ผู้ตรวจการแผ่นดินปลื้มชนะคดีคุ้มครองสิทธิปชช ศาลรธน.เห็นพ้อง การริบเงินค่าทดแทนให้ตกเป็นของแผ่นดินตามกม.เวนคืนเพียงเพราะพ้นกำหนดเวลา 10 ปี ขัดรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน ชี้สิทธิในทรัพย์สินของประชาชนต้องได้รับความคุ้มครอง รัฐต้องเยียวยาอย่างเป็นธรรม ไม่ผลักภาระให้ประชาชน
วันนี้ (1ม.ค.)นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆนี้ศาลรัฐธรรมนูญ
มีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่าบทบัญญัติมาตรา 49ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 ที่บัญญัติว่า “เงินค่าทดแทนที่วางไว้ ถ้าผู้มีสิทธิไม่ไปขอรับเงินภายในสิบปีนับแต่วันที่มีหนังสือแจ้งหรือวันที่ปิดประกาศ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 และมาตรา 37 โดยกรณีดังกล่าวเป็นผลจากที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์สาธารณะแม้เป็นอำนาจของรัฐตามกฎหมายแต่ต้องดำเนินการภายใต้ความเป็นธรรมและไม่ละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินของประชาชนซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรอง ซึ่งสิทธิ์ในการได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนถือเป็นสิทธิ์ในทรัพย์สินตามรัฐธรรมนูญ การที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขให้เงินค่าตอบแทนตกเป็นของแผ่นดินเพียงเพราะประชาชนไม่ไปขอรับภายในระยะเวลาที่กำหนด เป็นการเพิ่มภาระและลิดรอนสิทธิ์ของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ รัฐควรตระหนักว่าการเวนคืน เป็นการที่รัฐใช้อำนาจพรากเอากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของประชาชนไปเพื่อประโยชน์สาธารณะดังนั้นรัฐจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าทดแทนที่เป็นธรรมเพื่อเยียวยาความเสียหาย ไม่ใช่กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ทำให้ประชาชนอาจไม่ได้รับค่าชดเชยดังกล่าว จึงได้หยิบยกขึ้นพิจารณา และมีมติเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231
"รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิ์ในทรัพย์สินของบุคคลไว้อย่างชัดเจน การจำกัดสิทธิ์ดังกล่าวต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและไม่กระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิ์ การที่ประชาชนไม่ได้รับเงินค่าทดแทนทั้งที่ทรัพย์สินถูกเวนคืนไปแล้ว ทางผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าขัดต่อหลักความเป็นธรรมและหลักนิติธรรม และรัฐธรรมนูญ จึงมีมติเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและศาลฯ ก็มีมติเห็นพ้องกับที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ"
นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้ของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นหลักประกันสำคัญของประชาชนโดยช่วยยืนยันว่าแม้ประชาชนจะไม่ไปขอรับเงินค่าทดแทนภายใน 10 ปีก็จะไม่สูญเสียสิทธิ์อันชอบธรรมของตน และนี่คือการสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายให้แก่ประชาชน คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่เพียงจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแต่ยังสะท้อนหลักการสำคัญว่าการดำเนินการของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องไม่ผลักภาระความเสียหายให้ตกอยู่กับประชาชนฝ่ายเดียวและสิทธิ์ในทรัพย์สินของประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินขอขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคำวินิจฉัยโดยคำนึงถึงประโยชน์และสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญ อันมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของรัฐอย่างชัดเจน
"การดำเนินการของผู้ตรวจการแผ่นดินในกรณีนี้ ส่งผลให้ประชาชนเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกเวนคืนได้รับความคุ้มครองสิทธิอย่างชัดเจน โดยไม่สูญเสียสิทธิในการรับเงินค่าทดแทน แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีตามที่กฎหมายเดิมกำหนด ซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาประชาชนที่ไม่สามารถติดตามหรือเข้ามาขอรับเงินค่าทดแทนได้ด้วยเหตุจำเป็น อาทิ การย้ายถิ่นฐาน การไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง หรือข้อจำกัดด้านสุขภาพ ทำให้เงินค่าทดแทนซึ่งเป็นสิทธิของประชาชนยังคงอยู่และสามารถเรียกรับได้ในอนาคต ซึ่งจะลดภาระความเดือดร้อนและความเสียหายที่ประชาชนเคยต้องแบกรับจากการเวนคืนของรัฐ"
ขณะเดียวกัน คำวินิจฉัยดังกล่าวยังเป็นแนวทางสำคัญให้หน่วยงานที่มีอำนาจเวนคืนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ในการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนการปฏิบัติ โดยต้องคำนึงถึงหลักการคุ้มครองสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่กำหนดเงื่อนไขหรือกรอบเวลาที่ทำให้ประชาชนเสียสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งพัฒนาระบบการแจ้งข้อมูล การติดตาม และการบริหารจัดการเงินค่าทดแทนให้มีความรัดกุม โปร่งใส และเอื้อต่อการเข้าถึงของประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะในอนาคตเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่สร้างภาระให้ประชาชนฝ่ายเดียว


