกอื่นที่สามารถคุ้มของข้าวไทยได้เช่นกันและมีความเสี่ยงน้อยกว่า เช่น กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
ประเด็นขัดแย้งเรื่องสิทธิบัตรยังไม่ทันสร่างซา ก็มีปัญหาใหม่มาให้คนไทยกลุ้มใจอีก เมื่อสหรัฐฯ พัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ "แจ๊สแมนไรซ์" (Jazzman rice) เพื่อหวังช่วงชิงตลาดข้าวหอมมะลิของไทยที่ต่างชาติรู้จักกันดีในนาม "จัสมินไรซ์" (Jasmine rice) ทำให้นักวิจัยไทยต้องเร่ง ปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยให้ครองความเป็นหนึ่งในในตลาดโลกต่อไปได้
ผลสรุปจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่แน่นอนคือตอนนี้ไทยยังไม่ได้ให้สิทธิบัตรแก่ทีมนักวิจัย และคุณภาพข้าว "แจ๊สแมนไรซ์" ยังห่างไกล "ข้าวหอมมะลิ" ของไทยมาก
= อ่านเพิ่มเติม=
- ชี้อาฟตาไม่น่ากระทบข้าวไทย รัฐเข้าแทรกแซงยังน่าห่วงกว่า
- สหรัฐฯ พัฒนา"แจซแมน ไรซ์"แข่ง"หอมมะลิไทย"
- "ดร.สุเมธ" วอนอย่าทิ้งนา รัฐบาลมั่นใจแก้วิกฤตข้าวไทยได้แน่
- “GI-พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช” อีกทางเลือกปกป้องข้าวไทย
- นักวิจัยไทยเร่งพัฒนา "ซูเปอร์จัสมิน" หวั่น "แจ๊สแมน" ข้าวหอมมะกันเขย่าบัลลังก์ใน 3 ปี
- ชี้สิทธิบัตรคุมความหอมในข้าว ส่งข้าวไทยตีตลาดโลก
- ก.วิทย์แจงไม่แก้กฎหมายให้เอื้อจดสิทธิบัตรยีนข้าวแน่นอน
- ค้านจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิ เปิดช่องบรรษัทยักษ์ข้ามชาติยึดครองฐานทรัพยากรไทย
- ค้านไทยแก้กฎหมายรับจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอม หวั่นเปิดทางต่างชาติกอบโกย
- ไบโอไทยแนะรัฐฯเร่งแก้กม.ป้องกันต่างชาติฮุบสิทธิบัตรข้าว
- เปิดสิทธิบัตร "วิธีควบคุมยีนข้าวหอม" เผย "ออสเตรเลีย" คู่แข่งที่น่ากลัว
- "อลงกรณ์"ชี้สิทธิบัตรยีนกลิ่นข้าวหอมฯ ป้องกันของเลียนแบบได้
7.ปีแห่งการค้นพบ "อาร์ดี" แก่กว่าป้าลูซี พร้อม "ซูเปอร์เอิร์ธ" และ ธาตุใหม่
ปี 2009 นี้อาจเรียกได้ว่าเป็น "ปีแห่งการค้นพบ" ของวงการวิทยาศาสตร์ เพราะมีการค้นพบที่สำคัญๆ หลายครั้ง ทั้งพบสัญญาณ “ซูเปอร์เอิร์ธ” ถึง 2 ดวง การยืนยันธาตุที่พบใหม่ 2 ธาตุ ตลอดจนหลักฐานใหม่ที่แสดงถึงรากเหง้าของมนุษย์
ส่งท้ายปลายปีด้วยสัญญาณ “ซูเปอร์เอิร์ธ” ดาวเคราะห์หินที่ใหญ่กว่าโลกถึง 2 ดวง จากการค้นหาของ 2 ทีมวิจัย เริ่มจากสถาบันคาร์เนกี สหรัฐฯ ที่พบสัญญาณ ดาว 61 เวอร์บี มีมวล 5.1 เท่าของโลก โคจรรอบดาวฤกษ์ “61 เวอร์จินิส” ในกลุ่มดาวหญิงสาว และทีมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานตาครูซ สหรัฐฯ พบดาวเคราะห์มวล 7.5 เท่าของโลก โคจรรอบระบบดาวฤกษ์เอชดี 1461
ปีนี้ยังมีการยืนยันธาตุใหม่ถึง 2 ธาตุ นั่นคือธาตุที่ 112 และธาตุที่ 114 โดยธาตุที่ 112 ซึ่งสังเคราะห์ขึ้นโดยศูนย์วิจัยไออนหนักจีเอสไอ ในเมืองดาร์มสตัดท์ เยอรมนี ตั้งแต่ปี 1996 เพิ่งได้รับการยืนยันจากสหพันธ์เคมีบริสุทธิ์และประยุกต์สากลว่าเป็นธาตุใหม่จริง ส่วนธาตุที่ 114 นั้น กลุ่มวิจัยจากห้องปฏิบัติการเบิร์กเลย์ สหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเบิร์กเลย์ ได้สังเคราะห์สำเร็จ ยืนยันการค้นพบของสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ดูบนาในรัสเซีย ที่สังเคราะห์ธาตุเลขอะตอมเดียวกันนี้ได้ครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน
หากแต่การค้นพบครั้งสำคัญของปีนี้ คงหนีไม่พ้นฟอสซิลโครงกระดูกของ “อาร์ดี” สิ่งมีชีวิตเพศเมียตระกูลคนสปีชีส์ใหม่ อายุถึง 4.4 ล้านปี เก่าแก่กว่า “ป้าลูซี” ฟอสซิลสิ่งมีชีวิตเพศเมียตระกูลคนอีกสปีชีส์ที่มีอายุ 3.2 ล้านปี โดยฟอสซิลทั้งสองต่างพบในเอธิโอเปีย และฟอสซิลของอาร์ดียังได้พลิกทฤษฎีว่า มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษคล้ายซิมแปนซี เนื่องจากฟอสซิลเก่าแก่กว่าป้าลูซีได้บ่งชี้ว่า มนุษย์และชิมแปนซีแยกสายวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบใหม่ในเส้นทางอพยพของชาวเอเชีย หลังจากมีโครงการ "ตามรอยชาติพันธุ์ของประชากรภูมิภาคเอเชีย" (Mapping Human Genetic Diversity in Asia) ซึ่งเก็บข้อพันธุกรรมของชนกลุ่มน้อยภูมิภาค ทำให้ได้ข้อมูลที่ขัดแย้งความเชื่อเดิมว่า "การอพยพครั้งใหญ่จากทวีปแอฟริกาเข้าสู่ทางใต้ของทวีปเอเชีย ไม่ใช่การอพยพหลายระลอกทั้งเหนือ-ใต้อย่างที่เคยเข้าใจ" อีกทั้งยังพบกลุ่มที่มีภาษาเดียวกันมีพันธุกรรมใกล้เคียงกัน
ในช่วงปลายปีก็มีการเปิดเผยการค้นพบพืช 2 ชนิดใหม่ของโลก คือ "บุหรงช้าง-บุหรงดอกทู่" ซึ่งสามารถค้นพบได้เฉพาะในไทย โดยทีมวิจัยของ ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยใน "ซิสเทมาติก บอทานี" (Systematic Botany) วารสารการจำแนกพรรณไม้นานาชาติของสหรัฐอเมริกา พืชใหม่ทั้ง 2 ชนิดนี้จัดเป็นพรรณไม้หายากและเป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของไทย ที่มีเหลืออยู่ในธรรมชาติจำนวนน้อยมาก อีกทั้งจากการศึกษาสารออกฤทธิ์ทางยาเบื้องต้นพบสารคล้ายกับสารกลุ่มที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้
= อ่านเพิ่มเติม=
- ฮือฮา! ฟอสซิล 4 ล้านปี เก่ากว่า “ป้าลูซี” แย้งความเชื่อวิวัฒนาการคนกับลิง
- ยืนยันธาตุใหม่ในตารางธาตุลำดับที่ 112
- สังเคราะห์ได้ครั้งแรกเมื่อ 10 ปี แต่เพิ่งได้รับการยืนยัน "ธาตุ 114"
- พบอีก 2 ดวง สัญญาณ “ซูเปอร์เอิร์ธ” ดาวเคราะห์คล้ายโลก
- ไทยร่วมถอดจีโนมหารากเหง้าชาติพันธุ์เอเชีย พบแนวคิดอพยพครั้งใหญ่ค้านของเดิม
- พบ 2 พืชชนิดใหม่ของโลกในไทย สารมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง
6. ส่งยานระเบิดพบร่องรอยน้ำ ฉลอง 40 ปีเหยียบดวงจันทร์
ช่วงปี 52 นี้ "ดวงจันทร์" ยังคงเนื้อหอม โดยเฉพาะการฉลอง 40 ปีของก้าวแรกบนดวงจันทร์ พร้อมทั้งการส่งยานระเบิดผิวดวงจันทร์เพื่อศึกษาร่องรอยของน้ำ จนในที่สุดก็มีเค้ารางของ "น้ำ" สมใจ
เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2512 มนุษย์โลกได้ประทับก้าวแรกลงบนดวงจันทร์ ที่นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong), บัซ อัลดริน (Buzz Aldrin) และไมเคิล คอลลินส์ (Michael Collins) 3 นักบินอวกาศขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เดินทางไปถึงดวงจันทร์ด้วย ยานอพอลโล 11 (Apollo 11) และลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก พร้อมกับปักธงชาติสหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จอย่างงดงามของมวลมนุษยชาติที่พิชิตอวกาศไปได้อีกขั้นหนึ่ง และในปี 2552 นี้ก็เป็นวาระครบรอบ 40 ปี จึงได้มีการเฉลิมฉลองและรำลึกถึงความก้าวหน้าของมนุษยชาติในวันนั้น
หลังการฉลองนาซาได้ส่งยาน “แอลครอส” (Lunar CRater Observation and Sensing Satellite: LCROSS) ยิงยานเซนทอร์ (Centaur) ลงสำรวจน้ำบนดวงจันทร์ ในวันที่ 9 ต.ค. จนเห็นข้อมูลว่า พบน้ำจริงๆ ในถ้ำ “คาเบียส” (Cabeus) ซึ่งเป็นพื้นที่ในเงามืดถาวรบริเวณใกล้ๆ กับขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นการพบ “ไฮดรอกซีล” (hydroxyl) หนึ่งในผลผลิตที่เกิดจากการแตกตัวของน้ำเมื่อได้รับแสงอาทิตย์
ทั้งนี้ พื้นที่ซึ่งเป็นจุดเงามืดถาวรนั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า จะเป็นกุญแจในการไขประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของระบบสุริยะได้มากพอๆ กับที่แกนน้ำแข็งบนโลกเผยข้อมูลในยุคโบราณ มากกว่านั้น น้ำและองค์ประกอบเพิ่มเติมอื่นๆ ยังแสดงถึงแหล่งทรัพยากรที่มีศักยภาพอันยั่งยืนเพื่อการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต และการค้นพบของยานแอลครอสครั้งนี้ได้ฉายแสงครั้งใหม่ให้กับคำถามเกี่ยวกับน้ำ ซึ่งน่าจะกระจายอยู่ทั่วและมีปริมาณมากกว่าที่เคยคาดเดาก่อนหน้านี้
= อ่านเพิ่มเติม =
- ประมวลข่าว "รำลึก 40 ปีเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก"
- พบน้ำจริงๆ หลังนาซาส่งยาน “แอลครอส” ยิงดวงจันทร์
- LCROSS ชนดวงจันทร์ตรงเป้า แต่นาซายังบอกไม่ได้ว่าเห็นอะไร
- หลักฐานชัดเจน พบน้ำบนผิวดวงจันทร์ครั้งแรก
- ภาพประวัติศาสตร์ "อพอลโล" ภารกิจพานักบินสู่ดวงจันทร์
5. รำลึกปีแห่ง 2 ปราชญ์ “กาลิเลโอ-ดาร์วิน”
ปี 2009 นี้มีความเกี่ยวเนื่องกับนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญๆ ของโลกถึง 2 คน นั่นคือ กาลิเลโอ กาลิเลอิ นักดาราศาสตร์ผู้มีบทบาทต่อการปฏิวัติสู่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ และ ชาร์ล ดาร์วิน ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งทั้งสองต่างทำให้เกิดการวิพากษ์ระหว่างความเชื่อทางศาสนาและความรู้ทางวิทยาศาสตร์
สำหรับ กาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei) แล้ว ปี 2009 เป็นวาระครบ 400 ปีที่เขาได้ส่องกล้องโทรทรรศน์ขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วนำมาซึ่งการค้นพบทางดาราศาสตร์ที่สำคัญๆ เป็นครั้งแรก ดังนั้นองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลหรือไอเอยู (International Astronomical Union: IAU) จึงได้ประกาศให้ปีนี้เป็น "ปีดาราศาสตร์สากล" (International Year of Astronomy: IYA 2009)
ตลอดทั้งปีมีการจัดกิจกรรมดาราศาตร์เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองทั้งในและต่างประเทศ ในส่วนของไทย ซึ่งประเดิมโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ที่เป็นสมาชิกของไอเอยูด้วยนั้น ที่ประกาศจัดกิจกรรมตั้งแต่ต้นปี ฟากท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งโดยนำระบบดิจิทัลมาใช้ร่วมกับเครื่องฉายดาวตัวเดิม เพื่อฉายภาพยนตร์แอนิเมชันแบบ “ฟูลโดม” ส่วนงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติในช่วงสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติจัดให้นิทรรศการกาลิเลโอเป็นหนึ่งในนิทรรศการกาลิเลโอด้วย
ส่วน ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) คือผู้ที่ปฏิวัติวงการชีววิทยาด้วยการนำเสนอแนวคิด "ทฤษฎีวิวัฒนาการ" ผ่านหนังสือ "กำเนิดสปีชีส์" (The Origin of Species) หลังจากที่เขาร่วมเดินทางรอบโลกไปกับเรือหลวงบีเกิลในฐานะนักธรรมชาติวิทยา ซึ่งทฤษฎีของดาร์วินค่อยๆ ได้รับการพิสูจน์ ยืนยัน และอธิบายให้กระจ่างชัดขึ้นด้วยองค์ความรู้ในยุคต่อๆ มา ดังเช่น งานวิจัยของ ศ.ลินดา โคฮ์น (Prof. Linda M. Kohn) นักอนุกรมวิธานเห็ดราจากแคนาดา ที่ทดลองเพาะเลี้ยงยีสต์ในอาหารเลี้ยงเชื้อที่แตกต่างกัน และสังเกตเห็นวิวัฒนาการของยีสต์ได้ใน 500 รุ่น
ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 200 ปี วันคล้ายวันเกิดของดาร์วิน และครบรอบ 150 ปี การตีพิมพ์ครั้งแรกของหนังสือ "กำเนิดสปีชีส์" มหาวิทยาลัยและพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในอังกฤษ ได้จัดกิจกรรมพิเศษเพื่อฉลองวาระดังกล่าวและรำลึกนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งของโลก
= อ่านเพิ่มเติม กาลิเลโอ กาลิเลอิ=
- พบแล้วนิ้วและฟันที่หายไปของ “กาลิเลโอ”
- “กาลิเลโอ” ปราญช์ผู้เปิดฟ้า ให้โลกเห็นจักรวาลอันกว้างใหญ่
- 400 ปี "กาลิเลโอ" พิสูจน์ให้เห็นโลกไม่ได้เป็น "ศูนย์กลางจักรวาล"
- เอนหลังชม "มหัศจรรย์แห่งจักรวาล" แอนิเมชันแบบฟูลโดม ของใหม่ในท้องฟ้าจำลอง
- ท่องเอกภพ 400 ปี "กาลิเลโอ" ส่องกล้องสำรวจอวกาศในมหกรรมวิทย์
- ขอขุดศพตรวจดีเอ็นเอ ดูสายตา "กาลิเลโอ" เห็นดาวเสาร์ไม่กลม
- เริ่ม "ปีดาราศาสตร์สากล" เตรียมสถาปนา "พนมรุ้ง-วัดสันเปาโล" จุดสำคัญทางดาราศาสตร์ไทย
- จัดปีดาราศาสตร์สากลฉลอง "กาลิเลโอ" ส่องกล้องดูจักรวาลครบ 400 ปี
= อ่านเพิ่มเติม ชาร์ลส์ ดาร์วิน=
- 150 ปี "กำเนิดสปีชีส์" เล่มนี้ที่ทำให้โลกรู้จักมากกว่าคำว่า "วิวัฒนาการ"
- ประมูล "กำเนิดสิ่งมีชีวิต" ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พบในห้องน้ำบ้านผู้ดี
- ท่องโลกความหลากหลายมหกรรมวิทย์ ทำความรู้จัก "ดาร์วิน-เอเลียนสปีชีส์"
- เพาะยีสต์ 500 รุ่นในแล็บ พิสูจน์วิวัฒนาการของ “ดาร์วิน”
- อิทธิพลความคิดของ Darwin ต่อสังคมปัจจุบัน
- ตามรอย "ดาร์วิน" บนเส้นทาง "บีเกิล" สู่การค้นพบสรรพสัตว์
- วิวัฒนาการ "คน" กับ "ลิง" และ "รอยต่อ" ที่หายไป ปริศนาที่ยังรอคำตอบ
- ร่องรอยแห่งวิวัฒนาการ "หอยมรกต" เกาะตาชัย เทียบคล้าย "นกฟินช์" แห่งกาลาปากอส
- "กาลาปากอส" ห้องแล็บธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ของ "ดาร์วิน"
- 200 ปี "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" ทั่วโลกร่วมยกย่องผู้สร้างทฤษฎีวิวัฒนาการ
- ย้อนเส้นทางชีวิต "ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน"
4. งดงาม "สุริยุปราคา" ตระการตา "ฝนดาวตก"
ปี 2552 นับได้ว่าเป็นปีแห่งดาราศาสตร์ที่น่าจดจำอีกปีหนึ่ง เพราะนอกจากเป็น "ปีดาราศาสตร์สากล" แล้ว ยังเป็นปีที่มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นด้วย นั่นคือ ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่ยาวนานที่สุดในศตวรรษที่ 21
เริ่มต้นปีด้วยปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวนเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่มีเส้นทางที่พาดผ่านมหาสมุทรอินเดีย และตะวันตกของอินโดนีเซีย ส่วนทางตอนใต้ของประเทศแอฟริกาใต้ มาดากัสการ์ ออสเตรเลีย อินเดียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทยและอินโดนีเซียสามารถเห็นสุริยุปราคาบางส่วนกันถ้วนหน้า
มาถึงวันที่ 22 ก.ค. เป็นวันที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกเฝ้ารอคอยที่จะสัมผัสปรากฏการณ์ "สุริยุปราคาเต็มดวง" ที่ครั้งนี้กินเวลายาวนานที่สุดในศตวรรษที่ 21 โดยแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านประเทศอินเดีย ภูฏาน จีน ญี่ปุ่น และมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ซึ่งบริเวณที่คราสเกิดยาวนานที่สุดคือบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ นานถึง 6 นาที 39 วินาที ส่วนในประเทศไทยเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนอีกเช่นกัน
ใช่เพียงนักดาราศาสตร์เท่านั้นที่สนใจปรากฏการณ์ครั้งสำคัญนี้ ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใต้เงาจันทร์ในวันอาทิตย์ดับแสง ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้าสู่เมืองที่มีแนวคราสพาดผ่าน จนทำให้โรงแรมหรือที่พักเต็มทุกแห่ง แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยในบางพื้นที่ต่างต้องผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะเมฆฝนเป็นอุปสรรค ทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นช่วงเวลาที่เงาจันทร์บังตะวันจนมืดมิดได้
ปีนี้ยังเป็นปีที่มีปรากฏการณ์ "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" และ "ฝนดาวตกเจมินิดส์" ให้เราได้ชมกันในช่วงค่ำคืนแห่งฤดูหนาวเมื่อช่วงกลางเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่ปีหน้าไร้แสงจันทร์รบกวนและมีจำนวนฝนดาวตกมากกว่า 100 ดวงต่อชั่วโมง
นอกจากนั้นในรอบปีที่ผ่านมายังมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อื่นๆ ที่สำคัญเช่นกัน อาทิ ในเดือน ก.พ. มีปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดีในเดือน ก.พ. และ 4 ดวงจันทร์บริวารผ่านหน้าดาวเสาร์ ที่เกิดขึ้นทุกๆ 14-15 ปี และเดือน ส.ค. มีปรากฏการณ์ดาวเสาร์เกือบไร้วงแวน ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆ 15 ปี
= อ่านเพิ่มเติม =
- รวมพลเยาวชนวิจัยฝนดาวตก คุณค่าที่มากกว่าการดูดาว
- งดงามตระการตา "ฝนดาวตกลีโอนิดส์"
- ฟ้าเป็นใจให้คนไทยได้ชม "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" นับร้อยดวง
- หนาวนี้เตรียมตัวนอนนับฝนดาวตก "ลีโอนิดส์"
- สุริยุปราคา : ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (จบ)
- สุริยุปราคา : ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (1)
- 15 ปีมีครั้งดาวเสาร์เข้าสู่ "อิควินอกซ์" เกือบไร้วงแหวน
- มองสุริยุปราคาบนโลกจากนอกโลก
- เก็บตกสุริยุปราคา! ทีมหอดูดาวบัณฑิตเห็น "คราส" ชัดแจ๋ว เหนือฟ้าเมืองหังโจว
- เราได้อะไรจากปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง
- ทฤษฎีไอน์สไตน์พิสูจน์ได้ด้วย“สุริยุปราคา”
- นักล่าเงาจันทร์ “ศรัณย์ โปษยะจินดา” สะสมเวลาตะวันดับให้ครบชั่วโมง
- สุริยุปราคาอีก 5 ครั้งถัดไปบนโลกนี้
- เมืองไทยฟ้าไม่เป็นใจไปดู "สุริยุปราคาเต็มดวง" เมืองอื่นดีกว่า
- บรรยากาศที่ทอดพระเนตร “สุริยุปราคาเต็มดวง” ณ เซี่ยงไฮ้ แม้ไม่เห็นแต่สัมผัสได้
- ฝนตก-ฟ้าปิด "เด็กเทพศิรินทร์" อดชมสุริยุปราคาแห่งศตวรรษ
- เตรียมพร้อมต้อนรับ "สุริยุปราคา" แห่งศตวรรษ
- รู้ไหม "สุริยุปราคา" มีกี่ประเภท?
- สุริยุปราคาเหนือฟ้าเมืองไทย สดร.จัดให้ประชาชนทั่วประเทศได้ชมทั่วถึง
- เด็กๆ "เพลินพัฒนา" รับความรู้ เตรียมพร้อมดู "สุริยุปราคา" แห่งศตวรรษ
- ไม่มีให้ดูบ่อย! เหล่าบริวารทั้ง 4 ชุมนุมกันหน้าดาวเสาร์
- บนเขา-ชายฝั่งทะเลมีสิทธิ์เห็น "จันทร์บังดาวพฤหัสบดี" 23 ก.พ.นี้
- เด็กๆ ตื่นตาดูสุริยุปราคาบนดาดฟ้ากระทรวงวิทย์
- ว้าว!! ในที่สุดก็ได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ”
- “มหกรรมสุริยุปราคา” คึกคักรับตรุษจีนที่จุฬาฯ
- “สุริยุปราคา” ที่ท้องฟ้ากรุงเทพฯ
- ชมภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาจากทั่วโลก
- เงาดวงจันทร์เริ่มสัมผัสผิวโลกแล้ว ประเทศไทยดูได้ตั้งแต่ 15.53 น.
- เตรียมกล้องให้พร้อม-กรองแสงให้พอบันทึกภาพ "สุริยุปราคา"
3. "ไข้หวัดใหญ่ 2009" โรคอุบัติใหม่ลามไปทั่วโลก
หลังจากโรคซาร์สและไข้หวัดนกสงบลงได้ไม่กี่ปี ก็มีโรค "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่" โผล่มาสร้างความตระหนกให้ชาวโลกตื่นกลัวภัยจากโรคอุบัติใหม่อีกครั้งตั้งแต่ช่วงต้นปี 52 เพราะแพร่ระบาดจากคนสู่คนอย่างรวดเร็ว และทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีรายงานการระบาดครั้งแรกในประเทศเม็กซิโก ก่อนที่จะลุกลามสู่อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย จึงเรียกว่า "ไข้หวัดเม็กซิโก" หรือ "ไข้หวัดหมู" เพราะเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอช1เอ็น1 (H1N1) ซึ่งพบในหมู และส่งผลให้หลายแห่งทั่วโลกหวาดกลัวการบริโภคเนื้อหมูไปด้วย
ต่อมานักวิทยาศาสตร์ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสดังกล่าวพบว่าไม่เหมือนกับเชื้อ H1N1 ที่เคยพบมาก่อนหน้านั้น แต่มีลักษณะพันธุกรรมที่คล้ายกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบในหมู นก และคน ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน จึงมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ไข้หวัดใหญ่ 2009 เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าเชื้อดังกล่าวมีต้นตอมาจากหมู และตื่นกลัวจนไม่กล้ากินหมู
การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องออกมาตรการในการเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อและควบคุมการระบาดให้ได้ รวมถึงการรณรงค์ต่างๆ ที่จะช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เช่น การสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเป็นไม่สบาย หรือหมั่นล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องทำงานหนักแข่งกับเวลาในการศึกษาทำความรู้จักกับเชื้อไวรัสร้ายตัวใหม่นี้ เพื่อคิดค้นวัคซีนป้องกันให้ได้ก่อนที่เชื้อจะกลายพันธุ์ หรือลุกลามสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านยารักษา ซึ่งก็มีงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับเชื้อไวรัสดังกล่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีการทดลองผลิตวัคซีนแล้วในปลายประเทศรวมทั้งไทย
แม้ปัจจุบันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่มีอาการเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และรุนแรงน้อยกว่าโรคไข้หวัดนกดูเหมือนจะสงบลงในประเทศไทย แต่ก็วางใจไม่ได้ว่าเชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์หรือมีการระบาดระลอกสองหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นระยะในหลายประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั่วโลก มากกว่า 10,000 รายแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ธ.ค. 52)
= อ่านเพิ่มเติม =
- พบจุดอ่อนเชื้อ "ไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์" ถูกทำลายได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
- สหรัฐฯ ชี้เด็กวัยเรียนควรได้วัคซีนหวัดใหญ่ 2009 ก่อนเพื่อน
- ความเสี่ยงที่ต้องจับตาใน "วัคซีนเชื้อเป็น" หวัดใหญ่ 2009
- กินอาหารง่ายๆ ก็สู้หวัดสายพันธุ์ใหม่ได้
- สำรวจมหกรรมวิทย์ รู้จักเชื้อร้าย-สารพัดเทคนิคสู้หวัดสายพันธุ์ใหม่
- "ฟ้าทะลายโจร" แค่ยาเสริม ชูสมุนไพร "5 ราก" แก้หวัดพันธุ์ใหม่ได้ผลชะงัด
- พัฒนายาใหม่ใช้เวลานาน เสนอศึกษายาที่มีอยู่ดีกว่ารอแต่ยา-วัคซีนไข้หวัด 2009 ที่มีไม่พอ
- ทำเองไม่ยาก "เจลล้างมือ" สู้หวัด 2009 สูตรพื้นฐานจาก วว.
- ไทยก็ทำได้ "วัคซีนป้องกันหวัดใหญ่ 2009" ทั้งแบบเชื้อเป็นและเชื้อตาย
- สูตรใหม่! "สเปรย์โป๊ยกั๊ก" เสริมฤทธิ์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค
- จริงหรือ? "ไข้หวัด" เหมือน "หัด" ใครเป็นแล้วจะไม่เป็นอีก
- นักวิทย์เยอรมันพบหวัดในหมูระบาดรวดเร็ว หวั่นอาจติดจากคน
- สู้โรคระบาดด้วยคณิตศาสตร์ "ดร.วรรณพงษ์ เตรียมโพธิ์" กับภารกิจโมเดลหวัดใหญ่ 2009
- ดึงผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ ทำโมเดลคณิตศาสตร์การระบาดหวัดใหญ่ 2009 สร้างแนวทางรับมือ
- สำรวจ "หน้ากากอนามัย" เลือกแบบไหนป้องกันได้ตรงใจ
- เล็งศึกษา "คาวตอง" ผักเมืองเหนือผลิตยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009
- ยีนไวรัสหวัดพันธุ์ใหม่ชี้ ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่มากๆ อย่างที่เข้าใจ
- ดูกัน...สารพัดเทคนิควิธีตรวจเชื้อ "ไข้หวัดใหญ่"
- แจงไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่อาการไม่รุนแรง ทำให้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว
- วช.เห็นปัญหา "ไข้หวัดใหญ่" ตั้งแต่ปี '47
- ป่วยใส่หน้ากาก-ไม่ป่วยล้างมือ ป้องกัน "หวัดใหญ่ 2009” ชะงัด
- อย่าชะล่าใจ! แพทย์ไทยเตือนให้ระวังหวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ระบาดซ้ำระลอกสอง
- ใช้เวลากว่า 20 ปีถึงได้กำเนิดไวรัสลูกผสม "ไข้หวัดใหญ่ 2009”
- รามาฯ พัฒนาชุดตรวจหาเชื้อดื้อยาไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ รู้ผลใน 4 ชม.
- รพ.ราชวิถีนำร่องใช้ "ซอฟต์แวร์วัดไข้" คัดกรองผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
- เหตุใด “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ A2009 H1N1” แพร่ได้จากคนสู่คน!!
- ยืนยันจันทร์นี้ได้ชุดตรวจแยกหวัดใหญ่ตามฤดูกาล-หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ 2009
- ไวรัสจาก "สัตว์" สู่ "คน" ต้นตอสารพัดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่
- ได้จีโนมไวรัส "หวัดเม็กซิโก" สวทช.คาดวัคซีนต้นแบบเกิดใน 2 สัปดาห์
- เตือนไทยเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ "ไข้หวัดนก-ไข้หวัดใหญ่" น่าห่วงสุด
2. ปีทองของผู้หญิงโดดเด่นบนเวทีโลก
อาจเรียกได้ว่าปี 2009 เป็นปีทองของสตรีในวงการวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการเชิดชูบนเวทีโลกมากที่สุด หากวัดจากผลการประกาศรางวัลโนเบลซึ่งมีผู้หญิงแท่นอันทรงเกียรติถึง 5 คน ส่วนนักวิจัยหญิงไทยก็ไม่น้อยหน้าเพราะได้โอกาสไปทำวิจัยไกลถึงขั้วโลกใต้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสอันท้าทายเช่นนี้
เป็นประวัติศาสตร์ที่ "นักสตรีนิยม" ต้องจดจำอีกสำหรับการมอบรางวัลโนเบลประจำปี 2009 นี้ ซึ่งมีผู้หญิงขึ้นรับรางวัลถึง 5 คน ซึ่งในจำนวนนั้น เป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 3 คน ได้แก่ อลิซาเบธ เอช.แบลกเบิร์น (Elizabeth H. Blackburn) มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโก และ แครอล ไกรเดอร์ (Carol W. Greider) จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในสาขาสรีรศาสตร์และการแพทย์ และ อาดา โยนาธ (Ada Yonath) จากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ ในสาขาเคมี
นับเป็นสถิติมอบรางวัลให้กับผู้หญิงในสาขาวิทยาศาสตร์มากที่สุด ซึ่งในจำนวนผู้หญิง 40 คนที่ได้รับรางวัลโนเบล มีเพียง 15 คนเท่านั้นที่เป็นนักวิทยาศาสตร์
นอกจากนี้ อลิซาเบซ แบลกเบิร์น และอาดา โยนาธ ยังได้รับรางวัล "เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์" (For Women in Science) รางวัลที่มอบโดยลอรีอัล (L'Oreal) และสำนักเลขาธิการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำปี 2008 ด้วย ซึ่งรางวัลดังกล่าวจะมอบให้แก่สตรีผู้ทำงานวิทยาศาสตร์ปีละ 5 คน พร้อมกันยังมีทุนในชื่อเดียวกับรางวัลนี้ ที่แบ่งเป็นทุนวิจัยระดับสากล ซึ่งมอบให้กับนักวิจัยสตรีทั่วโลกที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี ปีละ 15 ทุนวิจัย โดยกระจายเป็นสัดส่วน 3 ทุนวิจัยต่อทวีป และทุนวิจัยระดับประเทศที่มอบให้ปีละ 4 ทุน
สำหรับปีนี้นักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุน "เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์" ระดับประเทศ แบ่งเป็น 2 สาขา สาขาชีวภาพ ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ หัวหน้าห้องปฏิบัติการไมโครอะเรย์แบบครบวงจร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ รศ.ดร.อาทิวรรณ โชติพฤกษ์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวัสดุศาสตร์ ได้แก่ ผศ.ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.จูงใจ ปั้นประณต ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นอกจากนักวิจัยหญิงที่ได้รับการยกย่องบนเวทีอันทรงเกียรติแล้ว ยังมีนักวิจัยหญิงไทยที่ได้รับโอกาสอันท้าทายในการเดินทางไปทำวิจัยไกลถึงขั้วโลกใต้ นั่นคือ ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะสำรวจ JARE-51 ของญี่ปุ่น โดยการสนับสนุนของสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งญี่ปุ่น (National Institute of Polar Research)
= อ่านเพิ่มเติม =
- ค่ำคืนอันทรงเกียรติมีผู้หญิงขึ้นรับรางวัลโนเบลถึง 5 คน
- โนเบลแพทย์ปีนี้มอบให้ 3 ผู้พบกลไกทำให้เซลล์อ่อนวัย
- นายกฯ แดนจิงโจ้สุดดีใจ "เอลิซาเบธ แบลกเบิร์น" โนเบลหญิงคนแรกของออสซี
- 3 ผู้สร้างแผนที่ "ไรโบโซม" สู่การพัฒนายาปฏิชีวนะรับโนเบลเคมี
- 4 สาวนักวิศวกรรมเคมีควงแขนกันรับทุนวิจัย "เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์" ปี 7
- "ดร.สุชนา ชวนิชย์" กับปฏิบัติการวิจัยขั้วโลกใต้ครั้งที่สองของคนไทย
1. สิทธิบัตร 11 ชาติถวาย "ในหลวง" กษัตริย์นักประดิษฐ์
ทีมข่าววิทยาศาสตร์ขอประเดิมการประมวลข่าวเด่นในรอบปี 2552 ด้วยเรื่องน่ายินดี ที่พสนิกรชาวไทยมีพระมหากษัตรย์ที่ทรงพระอัจฉริยภาพจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล โดยพระองค์ได้รับสิทธิบัตรฝนหลวงจากสหภาพยุโรปและฮ่องกง พร้อมทั้งมีการถวายรางวัล "อัจฉริยภาพทางการประดิษฐ์"
เมื่อช่วงเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาคณะทำงานในโครงการดำเนินการจดทะเบียนสิทธิบัตรถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรฝนหลวง ซึ่งออกโดยสำนักสิทธิบัตรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รวมจำนวน 11 ประเทศ
การถวายสิทธิบัตรครั้งนี้เป็นผลมาจากสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรฝนหลวงในชื่อ “Weather Modification by Royal Rainmaking Technology” เลขที่ 1491088 พร้อมได้ประกาศโฆษณาการรับจดทะเบียนใน European Patent Bulletin ในปี 2548
สำหรับสิทธิบัตรฝนหลวงได้รับความคุ้มครองสิทธิในประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป จำนวน 30 ประเทศ อีกทั้งมีประเทศที่ออกสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการให้จำนวน 10 ประเทศ และสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้ออกสิทธิบัตรฝนหลวงเป็นสิทธิบัตรเลขที่ HK 1072525 โดยมีอายุความคุ้มครอง 20 ปี นับจากวันยื่นคำขอรับจดสิทธิบัตรในสหภาพยุโรปคือตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. 2546
นอกจากนี้ในช่วงต้นปีสมาพันธ์นักประดิษฐ์นานาชาติ หรืออีเฟีย (International Federation of Inventors' Associations: IFIA) มีมติทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล "อัจฉริยภาพทางการประดิษฐ์" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงสร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์คิดค้นอันเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อมนุษยชาติมากกว่า 1,000 ชิ้น นับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการถวายรางวัลนี้
= อ่านเพิ่มเติม =
- 10 ประเทศยุโรปพร้อมฮ่องกง ร่วมใจถวายสิทธิบัตรฝนหลวงแด่ในหลวง
- โลกยกย่องในหลวง ทูลเกล้าถวายรางวัล "อัจฉริยภาพทางการประดิษฐ์”
- นายกฯ นำคณะบุคคลทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลงานนักประดิษฐ์"ในหลวง"
- นายกฯ ชี้ประเทศไทยโชคดี มี “ในหลวง” เป็นนักวิจัย ช่วยเหลือคนในชาติ


