เมืองไทย 360 องศา
ในท่ามกลางกระแสชาตินิยม ก่อนและหลังการสู้รบตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ช่วงปลายปีที่แล้วทั้งสองครั้ง และกลายเป็นว่าจากสถานการณ์ดังกล่าวกำลังย้อนกลับมา “รัดคอ” พรรคการเมืองบางพรรคที่กำลังช่วงชิงความนิยมในการเลือกตั้งอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ และแน่นอนว่าในบรรยากาศที่ถูกมองว่าเป็น “กระแสชาตินิยม” และความชื่นชมต่อ “ทหาร” ที่ต่อสู้เสียสละในแนวหน้า กำลังพุ่งสูงปรี๊ด ในทางตรงกันข้าม กลับทำร้ายพรรคประชาชน ที่ก่อนหน้านี้มีการประดิษฐ์ “วาทกรรม” ออกมามากมาย จนกลายเป็นเรื่อง “หลอน” ให้กับพรรคการเมืองนี้ไปแล้ว
คำพูดที่บอกว่า “มีทหารเอาไว้ทำไม” หรือว่า “ถ้ามีการรบ ก็ไม่เชื่อว่าจะรบชนะ” หรือแม้แต่ “ต่อไปคงไม่มีการรบกันแล้วหากผู้นำฉลาดพอ” อะไรประมาณนี้ สรุปก็คือ ทั้งคำพูดและท่าทีแบบนี้ล้วนมีความหมายที่ถูกมองว่า มีเจตนา “ด้อยค่าทหาร” หรือ “ด้อยค่ากองทัพ” นั่นแหละ
แน่นอนว่า สำหรับพรรคประชาชน หรือ ก่อนหน้านี้เป็น พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล เติบโตมากับกระแส และที่ผ่านมาหากพิจารณาจากการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 62 เป็นช่วงกระแส “สามนิ้ว” มาแรง มาจนถึงการเลือกตั้งปี 66 ครั้งก่อนสร้างกระแส “มีเรา ไม่มีลุง” จนสามารถเบียดเอาชนะพรรคเพื่อไทย จนได้ ส.ส.รวมกันถึง 151 ที่นั่ง ย่อมไม่ธรรมดา
อย่างไรก็ดี ในช่วงสองสมัยที่ผ่านมา พรรคประชาชน ต้องเจอกระแสจนแทบจะเรียกว่า “ตีกลับ” มาหลายครั้ง จากการที่มีผู้สมัคร สมาชิกพรรค แม้ว่า ส.ส.ของพรรคที่ต้องคดีอาญาในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็น ตบตี ล่วงละเมิดผู้หญิง เกิดความรุนแรงในครอบครัว ต้องคดีอาชญากรรม ล่าสุดถึงขั้นมีผู้สมัครส.ส.ที่ผ่านการรับรองมาแล้ว กลับถูกจับกุมในข้อหาฟอกเงิน เกี่ยวข้องกับการขบวนการค้ายาเสพติด มีเงินหมุนเวียนนับหมื่นล้านบาท
นี่ก็ถือว่าไม่ธรรมดา ทำให้คำพูดหาเสียงที่ว่า “มีเราไม่มีเทา” นั้นต้องจบเห่ เพราะนี่ “ไม่ใช่เทา แต่ดำปี๋” ทีเดียว!!
จะว่าไปแล้ว การเลือกตั้งคราวนี้ นอกจากเรื่อง “กระแสชาตินิยม” กระแสชื่นชมทหารจะพุ่งสูงแล้ว เรื่อง“สีเทา” ก็น่าจะกลายเป็นกระแสหลัก ซึ่งพรรคประชาชนก็มั่นใจว่าจะนำมาใช้เป็นธงนำในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งคราวนี้ แต่เมื่อเจอเคส สีเทา และหนักหน่วงคือ สีดำ ในพรรคตัวเองซ้ำซ้อนแบบนี้ ทำให้ทุกอย่างสะดุดลงทันที จนพูดไม่ออก เพราะเมื่อพูดออกมาทีไร ก็เจอสวนกลับไปให้สะอึกทุกที
เวลานี้จึงเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด กับวาทกรรมที่เคยมีเจตนารุกไล่กองทัพมาตลอด ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า มีบางเรื่องที่พวกเขากล่าวได้ถูกต้อง เช่น การทุจริตของนายทหารระดับสูงบางคน แต่เชื่อว่าหลายคนมองว่าในภาพรวมๆ แล้ว พวกเขามีเจตนา “ด้อยค่า” เพื่อหวังบ่อนทำลาย เซาะกร่อนสถาบันหลักของชาติ
สำหรับเสียงวิจารณ์ “พรรคส้ม” เวลานี้ ที่ต้องบอกว่าโดนใจไม่น้อย นั่นคือ การมองพรรคนี้อย่างรู้ทันของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม?” เนื้อหาระบุว่า เจ้ากรมข่าวทหารบกระบาย “ทหารดีต้องอดทนให้ ด้อม-ติ่ง ด้อยค่า สวนกลับถูกถามเคยไปรบหรือไม่ ลั่น...ทุกตำแหน่งคือฟันเฟือง พูดพลาดขอโทษกันไม่เสียหาย”
เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ในเฟซบุ๊ก ส่วนตัวว่า “วาทกรรมด้อยค่าต่างๆ ที่บั่นทอนความรู้สึกทหารทั้งกองทัพ โดยพยายามอธิบายว่า หมายถึงนายพลบ้าง หมายถึงทหารไม่ดีบ้าง แล้วทหารที่เหลือเขาต้องมานั่งยอมให้นักการเมือง ด้อม ติ่ง มาใช้วาทกรรมด้อยค่าพวกเขา ปรามาสกองทัพ ว่ารบที่ไหนก็แพ้ วันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า เราทำหน้าที่กันสมบูรณ์แบบ มีใครขอโทษ หรือเปลี่ยนวาทกรรมที่ดูถูกปรามาสกองทัพไปบ้างหรือยัง หรือจะปล่อยให้เงียบไปกับสายลม”
นอกจากนั้น ยังพูดอีกว่า “การใช้คำพูดที่สร้างความแตกแยกขึ้นในกองทัพเป็นสิ่งที่ต้องเคลียร์กัน ทหารไปรบคราวนี้มีตั้งแต่พลทหารยันนายพล ถ้าถามว่านายพลนายพัน ตายบ้างรึยัง ?
คำตอบคือ ผู้จัดการไปเดินขายของเป็นฝ่ายการตลาดเองมั้ย ? การออกไปทำหน้าที่ ทุกคนมีหน้าที่ต่างกัน ตายแทนกันได้ เราต้องการความเชื่อใจกัน การรบที่ผ่านมาทั้ง 2 ยุทธการ และ 2 ยุทธบริเวณนั้น คนที่ผ่านมาจะเข้าใจดีว่า แนวหน้าทำงานกันอย่างไร เราไม่ทิ้งกันอย่างไร เพราะความแตกแยกในกองทัพ คืออันตรายอย่างยิ่งต่อการทำภารกิจต่างๆ” นั่นคือคำพูดของ พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก
ที่สื่อถึงความรู้สึกจากประโยค “ทหารมีไว้ทำไม?” ส่วน รังสิมันต์ โรม แห่งพรรคประชาชน ตอบโต้ทันที เพราะอยู่ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยบอกว่า “พรรคประชาชน ไม่เคยเหมารวม แต่ต้องย้ำให้ชัดเจนว่า กองทัพมีไว้เพื่อป้องกันประเทศ ไม่ใช่ให้ใครนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
คนที่ก่อรัฐประหารร่ำรวยขึ้น เครือข่ายมั่งคั่ง ชีวิตสุขสบาย ขณะที่ประเทศจมอยู่กับการคอร์รัปชัน และการทุจริต สภาพเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เราควรยอมรับ หรือปล่อยให้เกิดขึ้นอีกต่อไป เราเกลียดรัฐประหาร แต่เราไม่เคยเกลียดกองทัพ ดังนั้นขอให้หยุดปลุกปั่น สร้างความเข้าใจผิด และยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ที่มุ่งด้อยค่าพรรคประชาชนได้แล้ว”
พรรคประชาชนกำลังย้อนพบกับ ”วาทกรรมนโยบาย“ ที่เคยหาเสียงไว้ ในภาวะสงครามชายแดน ไทย-เขมร และกระแส “ชาตินิยม” ที่ยังไม่จางหายจากความรู้สึกของประชาชน ยิ่งเป็นช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย จึงมีความพยายามของพรรคส้มในการชี้แจงจาก “ไอซ์ รักชนก” ในแนวทางเดียวกับ ธนาธร ว่า “มีทหารไว้รบ ไม่ใช่ไปตัดหญ้า ซักกางเกงในให้เมียนายพล” วลีต่างๆ ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคส้ม กับทหารหนักไปอีก
ทั้งนี้ เพราะนโยบายของพรรคส้มในการ “ รื้อโครงสร้างระบบการเมือง กองทัพ นายทุน” เป็นเรื่องใหญ่ที่นำเสนอต่อสังคม จากบรรดาอาจารย์ นักวิชาการ ผ่านนักการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้ง จนทำให้ได้รับคะแนนล้นหลามในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ธนาธร ผู้นำจิตวิญญาณบอกว่า “เลือกตั้งรอบนี้ ขอโอกาสเราเป็นพรรคหลักในการเมืองพรรคเดียว ถ้าเราทำไม่ได้ 4 ปี ข้างหน้าท่านไม่ต้องเลือกเราอีกเลย”
สำหรับประชาชน พลเมืองไทยที่กำลังตัดสินใจ ไม่สามารถเอาประเทศเป็นเดิมพันให้ลองได้ มันไม่ใช่บริษัทจำกัด ที่ให้คนมาลองงาน หากทำไม่ดี 4 เดือน เลิกจ้างให้ออก คุณธนาธร เอาไปบอกผู้ถือหุ้นบริษัทได้ แต่กับประเทศชาติมันไม่ใช่ หากจะคิดแบบเดียวกันได้ ประชาชนต้องมั่นใจ เชื่อใจ ไว้วางใจ ไม่ใช่ที่ทดลองงานสำหรับมือใหม่ หากไม่ดี ก็จะไป ไม่ต้องเลือกอีก “บริษัท ผลกำไรคือเงิน แต่ประเทศชาติ ผลกำไรคือความมั่นคง” หากให้เลือก ผมเชื่อว่าประชาชนเลือกความมั่นคง หรือ หากให้ประชาชนเลือก “พรรคที่ต้องไปเสี่ยงดวงกับทหาร” ยังไงประชาชนก็ต้องเลือกทหาร
แต่มันไม่ได้มี “พรรคทหาร” ให้ประชาชนเลือก ทหารเป็นสถาบันที่อยู่กับประเทศตลอดไป จึงไม่ใช่คู่แข่งของพรรคส้มแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับพรรคการเมือง ที่มีอยู่ และสลายไปตามกาลเวลา สถานการณ์ หากผมเป็นพรรคส้ม จะเลือกเงียบ ไม่ไปตอบโต้ทหารในภาวการณ์นี้ เพราะมันมีแต่เสียกับเสีย
ทุกคำพูดของ นายชูวิทย์ ถือว่า คมคายและมองทะลุ รับรู้ว่าเจตนาของพรรคนี้ และบรรดาแกนนำพรรค ตั้งแต่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ทำตัวให้เหมือน “ผู้นำจิตวิญญาณ” ของพรรค ทั้งที่จะว่าไปแล้วเขาก็ถูกมองว่าเป็น “เจ้าของตัวจริง” นั่นแหละ เพราะรับรู้กันว่า เขาคือคนชี้นำในพรรค อย่างไรก็ดี นาทีนี้ถือว่า “พลาด” อย่างแรง ที่ทำให้ถูก นายชูวิทย์ วิเคราะห์วิจารณ์อย่างรุนแรง และรู้ทันมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ณ เวลานี้ สำหรับพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” ถือว่ากำลังติดหล่มกับ “วาทกรรม” ในอดีต โดยเฉพาะวาทกรรม ที่เคยด้อยค่าทหารเอาไว้ เหมือนกับว่า กำลังย้อนกลับมา “รัดคอ” จนดิ้นไม่หลุด ในท่ามกลางอารมณ์ของ “กระแสชาตินิยม” ที่พุ่งสูงแบบนี้ ขณะเดียวกัน ก็อย่าได้แปลกใจที่บรรดาแกนนำต่างต้องรีบออกมาเบี่ยงไปอีกทาง เช่น บอกว่าไม่เคยเกลียดกองทัพ แต่ต่อต้านคนรัฐประหาร คนทุจริตในกองทัพต่างหากอะไรประมาณนี้ แต่เชื่อว่าไม่น่าจะทันการณ์แล้ว และภาพเก่าๆ กำลังตามหลอนจนดิ้นรนยากแล้ว !!


