มหาดไทย ยกข้อกฎหมาย “ปิดช่อง” 3 อบต. พื้นที่ 3 จังหวัดภาคเหนือ ขอยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล เป็นเหตุทำให้ตกขบวน หลัง “มท.หนู” ไฟเขียว ยกฐานะ 304 อบต. เป็นเทศบาลตำบล เมื่อปลายปีที่แล้ว ระบุ ความสามารถในการปกครองตนเอง/รายได้/จํานวน/ความหนาแน่นประชากร และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบ ยังไม่มีสภาพอันสมควรที่จะยกฐานะเป็นเทศบาล เฉพาะ อบต.ใน จ.พะเยา พบถูกร้อง ป.ป.ช. สอบข้อสงสัย “ย้ายคนเข้าทะเบียนบ้าน” ในระยะเวลาอันสั้น
วันนี้ (21 ม.ค.) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมการปกครองสว่นท้องถิ่น (สถ.) ได้ยกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย 3 ฉบับ ประกอบด้วย
1. ร่างจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เป็น เทศบาลตำบล (ทต.) เทพเสด็จ 2. ร่างจัดตั้ง อบต.แม่ยม อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ เป็น ทต.แม่ยม และ 3. ร่างจัดตั้ง อบต.แม่อิง อ.ภูกามยาว จ.พะเยา เป็น ทต.แม่อิง
ล่าสุด คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย คณะที่ 2 มีความเห็นต่อ สถ. สรุปได้ว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 1 ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น ตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่กฎหมายบัญญัติ”
และวรรคสอง บัญญัติว่า “การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใด ให้คํานึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จํานวน และความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบประกอบกัน”
และตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 7 บัญญัติว่า “เมื่อท้องถิ่นใดมีสภาพอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาล ให้จัดตั้งท้องถิ่นนั้นๆ เป็นเทศบาลตําบล เทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร ตามพระราชบัญญัตินี้”
เมื่อพิจารณาจากความสามารถในการปกครองตนเอง ในด้านรายได้ จํานวนและความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบแล้ว จึงเห็นว่า อบต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ มีประชากรเพียง 1,750 คน มีพื้นที่ 121 ตร.กม. มีรายได้ 17 ล้านบาทเศษ หักรายได้จากค่าใช้จ่ายประจำ เหลือ 8 ล้านบาทเศษ
และ อบต.แม่ยม อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ มีประชากรเพียง 1,887 คน มีพื้นที่ 12.38 ตร.กม. มีรายได้ 16 ล้านบาทเศษ หักรายได้จากค่าใช้จ่ายประจำ เหลือ 7 ล้านบาทเศษ
“ยังไม่มีสภาพอันสมควรที่จะยกฐานะเป็นเทศบาล ตามมาตรา 249 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2486 และที่แก้ไขเพิ่มเติม”
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กรณีที่ สถ.รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุผลและความจําเป็น ที่ไม่สมควรยุบรวมกับ อปท.ข้างเคียงนั้น การพิจารณาในครั้งนี้เป็นการพิจารณาในเรื่องการจัดตั้ง อบต.เป็น ทต. ซึ่งมาตรา 41 จัตวา วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
“เป็นเพียงข้อยกเว้นให้กระทรวงมหาดไทย ไม่จําต้องดําเนินการรวมหรือยุบเลิก อบต.ที่มีจํานวนประชากรไม่ถึงสองพันคนเท่านั้น ไม่ใช่เกณฑ์ในการให้พิจารณาจัดตั้ง อบต.เป็น ทต. แต่อย่างใด”
นอกจากนี้ ในส่วนของ “อบต.แม่อิง อ.ภูกามยาว จ.พะเยา” เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 1 ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น ตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่กฎหมายบัญญัติ”
และวรรคสอง บัญญัติว่า “การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใด ให้คํานึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จํานวน และความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบประกอบกัน”
และตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 7 บัญญัติว่า “เมื่อท้องถิ่นใดมีสภาพอันสมควรยกฐานะเป็นเทศบาล ให้จัดตั้งท้องถิ่นนั้นๆ เป็นเทศบาลตําบล เทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร ตามพระราชบัญญัตินี้”
จึงเห็นว่า อบต.แม่อิง อ.ภูกามยาว จ.พะเยา ที่มีประชากรเพียง 2,020 คน มีพื้นที่ 9 ตร.กม. มีรายได้ 15 ล้านบาทเศษ หักรายได้จากค่าใช้จ่ายประจำ เหลือ 8 ล้านบาทเศษ
“ประกอบกับ มีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการย้ายบุคคลเข้าทะเบียนราษฎร์ในพื้นที่ อบต.แม่อิง ภายใน ระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นข้อสังเกตในการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างมีนัยสําคัญ”
อีกทั้ง กรณีดังกล่าว ได้มีการร้องเรียนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบ และเมื่อพิจารณาจากความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จํานวนและความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบแล้ว
จึงเห็นว่า อบต.แม่อิง อ.ภูกามยาว จ.พะเยา ยังไม่มีสภาพอันสมควรที่จะยกฐานะ เป็นเทศบาล เช่นกัน
มีรายงานว่า เมื่อสุดสัปดาที่ผ่านมา เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศกระทรวงมหาดไทย ยกฐานะ อบต.เป็น เทศบาล 304 แห่ง ที่ลงนามโดยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ประกาศจัดตั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป


