พรรคประชาชนออกมาพูดชัดว่า จะไม่มีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในการหาเสียง เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยห้ามไว้ ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ แต่การไม่หยิบยกมาหาเสียง ไม่ได้แปลว่า พรรคประชาชนจะไม่แก้มาตรา 112 หากได้เป็นรัฐบาล มันหมายถึงเพียงแค่ว่า “พูดไม่ได้ตอนหาเสียง” ไม่ใช่ “คิดไม่ได้หลังเลือกตั้ง” และความคลุมเครือนี้เองที่ทำให้คำอธิบายของพรรคในเรื่อง 112 ไม่เคยสร้างความสบายใจให้กับคนจำนวนมากได้จริง
เมื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ตอบคำถามในเวทีดีเบตว่า “ไม่ควรมีใครติดคุกเพราะคำพูด” มันไม่ใช่คำตอบที่เป็นกลางทางกฎหมาย เพราะในความเป็นจริง กฎหมายอาญาไทย รวมถึงกฎหมายของแทบทุกประเทศในโลก ต่างก็ยอมรับตรงกันว่า “คำพูด” บางประเภทสามารถเป็นความผิดอาญาได้ ไม่ว่าจะเป็นการหมิ่นประมาท การใส่ความ หรือการยุยงให้เกิดความเกลียดชัง ถ้อยคำในมาตรา 112 เองก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นจากหลักนี้ เพราะถ้อยคำลักษณะเดียวกัน อย่าว่ากระทำต่อพระมหากษัตริย์ หากไปกระทำต่อบุคคลธรรมดา ก็เข้าข่ายความผิด และติดคุกด้วยคำพูดได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น คำพูดที่ว่า “ไม่มีใครควรติดคุกเพราะคำพูด” จึงไม่ใช่การพูดถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม แต่คือการไม่ยอมรับตัวบทกฎหมายโดยปริยาย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม และเมื่อพรรคประชาชนพยายามบอกว่า ไม่ได้แก้ 112 แต่จะใช้วิธีนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวข้อง ก็ยิ่งทำให้ภาพชัดขึ้นไปอีกว่า เป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้มาตรา 112 หมดความหมายในทางปฏิบัติ แม้จะไม่แตะต้องตัวบทกฎหมายโดยตรงก็ตาม
ถ้าฟังพริษฐ์ วัชรสินธุ ให้สัมภาษณ์หลายครั้ง จะเห็นชัดว่า ความมุ่งหมายในการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนมาตรา 112 ของพรรคประชาชนไม่เคยหายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนวิธีพูด เปลี่ยนวิธีอธิบาย และเปลี่ยนวิธีวางตำแหน่งทางการเมืองให้ปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้นเอง สิ่งนี้อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่เข้าใจได้ในเชิงการเมือง แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่า พรรคกำลังซ่อนธง มากกว่าพูดความจริงทั้งหมดกับประชาชน
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนมักพูดทำนองว่า หากได้อันดับหนึ่ง ก็สมควรได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งในทางหลักการแล้ว คำพูดนี้ไม่ถูกต้องแบบสมบูรณ์ เพราะจะถูกต้องก็ต่อเมื่อชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากเกินครึ่งเท่านั้น หากได้อันดับหนึ่งแต่มีเพียงประมาณ 150 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง หรือราว 30 เปอร์เซ็นต์ นั่นไม่ได้หมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมอบฉันทมติให้พรรคนี้เป็นรัฐบาล พรรคที่มีสิทธิ์เป็นแกนนำรัฐบาลจริงๆ คือพรรคที่สามารถรวมเสียงข้างมากในสภาฯ ได้ ไม่ใช่พรรคที่ได้ที่นั่งมากที่สุดเพียงอย่างเดียว
เมื่อมองไปข้างหน้า โอกาสที่พรรคประชาชนจะเป็นรัฐบาลจึงไม่ได้สดใสอย่างที่หลายคนนึกหวัง สส.ของพรรคหลายคนรอบที่แล้วไม่มีบทบาท ไม่สามารถสื่อสารผลงานให้ประชาชนเห็น ไม่เข้าถึงพื้นที่ ไม่เข้าถึงชุมชน และได้ที่นั่งมาเพราะกระแสพรรคมากกว่าความนิยมส่วนตัว ในภาวะที่การเมืองกำลังกลับเข้าสู่โหมดคิดคำนวณมากกว่าเลือกตามอารมณ์ จุดอ่อนนี้จะถูกมองเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายของพรรคประชาชนยังมุ่งเน้นไปที่การแก้โครงสร้างสถาบันหลักของประเทศ ลดทอนบทบาทของกองทัพ ในช่วงเวลาที่สังคมจำนวนไม่น้อยกำลังรู้สึกว่า ประเทศต้องการความมั่นคงมากกว่าการทดลองเชิงอุดมการณ์ นี่ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องของจังหวะเวลา ที่คนส่วนใหญ่รู้ว่าควรเลือกผู้นำแบบไหน
ครั้งที่แล้ว คนกรุงเทพฯ จำนวนมากออกไปเลือกพรรคส้มโดยแทบไม่รู้เลยว่า ผู้สมัครในเขตของตัวเองเป็นใคร มีภูมิหลังอย่างไร เรียกได้ว่า ถ้าพรรคส่งเสาไฟฟ้าลงสมัคร ก็พร้อมจะเลือก เพราะอารมณ์ร่วมในเวลานั้นคือความเบื่อหน่าย 3 ลุง และความต้องการปิดฉากยุคเก่าให้มันจบลงเสียที นโยบาย “มีลุงไม่มีเรา” ไม่ได้ชนะเพราะความซับซ้อนทางนโยบาย แต่ชนะเพราะมันคือคำตอบของยุคสมัย
แต่วันนี้ พรรคประชาชนกำลังใช้คำว่า “มีเราไม่มีเทา” ซึ่งอยู่ในบริบทที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน คำว่าเทาไม่ใช่ศัตรูที่มีหน้า มีชื่อ มีโครงสร้างอำนาจแบบ 3 ป. ให้ชี้เป้าได้ทันที มันเป็นนามธรรมที่ต้องอธิบาย และยิ่งอธิบายมาก ก็ยิ่งทำให้คนจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามว่า เทานั้นคือใคร อยู่ตรงไหน และจะจัดการได้จริงแค่ไหน และล่าสุดที่เกิดกับพรรคตัวเอง ถ้าตำรวจไม่จับกุม ก็แปลว่า เราก็มีเทาใช่ไหม
ตัวเลขโพลคนกรุงเทพฯ ที่ยังลังเลเกือบครึ่งเมือง ไม่ได้แปลว่าพวกเขาหันหลังให้ความเปลี่ยนแปลง แต่สะท้อนว่าพวกเขาไม่อยากเลือกแบบหลับตาเชื่ออีกแล้ว ครั้งที่แล้ว พรรคเพื่อไทยกับพรรคส้มยังถูกมองว่าเป็นพรรคพี่พรรคน้อง อยู่ฝั่งเดียวกัน ไปด้วยกันได้ บัตรสองใบจะเลือกต่างกันก็ไม่รู้สึกว่าผิดอะไร แต่เมื่อสองพรรคกลายเป็นคู่แข่งกันอย่างเปิดหน้าเปิดตา การเลือกจึงไม่ใช่เรื่องเชิงสัญลักษณ์อีกต่อไป คนกรุงเทพฯ ต้องตัดสินใจจริง และเมื่อยังไม่มั่นใจ คำตอบที่ออกมาคือความลังเล ไม่ใช่การปฏิเสธ
“มีเราไม่มีเทา” อาจยังได้ใจฐานอุดมการณ์เดิม แต่คำถามสำคัญคือ มันพอจะดึงชนชั้นกลางเมืองที่กำลังคิดแบบคำนวณกลับมาได้หรือไม่ ในวันที่คำถามหลักของผู้คนไม่ใช่แค่ว่าใครถูกหรือผิด แต่คือปากท้อง ค่าใช้จ่าย โอกาสงาน และความมั่นคงในชีวิตจริง ความถูกต้องทางศีลธรรมยังสำคัญ แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่า มันจะเปลี่ยนเป็นชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร
และแม้พรรคประชาชนจะชนะในแทบทุกโพล กระแสในโลกออนไลน์ยังดูมาแรง ผมขอฟันธงตรงนี้ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนจะไม่ได้เป็นอันดับหนึ่ง แต่หากไม่เป็นไปตามที่ผมคาดคือยังมาอันดับหนึ่ง ผมก็ยังเชื่อว่า พรรคประชาชนจะไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีโอกาสสูงที่จะกลับไปทำหน้าที่ฝ่ายค้านเหมือนเดิม เพราะคำถามสำคัญสุด คือมีพรรคไหนจะจับมือกับพรรคส้ม?
การเมืองรอบนี้ไม่ใช่การเมืองของอารมณ์แบบรอบที่แล้วที่กระแสต้องการเปลี่ยนแปลงสูง คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนเมืองและชนชั้นกลาง เริ่มคิดแบบคำนวณมากขึ้น ไม่ได้เลือกเพียงเพื่อปิดฉากใครบางคน แต่เลือกโดยถามว่า ใครจะพาประเทศเดินต่อได้จริง ใครรวมเสียงได้ ใครบริหารได้ และใครไม่ทำให้ประเทศเสี่ยงในวันที่ความมั่นคงกลับมาเป็นโจทย์สำคัญ
การเมืองไม่ได้ตัดสินกันที่โพล และไม่ได้จบที่อันดับหนึ่ง แต่มันจบที่ใครสามารถรวมเสียงข้างมากในสภาฯ ได้ และในสมการนี้ พรรคประชาชนยังมีตัวแปรที่เสียเปรียบอยู่มาก ทั้งจำนวน สส.เขตที่มีแนวโน้มลดลง ความคลุมเครือในจุดยืนเรื่องมาตรา 112 และการเมืองเชิงศีลธรรมที่ยังอธิบายไม่ชัดว่า จะเปลี่ยนเป็นความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างไร
ครั้งหนึ่ง “มีลุงไม่มีเรา” ชนะเพราะมันคือคำตอบของยุคสมัย แต่วันนี้ “มีเราไม่มีเทา” ยังเป็นเพียงคำถาม และตราบใดที่คำถามนั้นยังตอบไม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม การเมืองของพรรคประชาชนก็จะยังไปไม่ถึงจุดหมาย
แม้จะชนะใจในโพล แต่ก็อาจแพ้ในสมการอำนาจจริง และนั่นคือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า การเลือกตั้งรอบนี้ พรรคประชาชนอาจไม่ได้แพ้เพราะคนไม่เชื่ออุดมการณ์ แต่แพ้เพราะการเมืองไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เพียงอย่างเดียวและนั่นคือความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
ติดตามผู้เขียนได้ที่https://www.facebook.com/surawich.verawan


