เมืองไทย 360 องศา
ต้องถือว่าน่าจับตาทีเดียวไม่ว่าจะเป็น “พรรคส้ม” หรือพรรคประชาชน และ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ที่เวลานี้ ผันตัวมาเป็นนักวิจารณ์การเมือง และสังคม ที่ต้องบอกว่าน่าจับตาทั้งคู่ เนื่องจากมีผลกับ “การเปลี่ยนแปลง” ทั้งในทางการเมือง และสังคม อย่างเลี่ยงไม่พ้น หากเริ่มจากพรรคประชาชน ที่เวลานี้ถือว่าเป็นพรรคการเมืองหลัก และมีโอกาสลุ้นเป็นรัฐบาล แม้ว่าเป้าหมายของพวกเขาถูกมองว่า “สูงเกินจริง” ในเรื่องการชนะเลือกตั้งแบบ “แลนด์สไลด์” เพื่อให้ได้ ส.ส.เกิน 250 เสียง เพื่อตั้งรัฐบาลพรรคเดียว อีกทั้งมีหลายเรื่องถูกตั้งคำถามก็ตาม
ขณะที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ต้องพูดถึงก็คือเขาเป็นคนที่วิจารณ์ พรรคส้ม แบบ“คนรู้ทัน” แบบดักคอได้ไม่หยุด และทุกเรื่องเต็มไปด้วยข้อมูล และเหตุผล หลายเรื่องมีการอ้างอิงหลักการ และเหมือนกับ “พูดแทนชาวบ้าน” กันเลยทีเดียว
ที่น่าสนใจก็คือ นายชูวิทย์ ยืนยันว่าเขา “เคยเป็นด้อมส้ม” มาก่อน แต่ต้องผิดหวัง หลังจากเคยให้โอกาสมาแล้ว คราวนี้ถึง “จัดหนัก จัดเต็ม” อย่างต่อเนื่อง เรียกว่าตั้งแต่ “หัวยันหาง” กันเลยทีเดียว
ล่าสุดเมื่อ วันที่ 6 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอีกว่า แก้รัฐธรรมนูญ หรือแก้ปากท้อง พรรคส้ม เป็นพรรคที่ขยันขันแข็ง มีพลังเหลือเฟือในการหาเสียง ไม่ว่าเวทีปราศรัย หรือเดินเท้าตามตลาด พรรคอื่นขยันสู้ไม่ได้ บางพรรคหายไปด้วยซ้ำ
แต่ความขยันลงพื้นที่ ทำให้ต้องไปเจอชาวบ้านไถ่ถามมาก ถึงสิ่งที่คนหนุ่มสาวของพรรคส้มจะทำ เมื่อ ไหม (สิริกัญญา ตันสกุล) เดินหาเสียงตามตลาด จึงเจอคำถามซื่อๆ ง่ายๆ ของลุงร้านกรอบพระ ที่ถามว่า
“ทำไมไม่แก้ปัญหาปากท้อง มัวแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ?”
ไหม ได้พยายามยืนชี้แจงให้ลุงฟัง แต่คำพูดของไหม เหมือนหินที่ถูกโยนลงน้ำ ได้ยินครั้งเดียวแล้วหาย แม้จะอธิบายหลักการว่า รัฐธรรมนูญมีปัญหาต่างๆ นานา แต่ลุงไม่รับฟัง ยังย้อนถามแค่สั้นๆ แต่โดนใจ “แก้ปัญหาปากท้องประชาชนก่อนไม่ดีกว่าหรือ?” ไหมยังพยายามอธิบายชี้แจงให้ฟัง เหมือนลุงเป็น “ฝ่ายค้าน” และไหมเป็น “รัฐบาล” ที่กำลังตอบโต้กันให้เข้าใจ
แท้จริงแล้ว เสียงของลุงชาวบ้าน คือเสียงสะท้อนอย่างแท้จริงของประชาชน คนเดินดินทั่วไป ที่นักการเมืองจะต้องรับฟังเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ไปโต้เถียง เสนอความเชื่อของตัวเองให้ชาวบ้านไปเชื่อตามด้วย หลายงานผิดคิว ที่พรรคส้มพยายามตามตื๊อ ชี้แจงให้ชาวบ้านฟัง ด้วยระยะเวลาสั้นๆ ต้องยอมรับว่ายังไกลเกินกว่าที่ประชาชนทั่วไปจะตามทัน แต่ความเชื่อความศรัทธาในการเมืองใหม่ อย่างที่บรรดาอาจารย์ นักวิชาการ พยายามนำเสนอให้ ธนาธร ผ่านนักการเมืองใหม่พรรคส้ม คือ
“ทำเรื่องใหญ่ไปหาเรื่องเล็ก ทำเรื่องไกล ไปหาเรื่องใกล้”
การแก้รัฐธรรมนูญอยู่ห่างไกลจากความรู้สึกของชาวบ้านร้านตลาดมากกว่าปัญหาปากท้อง สิ่งที่ชาวบ้านต้องการ คือท้องอิ่มก่อน อันถือเป็นเรื่องใกล้ตัวสุด ธนาธร ไหม เท้ง เอาแต่ทำเรื่องใหญ่ๆ อย่างลดขนาดกองทัพ แก้รัฐธรรมนูญ จนเลยไปถึงการแก้ ม.112 ที่กลายเป็นเรื่องตั้งแต่คราวที่แล้ว แม้ครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ห้ามใช้เรื่อง ม.112 เป็นนโยบายหาเสียง แต่ไม่ได้ห้ามไปถึงการแก้ไขในสภา
พรรคส้ม ก็ยังไม่ได้พูดอย่างชัดเจนว่าหากได้เป็นเสียงส่วนมาก เป็นรัฐบาลในรอบหน้า จะมีการผลักดันให้แก้ไข ม.112 ในสภา หรือไม่ ? นี่ก็ยังไม่ทำให้ประชาชนไว้วางใจได้ หาเสียงรอบนี้ก็มุ่งแต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเพิ่งถูกพรรคน้ำเงิน หักหลังมา แต่เรื่องปากท้องกลับกลายเป็นเรื่องเล็ก ตามหลัง ตามสไตล์ ธนาธร “เรื่องใหญ่ๆ เราทำ เรื่องเล็กๆ เราไม่นำเสนอ”
ลุงประชาชน คนเดินดินจึงมองเห็นว่า “ควรแก้จากเรื่องเล็ก ไปเรื่องใหญ่” เอาเรื่องใกล้ตัวประชาชนที่เดือดร้อนก่อน อย่างเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ การค้าขาย นี่คือความไม่เข้าใจ แต่ไม่ใช่ลุงไม่เข้าใจ ที่ ไหม ชี้แจงให้ลุงเปลี่ยนความคิด มันเป็นไหม เองต่างหากที่ไม่เข้าใจถึงก้นบึ้งของหัวใจชาวบ้านธรรมดา เมื่อนักการเมืองลงพื้นที่ คำพูดที่สะท้อนออกมาจากชาวบ้านมันซื่อๆ ตรงๆ ชัดเจนที่สุดแล้ว หากไม่เข้าใจหัวอกชาวบ้าน เมื่อไหม และพรรคส้มได้เป็นส.ส. หรือเป็นรัฐบาล จะไปทำงานเข้าใจประชาชนได้หรือ ?
มันเป็นโจทย์สำคัญ ที่พรรคส้มต้องมองให้ออก ว่าจะครองใจคนส่วนมากได้อย่างไร หากคิดอยากให้ประชาชนโหวตเสียงให้เป็นพรรคเดียวจัดตั้งรัฐบาล เที่ยวนี้มันยากนะครับ ไม่ได้หาเสียงง่ายเหมือนครั้งก่อนๆ พรรคส้มไม่ได้เป็น “ของใหม่” ในสายตาของคนไทย ที่จะลองให้โอกาส แต่กลายเป็น “ของแสลง” ที่สังคมเคลือบแคลงใจไปเสียแล้ว
เป็นไงละ สำหรับข้อความ และลีลาการโพสของ นายชูวิทย์ ที่บอกได้คำเดียวว่า “ถึงใจ” เรียกว่า “เข้าทุกดอก” ก็ว่าได้ และแน่นอนอีกว่า คำพูดและคำวิจารณ์ หรือจะเรียกว่า “ข้อเสนอแนะ” อะไรก็แล้วแต่ สำหรับพรรคประชาชน หรือ พรรคส้มแล้ว นาทีนี้รับรองว่า “เหนื่อย” ก็แล้วกัน
ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ ได้วิจารณ์ และเสนอแนะ พรรคประชาชน วิจารณ์ บรรดาแกนนำ ไล่ลงมาตั้งแต่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เขาบอกว่าทำตัวเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ วิจารณ์ นายรังสิมันต์ โรม และน.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.ดาวเด่น ของพรรค รวมถึง “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค วิเคราะห์ วิจารณ์ เรื่องการแก้ไข มาตรา 112 เรื่อง “ด้อยค่าทหาร” รวมทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นายชูวิทย์ ไล่เรียงเหตุผลแบบลากยาว แบบถึงกึ๋น ซึ่งทั้งเสียงตำหนิ เสียงวิจารณ์ดังกล่าวเขาอ้างว่า เคยให้โอกาสพรรคนี้มาแล้วถึงสองครั้ง นั่นก็หมายความว่า ในการเลือกตั้งเมื่อปี 62 และ ปี 66 เขาได้ลงคะแนนให้กับพรรคการเมือง “สีส้ม” นี้มาตลอด แต่คราวนี้ เขาบอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ ซึ่งก็ติดอยู่ในกลุ่มที่มีจำนวนสูงมาก จากการที่มีการสำรวจจากสำนักต่างๆ ที่ออกมาในแบบเดียวกัน
แน่นอนว่าสำหรับ “พรรคส้ม” หรือพรรคประชาชน ที่ถูกมองว่า มีแนวคิดและนโยบาย รวมไปถึงจะเรียกว่ามีอุดมการณ์ที่ถูกมองว่าต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง แต่ขณะเดียวกันจะทำให้เกิดความแตกแยก จนถึงขั้นที่หลายคนมองว่าจะนำไปสู่หายนะ และแม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้พวกเขาจะตั้งเป้าหมายจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว โดยี่ทุกฝ่ายฟันธงว่าไม่มีทางเป็นไปได้ และที่สำคัญนาทีนี้ยัง โดน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตามบี้แบบรู้ทันแบบรายวันแบบนี้รับรองว่า “เหนือยหนัก” แน่ เอาเป็นว่า ไปมีเรื่องกับใครก็ได้ ยกเว้น เขาคนนี้ เพราะเป็นอีกหนึ่งคนที่รับมือยาก จะบอกให้!!


