xs
xsm
sm
md
lg

กระแสชาตินิยม ฝันร้ายของ“แดง-ส้ม”!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ - ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เมืองไทย 360 องศา

นับจากสัปดาห์นี้เป็นต้นไป น่าจะเข้าสู่โหมดการเมือง การเลือกตั้งเต็มตัวมากขึ้น หลังจากบรรยากาศหลังหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา เริ่มคลี่คลายลงเรื่อยๆโดยเฉพาะหลังจากที่ทหารกัมพูชาของฝ่าย นายฮุน เซน ต้องสูญเสียอย่างหนัก โดยเฉพาะการที่ฝ่ายไทยยึดคืนดินแดนกลับคืนมาได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญได้ทำลาย “รังสแกมเมอร์” ที่เป็นแหล่งหัวใจสำคัญจนเดี้ยงไปมากมาย และที่ต้องเจ็บช้ำก็คือการทำลายที่ “ปอยเปต” ที่เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของ “ตระกูลฮุน” มานาน

สิ่งเหล่านี้คาดว่า น่าจะส่งผลกระทบกับทางเศรษฐกิจของกัมพูชาตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นไป เพราะเชื่อว่าปัญหาหลักๆ จะเริ่มประดังเข้ามา หลังจากในช่วงปลายปีที่ถูกสหรัฐ สหภาพยุโรป อายัดทรัพย์สินและขึ้นบัญชีดำกับ “คนใกล้ชิด” ของ ฮุน เซน หลายคน มีการปิดการเชื่อมต่อทางธุรกรรมการเงินมาแล้ว และยังถูกซ้ำเติมเรื่องรายได้จากแรงงานกัมพูชาในไทยที่ต้องกลับบ้านนับล้านคนแล้วตกงาน ขาดรายได้ อีกทั้งยังต้องเจอกับนักท่องเที่ยวหดหายอันเป็นผลสืบเนื่องจากการสู้รบกับไทยตามแนวชายแดนนานหลายวัน จนมีเสียงบ่นจากกลุ่มบริษัทท่องเที่ยวในแหล่งสำคัญ เช่น นครวัด เป็นต้น

แน่นอนว่า บรรยากาศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในสภาวะเฝ้าระวัง เพียงแต่ว่าเวลานี้ศักยภาพในการเปิดศึกรอบใหม่กับไทยนั้น เชื่อว่าพวกเขา “ยังไม่พร้อม” ในเวลาอันใกล้นี้

เมื่อวกมาดูทางฝั่งไทยบ้าง ก็ต้องยอมรับว่า “กระแสรักทหาร” ได้ “พุ่งปรี๊ด” จากความเสียสละเพื่อชาติและ ประชาชน ยอมแม้กระทั่ง “สละชีพ” เพื่อปกป้องอธิปไตย ภาพการสู้รบอย่างกล้าหาญ ในยุทธภูมิหลายแห่งทหารไทยได้สู้รบอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เรียกว่าทั้ง “อึ้ง ทึ่ง เสียว” ได้ใจไปเต็มๆ ในแบบที่เรียกว่า “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” อย่างเต็มภาคภูมิ

การสู้รบของทหารไทยได้สร้างความประทับใจ รวมไปถึงได้สร้าง “กระแสชาตินิยม” เพิ่มขึ้นและขยายวงกว้าง ทำให้ทหารกลับมาเป็นที่รักของประชาชนมากขึ้น ในแบบที่ไม่ได้เป็นแบบนี้มานานมากแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ภารกิจของกองทัพได้ช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ ทั่วประเทศ จะเห็นทหารลงไปช่วยเหลือจนเป็นภาพชินตาและเสียงชื่นชม

อย่างไรก็ดี นั่นคือ ผลต่อเนื่องจาก กระแสชาตินิยมที่กำลังพุ่งสูง ขณะเดียวกันในทางการเมืองก็ย่อมส่งผลไปถึงพรรคการเมือง และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แน่นอนว่าเมื่อพูดถึง “ทหาร” และกระแสชาตินิยมดังกล่าว ย่อมมีผลกับการเลือกตั้งดังกล่าว

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองที่เรียกว่าเป็น “พรรคใหญ่” ที่อยู่ในระดับ “ขั้วการเมือง” หรือไม่ก็เป็น “ตัวแปรหลัก” มีอยู่ 3 พรรค คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และ พรรคเพื่อไทย ซึ่งในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ หรือในช่วงก่อนและหลังการสู้รบ ก็ต้องบอกว่ามีผลทางการเมืองกับพวกเขาโดยตรง และเมื่อเชื่อมโยงกับทหาร ก็ยิ่งเห็นภาพชัดเจน

เริ่มจาก พรรคเพื่อไทย ที่หากพูดถึงกัมพูชาเมื่อไหร่ นั่นย่อมหมายถึง “ของแสลง” แทบไม่อยากให้พูดถึง เพราะเหมือนกับเป็นการจี้ใจดำ โดยเฉพาะทำให้ต้องนึกย้อนไปถึง “คลิปอังเคิล” ที่แม้ไม่ต้องพูดซ้ำ เชื่อว่าคนไทยย่อมจำฝังใจกันอยู่แล้ว ประกอบกับหลายนโยบายหลักๆ ที่ผ่านมาเมื่อเป็นรัฐบาลแต่กลับทำไม่ได้ หรือ “ไม่ตรงปก” ก็ย่อมได้รับผลกระทบจนเชื่อว่าหลังการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.น้อยลงมาก แม้ว่าจะพยายามขายภาพนักวิชาการ เทคโนแครต ของ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แต่ก็ยังเป็นหลาน นายทักษิณ ชินวัตร อยู่ดี จนกลายมาเป็นแค่พรรค “ตัวแปร” แทนที่จะเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเหมือนในอดีต

ถัดมาก็เป็นพรรคประชาชน ที่แม้ว่าจะมีหัวหน้าพรรคคนใหม่ อย่าง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นาทีนี้ยังต้องติดหล่มกับคำพูดในอดีตที่บอกว่า “มีทหารไว้ทำไม” หรือ “รบกับใครก็ไม่ชนะ” กำลังย้อนกลับมาเข้าตัวแทบสลัดไม่มีทางหลุด ยิ่งภาพลักษณ์ของทหารกำลังได้ใจคนไทย มันก็ยิ่งตรงข้ามกับการ “ถูกด้อยค่า” ในอดีต ดังนั้นแม้ว่าจากผลสำรวจยังระบุออกมาว่าพรรคการเมืองนี้ ยังเป็นพรรคแกนหลักหลังการเลือกตั้ง แต่ไม่ใชลักษณะ “ฟีเวอร์” เพราะหากเทียบกับการเลือกตั้งคราวที่แล้วถือว่าพวกเขา “อ่อนแรง” ลงไปมาก

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สำหรับพรรคการเมืองที่ถือว่าน่าจะได้ประโยชน์จากกระแส “ชาตินิยม” ในครั้งนี้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นพรรคภูมิใจไทย ที่เวลานี้ในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาการ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นหัวหน้าพรรค ได้เดินสายเก็บเกี่ยวความนิยม หลังจากที่เขาเปิดไฟเขียวให้กองทัพอย่างเต็มที่ เน้นท่าที “แข็งกร้าว” กับ ฮุน เซน ทำให้ได้ใจชาวบ้านไม่น้อย

ที่ผ่านมาเขาก็เดินสายไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจทหารตามพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ฝ่ายไทยยึดกลับคืนมาได้จากกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นที่ “ปราสาทตาควาย” ที่ “เนิน 350 “ เป็นต้น การไปยืนเคารพธงชาติ เคารพวีรชน การล้อมวงกินข้าวกับทหารหาญ ย่อมมีแต่แต้มบวก

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 มกราคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดชายแดน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการภูหลวง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์และ ติดตามสถานการณ์ รับฟังรายงานภาพรวมพื้นที่ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ในห้วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่

โดยมีพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม , พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผบ.กองกำลังสุรนารี และกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐาน ต้อนรับ พร้อมบรรยายสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่

นายอนุทิน ได้เดินทักทายเจ้าหน้าที่ อวยพรเนื่องวันขึ้นปีใหม่ และให้กำลังใจทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพลที่ยังคงปฏิบัติภารกิจดูแลความมั่นคงของชาติ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ไม่ได้กลับบ้าน พร้อมมอบเหรียญครุฑสมเด็จเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตรฯ ที่ได้ฝากเหรียญครุฑ มาให้กับทหารแนวหน้าทุกนายที่ปฎิบัติหน้าที่

พร้อมกล่าวให้กำลังใจสั้นๆ “ขอให้ทุกนายแคล้วคลาดปลอดภัย และไม่มีสิ่งใดทำอันตรายได้” รวมถึงได้เขียนคาถายันต์ คาถายูงทอง "นะโมวิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา" จากบทสวดขอ งหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (โมระปริตตัง) มอบให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน เพื่อความแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง บนหมวกของกำลังพล เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

จากนั้น นายอนุทินและคณะ ได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการภูหลวง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งตรวจสภาพภูมิประเทศและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในพื้นที่จุดผ่านแดนปากช่องจอม และพื้นที่ปราสาทคณา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกำลังป้องกันชายแดน และรับฟังรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนโดยตรง

แน่นอนว่า การตรวจเยี่ยมแบบนี้ย่อมมีนัยทางการเมืองแฝงอยู่แน่นอน เพียงแต่ว่ามันช่วยไม่ได้ เมื่อ “ลูกเข้าเท้า” เป็นใครก็ต้องทำแบบนี้ แต่เอาเป็นว่า ในท่ามกลางกระแส“ชาตินิยม” ที่พุ่งสูงแบบนี้ ในทางการเมืองสำหรับการเชื่อมต่อไปถึงการเลือกตั้ง ที่ถือว่ามีผลเป็นอย่างมาก และ ไม่ต้องอ้อมค้อมนาทีนี้ย่อมเป็นแต้มบวกกับ นายอนุทิน มากกว่า ขณะที่อีกสองพรรคคือ พรรคประชาชน และเพื่อไทย ถือว่าเป็น “ฝันร้าย” เลยทีเดียว !!



กำลังโหลดความคิดเห็น