รองศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
บทความและบทวิเคราะห์ทุกบทความเป็นความเห็นส่วนตัวของผม
ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต้นสังกัดแต่ประการใด
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
·
ไอซ์ รักชนก.
ไอซ์เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ฝ่าดงหินขี่จักรยานหาเสียงจนได้เข้าสภา.
ทำหน้าที่โดดเด่นทั้งๆ ที่เป็น ส.ส. สมัยแรก แต่เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วไป.
ด้วยบุคลิก วาจา การเรียนรู้การเมืองทันเกม จึงกลายเป็น “ดาวกฤษ์” อย่างรวดเร็ว.
ส.ส. สมัยแรกอย่างไอซ์ทำหน้าที่ได้คุ้มค่าเงินเดือนจากภาษีย่อมน่ายกย่อง.
เมื่อไอซ์ชี้แจงเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม?” ในโซเชียลเพื่อให้เข้าใจว่า.
พรรคส้มหมายถึง “ทหารมีไว้รบ ปกป้องอธิปไตย“.
ไม่ใช่ “เอาทหารชั้นผู้น้อยไปตัดหญ้า ล้างห้องน้ำ ซักกางเกงในให้เมียนายพล ปรนนิบัติลูกเมียทหารผู้ใหญ่ หรือนำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินเดือนมาใช้”.
ไอซ์โดนคนต่อว่าไปยุ่งกับทหารทำไม? ทั้งหัวหน้าเท้งเองก็โดนแม่ค้าไล่กลางตลาดที่ขอนแก่น.
แม้ไอซ์อยากจะชี้แจง แต่ชาวบ้านบางคนอารมณ์ขึ้น ไม่อยากฟัง เดินหนี ทีมงานผู้สมัครพรรคประชาชนก็โห่ไล่ชาวบ้านผู้หญิงคนนั้น.
หากให้ความเป็นธรรม ในฐานะที่ไอซ์อายุยังไม่มาก ประสบการณ์ทหารยังมีน้อย หรืออาจเรียกว่าไม่มีเลยก็ได้.
ได้ยินได้ฟังเรื่องทหารชั้นผู้น้อยมาจากข่าว หรือฟังมาจากคนอื่นๆ อย่างที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส.
หรือแม้แต่ฟังมาจากทหารชั้นผู้น้อยที่ประสบเรื่องราวมาด้วยตัวเองเล่าให้ฟัง.
ที่ผมพูดไม่ได้มีเจตนาไปดูถูกความคิดไอซ์แต่อย่างใด.
แต่ไอซ์ต้องทราบเรื่องสำคัญของทหาร คือ “สายบังคับบัญชา”.
มีทหารชั้นพลทหาร ไปถึงระดับนายพล.
พลทหาร คือ “ทหารเกณฑ์“ ที่ไอซ์พูดถึง.
บรรดาทหารเกณฑ์เมื่อแรกเริ่มเข้ามาจะถูกใช้จริงอย่างที่ไอซ์ว่าไว้.
แม้ไม่ถึงกับไปซักกางเกงในให้เมียเจ้านาย แต่การเป็นทหารรับใช้ทำงาน “สู้กับหญ้า ฆ่ากับมด” มันมีแน่นอน.
และรู้ไหมว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ยุคไหน ผมว่าธรรมเนียมปฏิบัติทหารรับใช้มีมาก่อนไอซ์และผมเกิด.
วิธีการแบบ “สังคมทหาร” คงมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว.
โดยปัจจุบันลดลงไปมาก แน่นอนว่ายังมีอยู่.
แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่เท่ากับการที่บอกว่า “ทหารมีไว้ทำไม?”.
ใช่ ทหารต้องมีไว้รบเมื่อมีศึกสงคราม เกิดการรุกรานจากเพื่อนบ้านบ้าอำนาจอย่างฮุนเซน.
แต่ที่พรรคส้มบอกว่า “หากมีสงคราม ก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะรบชนะ”.
ผมว่าตรงนี้มากกว่าที่บาดใจทหาร และคนไทย.
มากกว่า ใช้ทหารชั้นผู้น้อยไปตัดหญ้า.
มากกว่า ใช้ไปล้างห้องน้ำ.
มากกว่า แม้กระทั่งไปซักกางเกงในให้เมียนายพล.
จากสงครามชายแดนที่มีทหารบาดเจ็บล้มตาย เพราะการต่อสู้ปกป้องอธิปไตยของไทย ตรงนี้มากกว่าที่ควรถูกชี้แจงอย่างซื่อๆ ตรงๆ ตามสไตล์พรรคส้มว่า.
“เป็นความผิดพลาดที่สื่อสารไปอย่างนั้น นักการเมืองพูดผิดได้ นโยบายผิดได้ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นักการเมืองพูดจะถูกไปเสียหมดแล้วหาทางไปแก้ตัว”.
ต้องยอมรับว่า ขณะนั้นพรรคส้มอาศัยกระแส “คนเบื่อลุง” โจมตีทหาร ทำให้คำพูดได้ใจบรรดากองเชียร์ และผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ในขณะที่ไทยไม่มีภัยสงครามมานาน.
ปัจจุบันพรรคส้มมีเท้งเป็นหัวหน้า เหนือเท้งขึ้นไปยังมีธนาธรอีก และทุกคนก็รู้ว่าธนาธรเป็นผู้กำหนดวิธีคิดแนวนโยบายให้พรรคส้ม.
ไอซ์เป็นเพียงผู้ปฏิบัติ เป็นกลไกหนึ่งในพรรคส้มที่ต้องฟังธนาธร หรือสิ่งที่กรรมการบริหารพรรคกำหนดมาให้ตอบโต้.
โดยที่ไอซ์ไม่รู้จัก “สังคมทหาร” ดีพอด้วยวัยวุฒิยังน้อย และไม่เคยเป็นทหาร.
ถึงแม้จะบอกว่าเข้าใจหัวอกทหารจริงๆ แต่ประชาชนก็มองไอซ์ หรือแม้แต่ธนาธรว่ามีภาพลักษณ์ต่อต้านทหารด้วยคำพูดในขณะนั้น.
อย่างที่พรรคส้มปรามาสและตอกย้ำนโยบาย “ลดขนาด ปรับโครงสร้างกองทัพ“ ไว้ด้วยประโยคที่ว่า “ถึงมีสงคราม ก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะไปรบชนะใคร”.
จริงครับ ทหารไม่ควรไปเป็นทหารรับใช้บ้านทหารชั้นผู้ใหญ่ และจริงครับที่มีการทำแบบนั้นอยู่.
แต่ว่า “อะไรคือสิ่งสำคัญ ที่ประชาชนต้องการจากทหารเพื่อประเทศชาติมากกว่ากัน?”.
ทหารที่มีกำลังกองทัพที่ทันสมัย ไม่มีคอมมิชชั่น ได้อาวุธตรงปก มีเครื่องบินดีๆ ไปถล่มศัตรู ทำลายแหล่งซ่องสุมอาวุธที่ใช้โจมตีไทย.
ทหารไทยเราชนะ ใช้อาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องดินแดนของไทย โดยมีทหารเสียชีวิตไปถึง 27 ราย บาดเจ็บขาขาดอีกหลายสิบนาย.
ตรงนี้หรือเปล่าที่มันสำคัญกว่า มันจำเป็นมากกว่าต่อพรรคส้มเอง หรือต่อคนไทยทุกคน.
เมื่อพรรคส้มไปหาเสียงในขณะนี้ จึงไม่สามารถไปอธิบายเรื่องพวกนี้ให้คนไทยเข้าใจได้ง่ายๆ.
แม้แต่การลากยาวไปถึงทหารที่ไปคุมสนามกอล์ฟ แนวเดียวกับที่ธนาธรพยายามบิดคำพูดที่พรรคส้มเคยพูดเอาไว้ว่า.
“ทหารมีไว้ทำไม?”.
และวลีที่ว่า “ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะไปรบชนะใครได้”.
มันไม่สามารถลบล้างประโยคเหล่านี้ ที่บาดลึกสังคมไทยเกินไป.
ตรงนี้มากกว่าครับที่คนไทยรู้สึกถูกจี้ใจดำ ไม่ใช่เรื่องทหารรับใช้ตัดหญ้าฆ่ามดหรอกครับ.
ยิ่งไอซ์ โรม เท้ง ไปถึงธนาธร พูดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลเสียทั้งๆ ที่อาจหวังดี.
นักการเมืองทุกคนไม่ว่าจะการเมืองของประเทศไหนต้องรู้จัก “เวลาที่ควรพูด และเวลาที่ควรเงียบ”.
เมื่อพูดผิดไปแล้ว ต้องยอมรับและแก้ไข.
นี่ต่างหาก “การเมืองใหม่” ไม่ใช่เถียงชนฝาแบบ “การเมืองเก่า”.
ชาวบ้านไม่ใช่ “นักการเมือง” และ “ตลาด” ไม่ใช่ “สภา” ที่จะไปตอบโต้ได้ทุกดอก.
ในเมื่อสิ่งที่พรรคส้มหรือธนาธรกำลังนำเสนอให้กับสังคมไทยนั้น ไม่มีทางจะเปลี่ยนได้ทันใจพรรคส้มในระยะเวลาสั้นๆ.
และสงครามปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา มันเกิดขึ้นจริง.
ด้วยชัยชนะของอาวุธ และประสิทธิภาพกำลังทหารไทย ที่เหนือกว่าทหารกัมพูชา ชนิดเหมือนใช้ “เข็มสู้กับลูกปืน”.
กรุณาอย่าบอกผมนะครับว่า “เพราะประสบการณ์แย่ๆ ของนักการเมืองเก่าอย่างผมนี่ไงถึงพาบ้านเมืองเสียหายมาถึงจุดนี้”.
เพราะผมว่าคนไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอควร ก็เริ่มรู้แล้วล่ะครับว่า.
หาก “ให้โอกาสพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลพรรคเดี่ยวแล้วจะทำให้ดู” มันเสี่ยงแค่ไหน.
คนไม่มีประสบการณ์เลยจะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่อย่างที่พรรคส้มบอกว่า “ทหารมีไว้ทำไม และหากมีสงครามก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะรบชนะด้วย”.
มันน่ากลัวนะครับ ที่คนไทยจะให้โอกาสเอาประเทศไปลองเสี่ยงทำให้ดู แบบที่ธนาธรหาเสียงหรือเดินสายสัมภาษณ์สื่อ.
พวกเราแค่กลัวว่า “จะไม่เหลืออะไรในโอกาสหน้าอีก”
ที่มาของบทความโดยคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1434065791418230&set=a.496460395178779

ผมจำเป็นต้องเขียนบทความนี้ หลังจากได้อ่าน บทความของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่เขียนได้ดีและลึกซึ้งมาก ผมเพิ่งเข้าใจความคิดของตัวเองอย่างถ่องแท้ เพราะคุณชูวิทย์นี่แหละครับ ต้องกราบขอบคุณและขอคารวะคุณชูวิทย์เป็นอย่างยิ่ง
ผมรู้ดีว่าคุณชูวิทย์เขียนบทความนี้จากประสปการณ์ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เริ่มต้นที่ครอบครัวทำธุรกิจโรงงานกางเกงยีนส์ แล้วถูกกลุ่มนิสิตนักศึกษา ไปยุยงกลุ่มแรงงาน ให้ยึดกิจการมาบริหารเอง ในช่วง 14 ตุลาคม 2516 ประชาธิปไตยเบ่งบาน ฝ่ายซ้ายและลัทธิคอมมิวนิสต์แพร่เข้าไปในขบวนการนักศึกษาอย่างเฟื่องฟู การยึดกิจการจากนายทุนของครอบครัวกมลวิศิษฎ์ จบลงด้วยความล้มเหลว มีการเปิดขายหุ้นให้มาลงทุนด้วยกัน แล้วความด้อยประสปการณ์ไม่เคยทำธุรกิจของกลุ่มแรงงานและนิสิตนักศึกษาก็สามารถทำให้ธุรกิจเจ๊งได้ทันที จนโรงงานต้องปิดตัวลง และกิจการกลับมาเป็นของครอบครัวกมลวิศิษฎ์อีกครั้ง แต่ท้ายสุดก็นำมาซึ่งเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ต้องเรียกได้ว่าคุณชูวิทย์ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านซ้ายพิฆาตขวา ผ่านขวาพิฆาตซ้าย คุณชูวิทย์เองเคยทำธุรกิจมามากมาย ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงอาบ อบ นวด เคยติดคุก เคยเล่นการเมือง และล่าสุดคุณชูวิทย์เคยเฉียดตาย (Near dead experience) อันนับว่าโชกโชน เห็นโลกมามาก และปลุกเร้ามโนธรรมสำนึกในความดีงามถูกต้องและรักชาติบ้านเมือง ทัศนะและบทวิเคราะห์ของคุณชูวิทย์จึงน่ารับฟังเป็นอย่างยิ่ง ทั้งคุณชูวิทย์เองก็เคยสนับสนุนและเป็นแฟนคลับพรรคส้มมาก่อน คุณชูวิทย์ย่อมรู้จักพรรคส้มเป็นอย่างดียิ่งกว่าใคร ๆ
ผมเองอ่านข้อเขียนของคุณชูวิทย์ด้วยความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง และมีความคิดเห็นเพิ่มเติมพร้อมบทวิเคราะห์เพิ่มเติมดังนี้
หนึ่ง พรรคนี้มีแนวคิดเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน มีความพยายามจะปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ พยายามจะยกเลิก แก้ไข มาตรา 112 ป. อาญา และด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์มาตลอด ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองเพราะกระทำขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 49 จนถูกยุบพรรคการเมืองมาแล้ว
สอง พรรคนี้ มีการกระทำด้อยค่ากองทัพ ตัดงบประมาณของกองทัพให้กองทัพอ่อนแอที่สุด เพื่อกระทบไปยังสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งองค์จอมทัพไทย การเซาะกร่อนบ่อนทำลายกองทัพให้อ่อนแอที่สุด ให้กองทัพแตกแยก ด้วยคำว่าทหารชั้นผู้น้อย ด้วยการดูแคลนกองทัพด้วยคำว่า ไปรบกับใครก็แพ้ และด้วยการตั้งคำถามว่า ทหารมีไว้ทำไม ทั้ง ๆ ที่กองทัพและทหารสละชีพปกป้องเอกราชอธิปไตยของชาติ จากอริราชศัตรู
สาม พรรคนี้พยายามส่งเสริมลัทธิชังชาติ ทำให้คนไม่รักชาติ ดูถูกชาติตนเอง นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยุยงส่งเสริมเยาวชนให้เข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐ
สี่ พรรคนี้ดูถูกพระปรีชาญาณด้านนโยบายการต่างประเทศไผ่ลู่ลม ของพระปิยมหาราช ที่ทำให้ชาติไทยดำรงเอกราชมาจนถึงทุกวันนี้ แต่กลับสนับสนุนนโยบายที่ตนเองเรียกว่าการทูตหลังตรง แต่กลับเรียกร้องให้ประเทศไทยไปยอมก้มเลียตูดชาติมหาอำนาจเพียงชาติเดียว คำพูดของหลายคนในพรรคมีแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งหากพิจารณาจากภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทย โปรดอ่านได้จากบทความ สงครามไทย-กัมพูชา กับสามชาติมหาอำนาจ https://mgronline.com/daily/detail/9690000000530
ห้า พรรคนี้ทำลายค่านิยม ประเพณี ความเชื่อทางศาสนา อันดีงามในสังคมไทย ก้าวร้าว ด่าทอ บูลลี่ ทำให้สังคมป่าเถื่อน ทำให้ขาดความรู้รักสามัคคี แต่ใครก็ห้ามวิจารณ์หรือบูลลี่พรรคนี้ นอกจากนี้ยังมีนโยบายสุด woke ที่ทำลายศีลธรรมอันดีของสังคม ไม่ว่าจะเป็น sex worker ซ่องเสรี เอวีร่วมเพศเสรี คาสิโนออนไลน์เสรี สุราเสรี ฯลฯ รวมไปถึงคำพูดของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจที่ว่า "ผมไม่เชื่อว่า การกราบไหว้บูชา 🙏 จะนำมาซึ่งความสำเร็จ ในการพัฒนาประเทศ"
หก พรรคนี้ทำลายสถาบันครอบครัว มีนักการเมืองระดับจิตวิญญาณพรรค เชื้อเชิญเยาวชนให้กระด้างกระเดื่อง ไม่เคารพนับถือพ่อแม่ ดังเช่นที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ชี้วิธีแก้ปัญหาระบบอาวุโสในพรรค อยากเลิกใช้คำว่า พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ชี้เป็นอำนาจนิยมกีดกันโอกาสและความคิดสร้างสรรค์ ใช้คำว่า คุณ ผม ดิฉัน สามคำเพียงพอแล้ว
เจ็ด พรรคนี้ สนับสนุนลัทธิสิทธิ เรียกร้องสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ จนเกินขอบเขต woke ไม่สุดสิ้น นำไปสู่ความแตกแยกของสังคม กระทั่งผ้าอนามัยก็ต้องได้ฟรี จะให้ใช้นางสาวนำหน้าผู้ชายที่แปลงเพศแล้ว ทั้งหมดเกินเลยความเหมาะสม สร้างความแตกแยกร้าวลึกในสังคม จนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของสังคม และทำให้ประชาชนขาดความเสียสละ จิตอาสา เรียกร้องจนละเลยหน้าที่ของตน
แปด พรรคนี้เข้าไปเกี่ยวข้องสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนและขบวนการ BRN ทั้ง ๆ ที่ราชอาณาจักรไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ แต่กลับอ้างในเรียกเสรีภาพในการกำหนดตนเอง (Self-determination) อันนำไปสู่การแยกประเทศของติมอร์-เลสเต
ในทางคุณสมบัติส่วนตัวของพรรคและบุคลากรในพรรค ผมก็คิดว่าอ่อนหัด ด้อยความรู้ความสามารถ ขาดประสปการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน
หนึ่ง แทบทั้งหมดเป็นคนที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ที่จะเข้ามาบริหารงานบ้านเมือง ไม่เคยมีประสปการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน
สอง บุคลากรของพรรคมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน และทหาร ซึ่งเป็นเสาหลักอันสำคัญของชาติไทยมาหลายร้อยปี สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ สมาชิกพรรคมีคดีมาตรา 112 จำนวนมาก เช่น รักชนก ชลธิชา เป็นต้น
สาม บุคลากรของพรรครวมไว้ซึ่งคนประกอบอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ค้ายาเสพติด ฟอกเงิน ข่มขืน ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ฯลฯ
สี่ การใช้กิริยาและวาจาของบางคนในพรรคถือว่าเลวทราม จนทำให้รู้สึกได้ว่ามาจากพื้นฐานครอบครัวที่ไม่ดี อาจจะเพราะกร่างและมีอัตตามากเกินไป จนอาจมีผลกระทบต่อการทำงานและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ
ผมมีความหวั่นเกรงมากว่าหากพรรคนี้ ได้เข้าสู่อำนาจรัฐ ผ่านการเลือกตั้ง ประเทศไทยจะสิ้นชาติ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ในสายตาของผม พิสูจน์ได้จาก digital footprint จำนวนมหาศาล ที่ไม่ว่าจะพลิกลิ้นโกหกอย่างไร ก็เกินกว่าจะแก้ไข เยียวยาได้ ตลอดจนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และคดีความต่าง ๆ
ข้อสรุปของผม จึงมีเพียงว่า
ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม #ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม
ขอพี่น้องชาวไทย จงใช้สติปัญญาใคร่ครวญพิจารณาให้รอบคอบเพื่อประเทศชาติที่รักยิ่งของพวกเรา
"ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล
แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร"
“ แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์
ศัตรูกล้ามาประจัน จะอาจสู้ริปูสลาย ”
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า
สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
บทความและบทวิเคราะห์ทุกบทความเป็นความเห็นส่วนตัวของผม
ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต้นสังกัดแต่ประการใด
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
·
ไอซ์ รักชนก.
ไอซ์เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ฝ่าดงหินขี่จักรยานหาเสียงจนได้เข้าสภา.
ทำหน้าที่โดดเด่นทั้งๆ ที่เป็น ส.ส. สมัยแรก แต่เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วไป.
ด้วยบุคลิก วาจา การเรียนรู้การเมืองทันเกม จึงกลายเป็น “ดาวกฤษ์” อย่างรวดเร็ว.
ส.ส. สมัยแรกอย่างไอซ์ทำหน้าที่ได้คุ้มค่าเงินเดือนจากภาษีย่อมน่ายกย่อง.
เมื่อไอซ์ชี้แจงเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม?” ในโซเชียลเพื่อให้เข้าใจว่า.
พรรคส้มหมายถึง “ทหารมีไว้รบ ปกป้องอธิปไตย“.
ไม่ใช่ “เอาทหารชั้นผู้น้อยไปตัดหญ้า ล้างห้องน้ำ ซักกางเกงในให้เมียนายพล ปรนนิบัติลูกเมียทหารผู้ใหญ่ หรือนำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินเดือนมาใช้”.
ไอซ์โดนคนต่อว่าไปยุ่งกับทหารทำไม? ทั้งหัวหน้าเท้งเองก็โดนแม่ค้าไล่กลางตลาดที่ขอนแก่น.
แม้ไอซ์อยากจะชี้แจง แต่ชาวบ้านบางคนอารมณ์ขึ้น ไม่อยากฟัง เดินหนี ทีมงานผู้สมัครพรรคประชาชนก็โห่ไล่ชาวบ้านผู้หญิงคนนั้น.
หากให้ความเป็นธรรม ในฐานะที่ไอซ์อายุยังไม่มาก ประสบการณ์ทหารยังมีน้อย หรืออาจเรียกว่าไม่มีเลยก็ได้.
ได้ยินได้ฟังเรื่องทหารชั้นผู้น้อยมาจากข่าว หรือฟังมาจากคนอื่นๆ อย่างที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส.
หรือแม้แต่ฟังมาจากทหารชั้นผู้น้อยที่ประสบเรื่องราวมาด้วยตัวเองเล่าให้ฟัง.
ที่ผมพูดไม่ได้มีเจตนาไปดูถูกความคิดไอซ์แต่อย่างใด.
แต่ไอซ์ต้องทราบเรื่องสำคัญของทหาร คือ “สายบังคับบัญชา”.
มีทหารชั้นพลทหาร ไปถึงระดับนายพล.
พลทหาร คือ “ทหารเกณฑ์“ ที่ไอซ์พูดถึง.
บรรดาทหารเกณฑ์เมื่อแรกเริ่มเข้ามาจะถูกใช้จริงอย่างที่ไอซ์ว่าไว้.
แม้ไม่ถึงกับไปซักกางเกงในให้เมียเจ้านาย แต่การเป็นทหารรับใช้ทำงาน “สู้กับหญ้า ฆ่ากับมด” มันมีแน่นอน.
และรู้ไหมว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ยุคไหน ผมว่าธรรมเนียมปฏิบัติทหารรับใช้มีมาก่อนไอซ์และผมเกิด.
วิธีการแบบ “สังคมทหาร” คงมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว.
โดยปัจจุบันลดลงไปมาก แน่นอนว่ายังมีอยู่.
แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่เท่ากับการที่บอกว่า “ทหารมีไว้ทำไม?”.
ใช่ ทหารต้องมีไว้รบเมื่อมีศึกสงคราม เกิดการรุกรานจากเพื่อนบ้านบ้าอำนาจอย่างฮุนเซน.
แต่ที่พรรคส้มบอกว่า “หากมีสงคราม ก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะรบชนะ”.
ผมว่าตรงนี้มากกว่าที่บาดใจทหาร และคนไทย.
มากกว่า ใช้ทหารชั้นผู้น้อยไปตัดหญ้า.
มากกว่า ใช้ไปล้างห้องน้ำ.
มากกว่า แม้กระทั่งไปซักกางเกงในให้เมียนายพล.
จากสงครามชายแดนที่มีทหารบาดเจ็บล้มตาย เพราะการต่อสู้ปกป้องอธิปไตยของไทย ตรงนี้มากกว่าที่ควรถูกชี้แจงอย่างซื่อๆ ตรงๆ ตามสไตล์พรรคส้มว่า.
“เป็นความผิดพลาดที่สื่อสารไปอย่างนั้น นักการเมืองพูดผิดได้ นโยบายผิดได้ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นักการเมืองพูดจะถูกไปเสียหมดแล้วหาทางไปแก้ตัว”.
ต้องยอมรับว่า ขณะนั้นพรรคส้มอาศัยกระแส “คนเบื่อลุง” โจมตีทหาร ทำให้คำพูดได้ใจบรรดากองเชียร์ และผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ในขณะที่ไทยไม่มีภัยสงครามมานาน.
ปัจจุบันพรรคส้มมีเท้งเป็นหัวหน้า เหนือเท้งขึ้นไปยังมีธนาธรอีก และทุกคนก็รู้ว่าธนาธรเป็นผู้กำหนดวิธีคิดแนวนโยบายให้พรรคส้ม.
ไอซ์เป็นเพียงผู้ปฏิบัติ เป็นกลไกหนึ่งในพรรคส้มที่ต้องฟังธนาธร หรือสิ่งที่กรรมการบริหารพรรคกำหนดมาให้ตอบโต้.
โดยที่ไอซ์ไม่รู้จัก “สังคมทหาร” ดีพอด้วยวัยวุฒิยังน้อย และไม่เคยเป็นทหาร.
ถึงแม้จะบอกว่าเข้าใจหัวอกทหารจริงๆ แต่ประชาชนก็มองไอซ์ หรือแม้แต่ธนาธรว่ามีภาพลักษณ์ต่อต้านทหารด้วยคำพูดในขณะนั้น.
อย่างที่พรรคส้มปรามาสและตอกย้ำนโยบาย “ลดขนาด ปรับโครงสร้างกองทัพ“ ไว้ด้วยประโยคที่ว่า “ถึงมีสงคราม ก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะไปรบชนะใคร”.
จริงครับ ทหารไม่ควรไปเป็นทหารรับใช้บ้านทหารชั้นผู้ใหญ่ และจริงครับที่มีการทำแบบนั้นอยู่.
แต่ว่า “อะไรคือสิ่งสำคัญ ที่ประชาชนต้องการจากทหารเพื่อประเทศชาติมากกว่ากัน?”.
ทหารที่มีกำลังกองทัพที่ทันสมัย ไม่มีคอมมิชชั่น ได้อาวุธตรงปก มีเครื่องบินดีๆ ไปถล่มศัตรู ทำลายแหล่งซ่องสุมอาวุธที่ใช้โจมตีไทย.
ทหารไทยเราชนะ ใช้อาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องดินแดนของไทย โดยมีทหารเสียชีวิตไปถึง 27 ราย บาดเจ็บขาขาดอีกหลายสิบนาย.
ตรงนี้หรือเปล่าที่มันสำคัญกว่า มันจำเป็นมากกว่าต่อพรรคส้มเอง หรือต่อคนไทยทุกคน.
เมื่อพรรคส้มไปหาเสียงในขณะนี้ จึงไม่สามารถไปอธิบายเรื่องพวกนี้ให้คนไทยเข้าใจได้ง่ายๆ.
แม้แต่การลากยาวไปถึงทหารที่ไปคุมสนามกอล์ฟ แนวเดียวกับที่ธนาธรพยายามบิดคำพูดที่พรรคส้มเคยพูดเอาไว้ว่า.
“ทหารมีไว้ทำไม?”.
และวลีที่ว่า “ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะไปรบชนะใครได้”.
มันไม่สามารถลบล้างประโยคเหล่านี้ ที่บาดลึกสังคมไทยเกินไป.
ตรงนี้มากกว่าครับที่คนไทยรู้สึกถูกจี้ใจดำ ไม่ใช่เรื่องทหารรับใช้ตัดหญ้าฆ่ามดหรอกครับ.
ยิ่งไอซ์ โรม เท้ง ไปถึงธนาธร พูดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลเสียทั้งๆ ที่อาจหวังดี.
นักการเมืองทุกคนไม่ว่าจะการเมืองของประเทศไหนต้องรู้จัก “เวลาที่ควรพูด และเวลาที่ควรเงียบ”.
เมื่อพูดผิดไปแล้ว ต้องยอมรับและแก้ไข.
นี่ต่างหาก “การเมืองใหม่” ไม่ใช่เถียงชนฝาแบบ “การเมืองเก่า”.
ชาวบ้านไม่ใช่ “นักการเมือง” และ “ตลาด” ไม่ใช่ “สภา” ที่จะไปตอบโต้ได้ทุกดอก.
ในเมื่อสิ่งที่พรรคส้มหรือธนาธรกำลังนำเสนอให้กับสังคมไทยนั้น ไม่มีทางจะเปลี่ยนได้ทันใจพรรคส้มในระยะเวลาสั้นๆ.
และสงครามปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา มันเกิดขึ้นจริง.
ด้วยชัยชนะของอาวุธ และประสิทธิภาพกำลังทหารไทย ที่เหนือกว่าทหารกัมพูชา ชนิดเหมือนใช้ “เข็มสู้กับลูกปืน”.
กรุณาอย่าบอกผมนะครับว่า “เพราะประสบการณ์แย่ๆ ของนักการเมืองเก่าอย่างผมนี่ไงถึงพาบ้านเมืองเสียหายมาถึงจุดนี้”.
เพราะผมว่าคนไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอควร ก็เริ่มรู้แล้วล่ะครับว่า.
หาก “ให้โอกาสพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลพรรคเดี่ยวแล้วจะทำให้ดู” มันเสี่ยงแค่ไหน.
คนไม่มีประสบการณ์เลยจะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่อย่างที่พรรคส้มบอกว่า “ทหารมีไว้ทำไม และหากมีสงครามก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะรบชนะด้วย”.
มันน่ากลัวนะครับ ที่คนไทยจะให้โอกาสเอาประเทศไปลองเสี่ยงทำให้ดู แบบที่ธนาธรหาเสียงหรือเดินสายสัมภาษณ์สื่อ.
พวกเราแค่กลัวว่า “จะไม่เหลืออะไรในโอกาสหน้าอีก”
ที่มาของบทความโดยคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1434065791418230&set=a.496460395178779
ผมจำเป็นต้องเขียนบทความนี้ หลังจากได้อ่าน บทความของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่เขียนได้ดีและลึกซึ้งมาก ผมเพิ่งเข้าใจความคิดของตัวเองอย่างถ่องแท้ เพราะคุณชูวิทย์นี่แหละครับ ต้องกราบขอบคุณและขอคารวะคุณชูวิทย์เป็นอย่างยิ่ง
ผมรู้ดีว่าคุณชูวิทย์เขียนบทความนี้จากประสปการณ์ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เริ่มต้นที่ครอบครัวทำธุรกิจโรงงานกางเกงยีนส์ แล้วถูกกลุ่มนิสิตนักศึกษา ไปยุยงกลุ่มแรงงาน ให้ยึดกิจการมาบริหารเอง ในช่วง 14 ตุลาคม 2516 ประชาธิปไตยเบ่งบาน ฝ่ายซ้ายและลัทธิคอมมิวนิสต์แพร่เข้าไปในขบวนการนักศึกษาอย่างเฟื่องฟู การยึดกิจการจากนายทุนของครอบครัวกมลวิศิษฎ์ จบลงด้วยความล้มเหลว มีการเปิดขายหุ้นให้มาลงทุนด้วยกัน แล้วความด้อยประสปการณ์ไม่เคยทำธุรกิจของกลุ่มแรงงานและนิสิตนักศึกษาก็สามารถทำให้ธุรกิจเจ๊งได้ทันที จนโรงงานต้องปิดตัวลง และกิจการกลับมาเป็นของครอบครัวกมลวิศิษฎ์อีกครั้ง แต่ท้ายสุดก็นำมาซึ่งเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ต้องเรียกได้ว่าคุณชูวิทย์ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านซ้ายพิฆาตขวา ผ่านขวาพิฆาตซ้าย คุณชูวิทย์เองเคยทำธุรกิจมามากมาย ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงอาบ อบ นวด เคยติดคุก เคยเล่นการเมือง และล่าสุดคุณชูวิทย์เคยเฉียดตาย (Near dead experience) อันนับว่าโชกโชน เห็นโลกมามาก และปลุกเร้ามโนธรรมสำนึกในความดีงามถูกต้องและรักชาติบ้านเมือง ทัศนะและบทวิเคราะห์ของคุณชูวิทย์จึงน่ารับฟังเป็นอย่างยิ่ง ทั้งคุณชูวิทย์เองก็เคยสนับสนุนและเป็นแฟนคลับพรรคส้มมาก่อน คุณชูวิทย์ย่อมรู้จักพรรคส้มเป็นอย่างดียิ่งกว่าใคร ๆ
ผมเองอ่านข้อเขียนของคุณชูวิทย์ด้วยความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง และมีความคิดเห็นเพิ่มเติมพร้อมบทวิเคราะห์เพิ่มเติมดังนี้
หนึ่ง พรรคนี้มีแนวคิดเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน มีความพยายามจะปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ พยายามจะยกเลิก แก้ไข มาตรา 112 ป. อาญา และด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์มาตลอด ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองเพราะกระทำขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 49 จนถูกยุบพรรคการเมืองมาแล้ว
สอง พรรคนี้ มีการกระทำด้อยค่ากองทัพ ตัดงบประมาณของกองทัพให้กองทัพอ่อนแอที่สุด เพื่อกระทบไปยังสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งองค์จอมทัพไทย การเซาะกร่อนบ่อนทำลายกองทัพให้อ่อนแอที่สุด ให้กองทัพแตกแยก ด้วยคำว่าทหารชั้นผู้น้อย ด้วยการดูแคลนกองทัพด้วยคำว่า ไปรบกับใครก็แพ้ และด้วยการตั้งคำถามว่า ทหารมีไว้ทำไม ทั้ง ๆ ที่กองทัพและทหารสละชีพปกป้องเอกราชอธิปไตยของชาติ จากอริราชศัตรู
สาม พรรคนี้พยายามส่งเสริมลัทธิชังชาติ ทำให้คนไม่รักชาติ ดูถูกชาติตนเอง นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยุยงส่งเสริมเยาวชนให้เข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐ
สี่ พรรคนี้ดูถูกพระปรีชาญาณด้านนโยบายการต่างประเทศไผ่ลู่ลม ของพระปิยมหาราช ที่ทำให้ชาติไทยดำรงเอกราชมาจนถึงทุกวันนี้ แต่กลับสนับสนุนนโยบายที่ตนเองเรียกว่าการทูตหลังตรง แต่กลับเรียกร้องให้ประเทศไทยไปยอมก้มเลียตูดชาติมหาอำนาจเพียงชาติเดียว คำพูดของหลายคนในพรรคมีแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งหากพิจารณาจากภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทย โปรดอ่านได้จากบทความ สงครามไทย-กัมพูชา กับสามชาติมหาอำนาจ https://mgronline.com/daily/detail/9690000000530
ห้า พรรคนี้ทำลายค่านิยม ประเพณี ความเชื่อทางศาสนา อันดีงามในสังคมไทย ก้าวร้าว ด่าทอ บูลลี่ ทำให้สังคมป่าเถื่อน ทำให้ขาดความรู้รักสามัคคี แต่ใครก็ห้ามวิจารณ์หรือบูลลี่พรรคนี้ นอกจากนี้ยังมีนโยบายสุด woke ที่ทำลายศีลธรรมอันดีของสังคม ไม่ว่าจะเป็น sex worker ซ่องเสรี เอวีร่วมเพศเสรี คาสิโนออนไลน์เสรี สุราเสรี ฯลฯ รวมไปถึงคำพูดของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจที่ว่า "ผมไม่เชื่อว่า การกราบไหว้บูชา 🙏 จะนำมาซึ่งความสำเร็จ ในการพัฒนาประเทศ"
หก พรรคนี้ทำลายสถาบันครอบครัว มีนักการเมืองระดับจิตวิญญาณพรรค เชื้อเชิญเยาวชนให้กระด้างกระเดื่อง ไม่เคารพนับถือพ่อแม่ ดังเช่นที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ชี้วิธีแก้ปัญหาระบบอาวุโสในพรรค อยากเลิกใช้คำว่า พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ชี้เป็นอำนาจนิยมกีดกันโอกาสและความคิดสร้างสรรค์ ใช้คำว่า คุณ ผม ดิฉัน สามคำเพียงพอแล้ว
เจ็ด พรรคนี้ สนับสนุนลัทธิสิทธิ เรียกร้องสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ จนเกินขอบเขต woke ไม่สุดสิ้น นำไปสู่ความแตกแยกของสังคม กระทั่งผ้าอนามัยก็ต้องได้ฟรี จะให้ใช้นางสาวนำหน้าผู้ชายที่แปลงเพศแล้ว ทั้งหมดเกินเลยความเหมาะสม สร้างความแตกแยกร้าวลึกในสังคม จนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของสังคม และทำให้ประชาชนขาดความเสียสละ จิตอาสา เรียกร้องจนละเลยหน้าที่ของตน
แปด พรรคนี้เข้าไปเกี่ยวข้องสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนและขบวนการ BRN ทั้ง ๆ ที่ราชอาณาจักรไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ แต่กลับอ้างในเรียกเสรีภาพในการกำหนดตนเอง (Self-determination) อันนำไปสู่การแยกประเทศของติมอร์-เลสเต
ในทางคุณสมบัติส่วนตัวของพรรคและบุคลากรในพรรค ผมก็คิดว่าอ่อนหัด ด้อยความรู้ความสามารถ ขาดประสปการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน
หนึ่ง แทบทั้งหมดเป็นคนที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ที่จะเข้ามาบริหารงานบ้านเมือง ไม่เคยมีประสปการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน
สอง บุคลากรของพรรคมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน และทหาร ซึ่งเป็นเสาหลักอันสำคัญของชาติไทยมาหลายร้อยปี สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ สมาชิกพรรคมีคดีมาตรา 112 จำนวนมาก เช่น รักชนก ชลธิชา เป็นต้น
สาม บุคลากรของพรรครวมไว้ซึ่งคนประกอบอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ค้ายาเสพติด ฟอกเงิน ข่มขืน ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ฯลฯ
สี่ การใช้กิริยาและวาจาของบางคนในพรรคถือว่าเลวทราม จนทำให้รู้สึกได้ว่ามาจากพื้นฐานครอบครัวที่ไม่ดี อาจจะเพราะกร่างและมีอัตตามากเกินไป จนอาจมีผลกระทบต่อการทำงานและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ
ผมมีความหวั่นเกรงมากว่าหากพรรคนี้ ได้เข้าสู่อำนาจรัฐ ผ่านการเลือกตั้ง ประเทศไทยจะสิ้นชาติ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ในสายตาของผม พิสูจน์ได้จาก digital footprint จำนวนมหาศาล ที่ไม่ว่าจะพลิกลิ้นโกหกอย่างไร ก็เกินกว่าจะแก้ไข เยียวยาได้ ตลอดจนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และคดีความต่าง ๆ
ข้อสรุปของผม จึงมีเพียงว่า
ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม #ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม
ขอพี่น้องชาวไทย จงใช้สติปัญญาใคร่ครวญพิจารณาให้รอบคอบเพื่อประเทศชาติที่รักยิ่งของพวกเรา
"ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล
แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร"
“ แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์
ศัตรูกล้ามาประจัน จะอาจสู้ริปูสลาย ”
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า


